โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ในการดำเนินฟ้องคดีแพ่ง หลายคนมักมีข้อสงสัยว่า “จำเป็นต้องทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องคดีหรือไม่” คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะของหนี้และบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ในการฟ้องคดีที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ที่แน่นอน ไม่จำเป็นต้องแจ้งเป็นหนังสือบอกกล่าวทวงถามก็สามารถฟ้องดำเนินคดีต่อศาลได้เลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรค 2 แต่ถ้าเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้เลย และลูกหนี้ก็คืนทันทีเหมือนกัน ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้คืน ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดโดยเขาเตือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคแรก
การเตือน คือการทวงถามหรือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบไว้ จึงอาจจะเป็นการเตือนด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ และนอกจากนี้การส่งสำนวนคำฟ้องให้กับลูกหนี้ก็ถือว่าเป็นการเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้และให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดตั้งแต่วันฟ้อง ตาม(ฎ.10166/2539)
ถึงแม้ว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดวิธีการเตือนไว้ แต่การเตือนที่นิยอมใช้เป็นหลักฐาน เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาล ส่วนมากจะเป็นการเตือนด้วย ”หนังสือบอกกล่าวทวงถาม”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน
ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว
หนังสือบอกกล่าวทวงถาม หรือหนังสือเตือน หากแต่กฎหมายบางเรื่องยังเป็นการบังคับว่าต้องมีการบอกกล่าวทวงถามก่อน หากไม่ได้มีการบอกกล่าว ศาลย่อมพิพากษาได้ เช่น การบังคับจำนองต้องบอกล่าวบังคับจำนองเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 และตามฎีกาที่ 4909/2533)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2533 แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาจำนองได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงเรื่องการบอกกล่าวการโอนการรับจำนองหรือจำเลยได้ยินยอมด้วยแล้ว เมื่อจำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยไม่รู้เรื่องการโอนดังกล่าว การโอนการรับจำนองนี้จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลย การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา728 เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ถ้าผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาสิบห้าวันนั้น ให้ผู้จำนองเช่นว่านั้นหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวันดังกล่าว
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729 ในการบังคับจำนองตามมาตรา ๗๒๘ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดภายในบังคับแห่งเงื่อนไขดังจะกล่าวต่อไปนี้แทนการขายทอดตลาดก็ได้
(1) ลูกหนี้ได้ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึงห้าปี และ
(2) ผู้รับจำนองแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นน้อยกว่าจำนวนเงินอันค้างชำระ
จากเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น จะได้เห็นว่า หนังสือบอกกล่าวทวงถาม หนังสือทวงถาม หนังสือเตือน หรือว่าจะเรียกกันว่าอย่าไรก็ตาม หนังสือบอกกล่าวทวงถาม ที่ส่วนใหญ่ตั้งคำถามกันว่า หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คืออะไร จะของอธิบายว่า หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คือเอกสารทางกฎหมายที่ผู้มีสิทธิ หรือคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง จัดทำขึ้นเพื่อ แจ้งให้อีกฝ่ายทราบอย่างเป็นทางการ ให้ปฏิบัติตามหน้าที่หรือสิทธิที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือสัญญา ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน เอกสารฉบับนี้มักใช้เป็น หลักฐานแสดงการบอกกล่าวก่อนดำเนินการทางกฎหมาย และเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการฟ้องร้องหรือใช้สิทธิบางประการตามกฎหมาย
วัตถุประสงค์ของหนังสือบอกกล่าวทวงถาม
การทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามมีวัตถุประสงค์หลากหลายตามความต้องความต้องการของผู้ที่ถูกกระทบสิทธิ หรือสัญญาต่างๆ เช่น
- ขอให้อีกฝ่าย ชำระหนี้ หรือเข้ามาเจรจาเรื่องการชำระหนี้
- ขอให้อีกฝ่าย ติดต่อกลับเพื่อแก้ไขข้อพิพาท
- ขอให้อีกฝ่าย งดหรือยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิ เช่น การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท
แจ้งเจตนาในการ บอกเลิกสัญญา เช่น สัญญาเช่า สัญญาจ้างทำของ สัญญาเงินกู้หรือสัญญาทางแพ่งอื่น
ความสำคัญของหนังสือบอกกล่าวทวงถาม
หนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นหลักฐานแสดงความสุจริตใจของผู้ส่ง เป็นด้านแรกของการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยให้สองฝ่ายได้มีโอกาสได้เจรจากัน เพื่อช่วยลดข้อพิพาท หรือเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีศาล
หลักการร่างหนังสือบอกล่าวทวงถามหนี้
ในการร่างหนังสือบอกล่าวทวงถามหนี้โดยทั่วไปประกอบด้วยรูปแบบ ดังต่อไปนี้
- สถานที่ทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ระบุให้ชัดเจนถึงชื่อ สำนักงาน ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ
- วันที่เขียนหนังสือ ให้สังเกตุว่าการเขียนวันที่ จะใส่ตัวเลข พ.ศ.ลงไปเลย โดยไม่ต้องมีตัวย่อ พ.ศ. เช่น วันที่ 1 มกราคม 2568
- เรื่อง เป็นการระบุว่าต้องการให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามอย่างไร เช่น ลูกหนี้ผิดสัญญาต้องการเรียกค่าเสียหายก็ระบุว่า “ ขอให้ชำระค่าเสียหาย ” หรือลูกหนี้ทำละเมิดต้องการให้ลูกหนี้ชำระค่าสินไหมก็ระบุว่า “ ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ”
- เรียน ให้ระบุตัวลูกหนี้ กรณีบุคคลธรรมดา ให้ขึ้นต้นเป็นนาย นางสาว นาง ตามด้วยชื่อ สกุล ไม่ควรใช้คำว่าคุณ ส่วนกรณีลูกหนี้เป็นนิติบุคคล ต้องระบุตำแหน่งของผู้แทนนิติบุคคล เช่น เรียนกรรมการผู้จัดการบริษัท นก หรือ เรียนหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ไก่
- สิ่งที่อ้างถึง ส่วนนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่หากมี เช่นกรณีเรื่องผิดสัญญาต้องการอ้างถึงก็นสามารถทำได้ เช่น อ้างถึงสัญญากู้ยืมเงินฉบับวันที่ 1 มกราคม 2567
- สิ่งที่ส่งมาด้วย ส่วนนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่หากมีเอกสารที่แนบไปด้วย ก็ให้ระบบเป็นสำเนา เช่น สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาสัญญากู้ยืมเงินฉบับวันที่ 1 มกราคม 2567
- เนื้อหาของหนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเอกสาร ขอแบ่งเนื้อออกเป็น 3 ย่อหน้า ดังนี้
ย่อหน้าที่ 1 เป็นส่วนนิติสัมพันธ์ ระหว่างคู่กรณี ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ตามที่ …”
ย่อหน้าที่ 2 การอันถูกโต้แย้งสิทธิ บรรยายให้เห็นว่าเหตุที่ผู้ทวงถามถูกโต้แย้งสิทธิ เช่น กรณีผิด สัญญา เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ปรากฎว่า …”
ย่อหน้าที่ 3 บรรยายถึงผู้ทำหนังสือ ว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ และ บรรยายว่าจะให้ลูกหนี้ทำอะไร และหากไม่สามารถทำได้ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ดังนั้น…”และปิดท้ายด้วยคำว่า “มิฉะนั้น…”
ส่วนลงท้าย จะใช้คำว่า “ขอแสดงความนับถือ” ลงชื่อ นายแมว เกิดแล้ว ทนายความผู้รับมอบอำนาจ
เนื้อหาในการร่างหนังสือบอกกล่าวจะต้องไม่เป็นเนื้อหา เป็นการขู่กรรโชก มิฉะนั้นอาจเป็นเรื่องความผิดอาญาตาม ป.อ.มาตรา 337 ประกอบมาตรา 80 ได้ และ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 และแก้ไข 2567 ได้
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ” ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย
(1) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ
(2) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ” ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น”
พระราชบัญญัติ การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้
(1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น
(2) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น
(3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)
(4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่า เป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจํานองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด
(5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในการติดต่อลูกหนี้ที่ทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้
(6) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ความใน (5) มิให้นํามาใช้บังคับกับการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล”
- หนังสือบอกกล่าวทวงถามจะไม่มีเรื่อง จะเริ่มต้นด้วยทำที่เลย
- การเขียนแต่และย่อหน้าจะไม่มีการเว้นของบรรทัด
- กำหนดเวลา ให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามส่วนมากจะให้ เวลา 7 ,15, 30 วัน
ตัวอย่างหนังสือบอกกล่าวทวงถาม

ข้อควรระวังก่อนส่งหนังสือบอกกล่าว
แม้ว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวหรือหนังสือทวงถามจะเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะหากทำไม่ถูกวิธี ไม่เพียงแต่โนติสจะไม่มีผลตามกฎหมาย ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย เช่น ส่งหนังสือไปยังบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือผู้มีอำนาจ การเขียนหรือระบุข้อความบนหน้าซองว่าเป็น “จดหมายทวงหนี้” หรือแสดงให้ทราบว่าเป็นการทวงหนี้ เช่นใช้โลโก้สำนักงานกฎหมาย โลโก้บริษัททวงหนี้ เป็นต้น
และในการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม แม้กฎหมายมิได้กำหนดวิธีการส่งไว้เป็นการเฉพาะ แต่เพื่อความรอบคอบและใช้เป็นพยานหลักฐานในกรณีมีข้อพิพาท ในการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม เจ้าหนี้ควรส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ (ใบตอบรับ) ทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้รับได้รับหนังสือแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย จะได้ลดข้อโต้แย้งว่า “ไม่เคยได้รับหนังสือ” ส่วนใบตอบรับไปรษณีย์มี 2 สี คือสีเหลือง และสีฟ้า สีฟ้าสำหรับส่งเอกสารแบบ EMS สีเหลืองสำหรับส่งเอกสารแบบธรรมดา หรือลงทะเบียน เลือกใช้แบบใดก็ได้




