โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
การจดทะเบียนบริษัท

ในโลกของการทำธุรกิจ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ยอดขายเริ่มเติบโตและฐานลูกค้าขยายใหญ่ขึ้น คำถามที่เจ้าของกิจการเกือบทุกท่านต้องเผชิญคือ “ถึงเวลาจดทะเบียนบริษัทหรือยัง?”
การจดทะเบียนบริษัทไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมาย หรือการมีตราประทับสวยๆ บนเอกสารเท่านั้น แต่มันคือ “รากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือต่อคู่ค้า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน หรือแม้แต่การบริหารจัดการภาษีอย่างเป็นระบบที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเหลือ “กำไร” ที่แท้จริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นจดบริษัทมักมาพร้อมกับคำถามมากมาย ทั้งเรื่องขั้นตอนที่ดูซับซ้อน การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการที่ต้องใช้เวลา การดำเนินการจำเป็นต้องดำเนินการเอง หรือสามารถว่าจ้างทนายความ หรือใครที่สามารถกระทำการแทนได้ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ยังรวมถึงการจัดเตรียมเอกสารที่วุ่นวาย และภาระทางบัญชีที่ตามมา เพื่อให้การเริ่มต้นของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายปี 2568 เราได้รวบรวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ที่นี่ ดังนี้
นิติบุคคล มี 3 ประเภท
- ห้างหุ้นส่วนสามัญ : หุ้นส่วนร่วมรับผิดชอบหนี้แบบไม่จำกัด
- ห้างหุ้นส่วนจำกัด : มีทั้งหุ้นส่วนที่รับผิดแบบจำกัดและไม่จำกัด
- บริษัทจำกัด : ผู้ถือหุ้นรับผิดตามมูลค่าหุ้นของตน เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน
ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท 2569
1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น
เริ่มจากการทำความเข้าใจรูปแบบของธุรกิจตนเองว่าเหมาะกับประเภทใด เพื่อวางแผนเอกสารและขั้นตอนล่วงหน้า
2. เตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนจดทะเบียนบริษัท
- ผู้เริ่มก่อการ/ผู้ถือหุ้น: อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป
- ทุนจดทะเบียน ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำ แต่ควรสอดคล้องกับธุรกิจ ส่วนใหญ่นิยมเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท (หากมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติด้วยแนะนำทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท)
- ชื่อบริษัท (ที่ผ่านการจองแล้ว)
- ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ (เลขที่บ้าน, หมู่ที่, แขวง/ตำบล)
- วัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจ (ขายอะไร ทำอะไร)
- ข้อมูลผู้ถือหุ้นทุกคน (ชื่อ-สกุล, เลขบัตรประชาชน, ที่อยู่, จำนวนหุ้นที่ถือ)
- พยาน 2 คน (ใช้ชื่อและเลขบัตรประชาชน)
3. ตั้งชื่อบริษัทและจองชื่อ
จองชื่อบริษัทออนไลน์ ขั้นตอนแรกคือการตั้งชื่อบริษัทและตรวจสอบไม่ให้ซ้ำกับบริษัทที่จดทะเบียนไปแล้ว
– ทำที่ไหน: เว็บไซต์ dbd.go.th
– เทคนิค: ควรเตรียมไว้ 3 ชื่อเรียงตามลำดับความชอบ ชื่อต้องไม่มีคำต้องห้าม (เช่น คำที่เกี่ยวกับ
ราชวงศ์ หรือชื่อกระทรวงต่างๆ)
4. ยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ
หลังจองชื่อเรียบร้อย ให้ยื่นเอกสารภายใน 30 วัน พร้อมแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ กรรมการ และผู้ถือหุ้น
5. เปิดจองหุ้นและนัดประชุมผู้ถือหุ้น
เปิดให้ผู้ร่วมก่อตั้งหรือผู้สนใจถือหุ้นจองซื้อหุ้น และเตรียมจัดประชุมเพื่อแจ้งข้อมูลบริษัท
6. ประชุมแต่งตั้งกรรมการ
แต่งตั้งกรรมการบริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และอนุมัติงบประมาณ
7. ยื่นขอจดทะเบียนบริษัท
นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นจดทะเบียนให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือนหลังจากประชุมจัดตั้ง
8. ชำระค่าธรรมเนียม
ปัจจุบันการจดทะเบียนผ่านระบบ e-Registration มีค่าธรรมเนียมในอัตราพิเศษที่ถูกกว่าการเดินไปจดที่กรมฯ โดยตรง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น
ค่าธรรมเนียมโดยประมาณ:
- จดทะเบียนบริษัท 5,000 บาท
- อากรแสตมป์ 210 บาท
- ค่าหนังสือรับรองและสำเนาต่างๆ เพิ่มเติม
9. รับใบสำคัญการจดทะเบียน (หนังสือรับรอง)
เมื่อทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนอนุมัติ คุณจะได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซึ่งเลขนี้จะถูกใช้เป็น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งเรียกว่า “หนังสือรับรอง” และใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ถือเป็นอันเสร็จสิ้น
10. จดบริษัทเสร็จแล้ว ต้องทำอะไรต่อ?
การได้หนังสือรับรองเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภายหลังจดทะเบียนเสร็จสิ้น 7 สิ่งที่ห้ามลืม คือ
- เปิดบัญชีธนาคาร ในนามบริษัท
- ขึ้นทะเบียนนายจ้าง กับสำนักงานประกันสังคม (ถ้ามีพนักงาน)
- จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากคาดว่ารายได้จะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
- จัดทำบัญชี และจัดหาผู้สอบบัญชีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มดำเนินกิจการ
สรุป หากธุรกิจของคุณเริ่มมีรายได้สูงกว่า 750,000 บาท/ปี การจดทะเบียนบริษัทจะช่วยลดภาษี และเพิ่มความน่าเชื่อถือทางธุรกิจได้มากขึ้น ที่สำคัญคือการบริหารจัดการที่เป็นระบบ พร้อมต่อยอดสู่การขยายกิจการในอนาคต
จดทะเบียนบริษัท vs ห้างหุ้นส่วน ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนประหยัดภาษีกว่า
การตัดสินใจเลือกจดทะเบียนระหว่าง “บริษัทจำกัด (บจก.)” หรือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.)” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลายคนเข้าใจผิดว่า หจก. ประหยัดภาษีกว่า หรือบริษัททำได้ยากกว่า แต่ในความเป็นจริงปี 2568 ทั้งสองรูปแบบมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันอย่างชัดเจน
1. ความรับผิดชอบในหนี้สิน (หัวใจสำคัญที่ต้องรู้)
ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องชื่อ แต่เป็นเรื่อง “ความรับผิดชอบ” เมื่อเกิดปัญหาทางธุรกิจ:
- บริษัทจำกัด (บจก.): ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบ “จำกัด” เฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น หากบริษัทเป็นหนี้ 10 ล้าน แต่คุณลงหุ้นไว้ 1 ล้านและจ่ายครบแล้ว ทรัพย์สินส่วนตัว (บ้าน, รถ, เงินฝาก) จะปลอดภัย
- ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.): ต้องมี “หุ้นส่วนผู้จัดการ” อย่างน้อยหนึ่งคนที่เป็นประเภท “ไม่จำกัดความรับผิด” หมายความว่าหาก หจก. เป็นหนี้และสินทรัพย์ของหจก.ไม่พอจ่าย หุ้นส่วนผู้จัดการต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชดใช้หนี้ทั้งหมดจนกว่าจะครบ
2. โครงสร้างและการบริหาร
- บจก.: บริหารงานผ่านคณะกรรมการบริษัท มีความน่าเชื่อถือสูงในสายตาธนาคารและคู่ค้าขนาดใหญ่ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขยายตัวหรือระดมทุน
- หจก.: มักเป็นธุรกิจครอบครัวหรือเพื่อนฝูงที่ไว้ใจกันสูง การบริหารจัดการยืดหยุ่นกว่า แต่ความน่าเชื่อถือน้อยกว่าในการยื่นกู้ธนาคารหรือประมูลงานใหญ่
3. เปรียบเทียบเรื่อง “ภาษี” แบบชัดๆ
หลายคนถามว่า “แบบไหนประหยัดภาษีกว่า?” คำตอบคือ: “ทั้งสองแบบเสียภาษีในอัตราที่เท่ากัน”
ทั้ง บจก. และ หจก. เสียภาษีจาก “กำไรสุทธิ” (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) ในอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้:
| กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษีสำหรับ SME* | อัตราภาษีบริษัทใหญ่ |
|---|---|---|
| 0 – 300,000 | ยกเว้น (0%) | 20% |
| 300,001 – 3,000,000 | 15% | 20% |
| มากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป | 20% | 20% |
เงื่อนไข SME: ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท
เปิดธุรกิจใหม่มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
หลายคนอยากมี “บริษัท” เป็นของตัวเอง แต่ยังไม่กล้าเริ่มต้นเพราะไม่แน่ใจเรื่องค่าใช้จ่าย กลัวว่าจะมีงบบานปลาย บทความนี้เราจะมากางตัวเลขให้เห็นชัดๆ ว่าในปี 2568 การเปิดบริษัทหนึ่งแห่งต้องใช้เงินเท่าไหร่ และมีค่าอะไรบ้างที่คุณต้องจ่ายจริง
1. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน (จ่ายให้รัฐ)
ค่าธรรมเนียมถูกกำหนดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งจะมีความแตกต่างกันตามช่องทางการจดทะเบียน:
- จดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ (e-Registration): * ราคาเหมาจ่าย: ประมาณ 5,500 บาท (รวมค่าอากรแสตมป์แล้ว)
- หมายเหตุ: เป็นวิธีที่ถูกที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนี้
- จดทะเบียนแบบ Walk-in (ไปที่กรมฯ):
- จะคิดตามทุนจดทะเบียน (ล้านละ 5,000 บาท) ขั้นต่ำ 5,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท
- ยังมีค่าอากรแสตมป์และค่าใบสำคัญอื่นๆ เพิ่มเติม รวมแล้วมักจะสูงกว่าการจดออนไลน์
2. ทุนจดทะเบียน (ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่?)
นี่คือส่วนที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด “ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ไม่ต้องมีเงินสด 1 ล้านบาทวางโชว์ในวันแรก”
- การชำระหุ้นขั้นต่ำ: กฎหมายกำหนดให้ชำระเงินค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน
- ตัวอย่าง: หากคุณจดบริษัทด้วยทุน 1 ล้านบาท คุณต้องมีเงินเข้าบัญชีบริษัทจริงอย่างน้อย 250,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการเริ่มต้นธุรกิจ
3. ค่าใช้จ่ายแฝงในการเริ่มต้น (Hidden Costs) นอกจากค่าธรรมเนียมรัฐแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่ต้องเตรียมไว้:
- ค่าตรายางบริษัท
- ค่าบริการจ้างจดทะเบียนขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและบริการเสริม เช่น บริการเปิดบัญชีธนาคาร หรือจด VAT
4. งบประมาณที่ต้องเตรียมหลังจดบริษัทเสร็จ (รายเดือน/รายปี) เมื่อเป็นบริษัทแล้ว คุณจะมี “หน้าที่” ทางภาษีและบัญชีที่ต้องจ่าย
- ค่าทำบัญชีรายเดือน
- ค่าตรวจสอบบัญชี (Audit): ต้องจ่ายปีละครั้งขึ้นอยู่กับจำนวนรายการค้า
“สิทธิประโยชน์และภาษี” (Benefits & Tax)
1. สร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล การจดทะเบียนบริษัทคือการยืนยันตัวตนว่าธุรกิจของคุณมีที่ตั้งชัดเจน มีโครงสร้างการบริหาร และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย
- สำหรับคู่ค้า: บริษัทใหญ่ๆ มักเลือกทำธุรกิจกับนิติบุคคลมากกว่าบุคคลธรรมดา เพราะสามารถออกใบกำกับภาษีได้ถูกต้อง
- สำหรับลูกค้า: การโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคล ลดโอกาสการถูกมองว่าเป็นมิจฉาชีพ
2. จำกัดความเสี่ยง รับผิดชอบหนี้สินแค่ที่ลงหุ้น นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดในเชิงกฎหมาย หากคุณทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา แล้วเกิดปัญหาเป็นหนี้สิน ทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของคุณ (บ้าน, รถ, ที่ดิน) อาจถูกยึดเพื่อชำระหนี้
- ในนามบริษัท: หากเกิดเหตุสุดวิสัยจนบริษัทล้มละลาย คุณจะรับผิดชอบหนี้สิน “จำกัดเพียงมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ” เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวที่เหลือจะถูกแยกออกจากหนี้ของบริษัทอย่างเด็ดขาด
3. วางแผนภาษีได้หลากหลายกว่าและประหยัดกว่าหลายคนกลัวภาษีนิติบุคคล แต่ความจริงแล้วการเป็นบริษัทช่วยให้คุณ “เสียภาษีอย่างชาญฉลาด” ได้มากกว่า
- หักค่าใช้จ่ายตามจริง: ทุกบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงาน หรือแม้แต่ค่ารับรองลูกค้า สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด
- อัตราภาษี SME: หากกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทแรก คุณจะได้รับ ยกเว้นภาษี (0%) และกำไรส่วนที่เกินจนถึง 3 ล้านบาท เสียเพียง 15% ซึ่งมักจะถูกกว่าฐานภาษีบุคคลธรรมดาเมื่อรายได้คุณสูงขึ้น
4. เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้ง่าย หากต้องการขยายสาขาหรือสต็อกของเพิ่ม การขอสินเชื่อในนามบริษัท (SME Loan) มักทำได้ง่ายกว่าและได้วงเงินที่สูงกว่าบุคคลธรรมดา นอกจากนี้บริษัทยังสามารถสะสม “Statement” หรือประวัติทางการเงินที่สวยงาม เพื่อใช้ในการระดมทุนจากนักลงทุนหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต
5. การบริหารจัดการที่เป็นระบบและยั่งยืน การจดบริษัทบังคับให้คุณต้องทำบัญชี ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจจริงๆ:
- รู้ว่าส่วนไหนคือ “กำไร” และส่วนไหนคือ “ต้นทุน”
- แยกกระเป๋าเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจออกจากกันชัดเจน
- ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารหรือส่งต่อให้ทายาท (Business Continuity)
ทำไมรายได้ถึง 1.8 ล้านต่อปี ถึงควรจดทะเบียนบริษัททันที?
หากคุณทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา แล้วพบว่ายอดขาย (รายได้รวมแบบยังไม่หักค่าใช้จ่าย) เริ่มเข้าใกล้หรือแตะระดับ 1,800,000 บาทต่อปี นี่คือสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ บทความนี้จะเจาะลึกว่าทำไมตัวเลขนี้ถึงเป็น “จังหวะทอง” ที่คุณต้องจดทะเบียนบริษัททันที
1. กับดัก “ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)”
ตามกฎหมายสรรพากร เมื่อบุคคลธรรมดามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี “บังคับ” ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ภายใน 30 วัน
- ความเสี่ยง: หากคุณไม่จดทะเบียนบริษัทแล้วยังฝืนทำในนามบุคคล คุณจะต้องควักเงินตัวเองจ่าย VAT 7% ส่งสรรพากรจากยอดขายทั้งหมดที่เกินมา ซึ่งมักจะทำให้กำไรหายไปเกือบทั้งหมด
- ทางแก้: การจดบริษัทจะช่วยให้คุณบริหารจัดการภาษีซื้อ-ภาษีขาย ได้อย่างเป็นระบบ และสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อต้องออกใบกำกับภาษีให้กับคู่ค้า
2. ภาษีบุคคลธรรมดา “ยิ่งรวย ยิ่งจ่ายแพง”
ภาษีบุคคลธรรมดาเป็นแบบ “อัตราก้าวหน้า” ซึ่งสูงสุดถึง 35% * หากคุณมีรายได้สุทธิสูง การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (60%) ของบุคคลธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ทำให้คุณต้องเสียภาษีในฐานที่สูงมาก
- ในขณะที่บริษัท: เสียภาษีจาก “กำไรสุทธิ” (รายได้ลบค่าใช้จ่ายตามจริง) และถ้าเป็น SME กำไร 3 แสนแรก ฟรีภาษี! ส่วนที่เหลือเสียเพียง 15-20% ซึ่งประหยัดกว่าเห็นๆ
3. การหักค่าใช้จ่าย “ตามจริง” คืออาวุธลับ
ในนามบุคคลธรรมดา สรรพากรยอมให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เพียงบางประเภทธุรกิจ (ส่วนใหญ่ 60%) แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนของคุณอาจสูงถึง 80%
- จดบริษัท: คุณสามารถนำค่าเช่าที่, ค่าไฟ, ค่าน้ำมัน, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าโฆษณา Facebook/Google มาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทุกบาททุกสตางค์ (ตราบที่มีใบเสร็จถูกต้อง) ทำให้กำไรสุทธิที่จะนำไปคิดภาษีน้อยลง
4. แยก “เงินส่วนตัว” ออกจาก “เงินธุรกิจ”
เมื่อรายได้แตะ 1.8 ล้านบาท เงินหมุนเวียนในบัญชีจะเริ่มเยอะจนน่าตกใจ การทำธุรกิจในนามบุคคลจะทำให้บัญชีธนาคารส่วนตัวของคุณดูวุ่นวาย และเสี่ยงต่อการถูก ตรวจสอบบัญชีธนาคาร (กฎหมาย e-Payment)
- การจดบริษัทช่วยให้คุณแยกกระเป๋าชัดเจน คุณจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองในฐานะกรรมการบริษัท ซึ่งเงินเดือนส่วนนี้ก็นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้อีกต่อหนึ่งด้วย!
5. ความเตรียมพร้อมเพื่อการก้าวกระโดด
รายได้ 1.8 ล้านคือบทพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจของคุณไปได้รอด
- การจดบริษัทในช่วงนี้จะช่วยให้คุณมี งบการเงิน ที่สวยงามเพื่อใช้ยื่นกู้ธนาคารในปีถัดไป
- เพิ่มโอกาสในการรับงานจากบริษัทใหญ่หรือหน่วยงานราชการที่มักกำหนดว่าคู่ค้าต้องเป็นนิติบุคคลที่จด VAT เท่านั้น
สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ SME จดบริษัทใหม่ได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีจริงไหม?
1.สิทธิยกเว้นภาษีจาก “กำไรสุทธิ” (SME Tax Rates)
สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนใหม่และมีคุณสมบัติเป็น SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้รับสิทธิยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามลำดับขั้น ดังนี้:
| กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษีปี 2568 |
|---|---|
| 0 – 300,000 | ยกเว้นภาษี (0%) |
| 300,001 – 3,000,000 | เสียภาษี 15% |
| มากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป | เสียภาษี 20% |
2. มาตรการ “หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า” (Double Deduction)
นอกจากการยกเว้นภาษีจากกำไรแล้ว ปี 2568 ยังมีสิทธิพิเศษที่ช่วยให้คุณ “กำไรลดลงในทางบัญชีแต่เงินเหลือจริงมากขึ้น” ผ่านการหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าที่จ่ายจริง:
- SME Digital Transformation: หากซื้อซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือบริการดิจิทัลที่ลงทะเบียนกับ depa สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า (จ่าย 1 แสน หักได้ 2 แสน) สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท (มีผลถึงสิ้นปี 2570)
- การจ้างงานผู้สูงอายุ: หากจ้างพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป (เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท) สามารถนำค่าจ้างมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า
- การฝึกอบรมพนักงาน: ค่าส่งพนักงานไปอบรมเพื่อพัฒนาทักษะ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า เช่นกัน
3. สิทธิพิเศษสำหรับ “New Startup” ในพื้นที่เฉพาะ
หากธุรกิจของคุณเป็นกลุ่ม Target Industries (เช่น เทคโนโลยี, อาหารแปรรูป, พลังงานสะอาด) และตั้งอยู่ในเขตพื้นที่พิเศษ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาจได้รับสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าปกติ เช่น:
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 5-13 ปี (ต้องขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI)
- ยกเว้นภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับในช่วงเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษี
4. สิทธิประโยชน์จากการ “ขาดทุนสะสม”
หากปีแรกที่จดบริษัทคุณยังไม่มีกำไร (ขาดทุน) กฎหมายอนุญาตให้นำ “ผลขาดทุนสุทธิ” ในปีนี้ ไปหักออกจากกำไรในอนาคตได้นานถึง 5 รอบบัญชี ซึ่งช่วยให้คุณไม่ต้องเสียภาษีในวันที่ธุรกิจเริ่มทำกำไรได้ในช่วงแรกๆ
ข้อควรระวังเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์
- ต้องยื่นแบบแม้ไม่มีภาษีต้องจ่าย: แม้กำไรจะไม่ถึง 300,000 บาท คุณยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (รายปี) และ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ให้ตรงกำหนด
- เอกสารต้องครบ: การใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า ต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและเอกสารรับรองตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด
- รักษาคุณสมบัติ SME: ระวังอย่าให้ทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้าน หรือรายได้เกิน 30 ล้าน เพราะจะทำให้ฐานภาษีเปลี่ยนเป็น 20% ตั้งแต่บาทแรกทันที



