โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
พินัยกรรม

พินัยกรรม คือ
การแสดงเจตนาล่วงหน้าของบุคคลไว้ ก่อนถึงแก่ความตาย ว่าเมื่อผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตแล้ว ทรัพย์สินของเขาจะตกเป็นของใคร และให้ใครเป็นผู้จัดการมรดก การที่พินัยกรรมจะมีผลบังคับตามกฎหมายได้ ต้องเกิดขึ้นหลังจากผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น
หากเจ้าของทรัพย์สิน ได้ทำการโอน ยกให้ หรือมอบทรัพย์สินแก่ผู้อื่นไปแล้ว ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ การโอนดังกล่าว ไม่ถือเป็นพินัยกรรม แต่เป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งมีผลทางกฎหมายแตกต่างโดยสินเชิง
ทำไมคนที่ยังมีชีวิตอยู่จึงควรทำพินัยกรรม
เมื่อบุคคลมีทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน เงินฝาก รถยนต์ หุ้น หรือทรัพย์สินอื่นใด ย่อมมีความตั้งใจที่จะส่งต่อทรัพย์สินเหล่านั้นให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก หรือบุคคลที่เห็นว่าสมควรได้รับ เพื่อดูแลทรัพย์สินต่อไปภายหน้า หลังจากตนเสียชีวิตของตนเอง หรือ กำหนดบุคคลผู้ควรรับพินัยกรรมไว้ก่อนเพื่อช่วยลดปัญหาขอพิพาทอันไม่อาจคาดเดาได้ อันเกิดจากการแย่งชิงทรัพย์มรดกของทายาท หลังจากการตายแล้ว จนนำไปสู่การว่าจ้างทนายความ เพื่อนำความเข้าสู่กระบวนการทางศาล เสียทั้งเงิน ญาติพี่น้อง และเวลา
การทำพินัยกรรม ช่วยลดปัญหาต่างๆ ที่อาจขึ้นหลังการตายของเจ้ามรดก (ผู้ทำพินัยกรรม) ได้เช่น
- การข้อโต้แย้งหรือแย่งชิงทรัพย์สินกันระหว่างทายาท
- ทรัพย์สินตกไปอยู่ในมือบุคคลที่ผู้ตายไม่ประสงค์ให้ได้รับ
- การแบ่งทรัพย์มรดกที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ตรงตามความตั้งใจของผู้ตาย
- เกิดข้อพิพาทเป็นคดีความมรดกยืดเยื้อกันอยู่ในชั้นศาล สร้างภาระทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
ด้วยเหตุนี้ การทำพินัยกรรม จึงเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญ ในการป้องกันตั้งแต่ต้น ด้วยการวางแผนทรัพย์สินและการทำพินัยกรรมไว้อย่างถูกต้อง ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และยังเป็นการกำหนดทิศทางของทรัพย์สินอย่างชัดเจน ว่าใครควรเป็นผู้รับมรดกโดยพินัยกรรม ทรัพย์สินส่วนใดควรตกเป็นของใคร และใครควรเป็นผู้จัดการมรดก ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของทรัพย์อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความห่วงใยต่อบุคคลที่อยู่ข้างหลังอย่างแท้จริง
พินัยกรรมสะท้อนถึงความรับผิดชอบของผู้ทำ ที่ไม่ต้องการให้ทรัพย์สินซึ่งสร้างมาด้วยความอุตสาหะ กลายเป็นภาระหรือเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งของคนที่อยู่ต่อไปหลังจากตนเสียชีวิต
คุณสมบัติในการทำพินัยกรรม
ผู้ทำพินัยกรรม (เจ้าของมรดก) ถือเป็นสาระสำคัญที่สุดที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับเกณฑ์อายุและสติสัมปชัญญะของเจ้าของทรัพย์ขณะทำพินัยกรรมไว้สองประการหลัก ดังนี้
1. เกณฑ์อายุ: ผู้ทำพินันกรรมต้องมีอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์ ( ป.พ.พ. มาตรา 1703) นั่นหมายความว่า เจ้าของทรัพย์สินจะต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์บวกอีก 1 วันขึ้นไป ในวันที่ลงมือทำพินัยกรรม หากทำขึ้นก่อนหน้านั้น แม้จะได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง พินัยกรรมฉบับนั้นก็จะตกเป็น โมฆะ (ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายตั้งแต่แรก) ทันที
2. สติสัมปชัญญะ: ต้องไม่เป็นบ้า หรือบุคคลไร้ความสามารถ ( ป.พ.พ. มาตรา 1704) ในขณะที่ทำพินัยกรรม เจ้าของทรัพย์สินจะต้องมีสติสัมปชัญญะที่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยกฎหมายมีข้อห้ามสำคัญ 2 กรณี
- ต้องไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ: หากศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถ (เนื่องจากวิกลจริต) บุคคลนั้นจะไม่สามารถทำพินัยกรรมได้เลย หากทำขึ้นพินัยกรรมจะเป็น โมฆะ
- ขณะทำต้องไม่เป็นคนบ้า (วิกลจริต) ที่ศาลยังไม่ได้สั่ง: ในกรณีที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ แต่ใน “ขณะลงมือทำพินัยกรรม” บุคคลนั้นมีอาการจริตวิกล หรือขาดสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถรับรู้ผิดชอบได้ พินัยกรรมนั้นจะตกเป็นโมฆะเช่นกัน
พินัยกรรมสามารถทำได้ทั้งหมด 5 แบบ
- พินัยกรรมแบบธรรมดา (ป.พ.พ. มาตรา 1656) เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยหลักแล้วจะต้องมีพยาน 2 คน อยู่พร้อมกัน และลงลายมือชื่อเป็นพยานต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรม
- พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (ป.พ.พ. มาตรา 1657) เป็นการเขียนข้อความด้วยลายมือของผู้ทำพินัยกรรมเองทั้งฉบับ (ไม่จำเป็นต้องมีพยาน 2 คน)
- พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (ป.พ.พ. มาตรา 1658) เป็นการแสดงเจตนาต่อ เจ้าพนักงาน เช่น นายอำเภอ ซึ่งวิธีการนี้ต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน และจะมีเจ้าพนักงานบันทึกข้อความในพินัยกรรมให้ และพินัยกรรมจะต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน วิธีการนี้ตามกฎหมายมีความน่าเชื่อถือสูง และโอกาสในการถูกโต้แย้งเรื่องความไม่ชอบพินัยกรรมมีน้อย
- พินัยกรรมแบบลับ ( ป.พ.พ. มาตรา 1660) เป็นการจัดทำเอกสารพินัยกรรมเองหรือให้ผู้อื่นจัดทำ แล้วปิดผนึกเอกสาร แสดงต่อเจ้าพนักงานและพยาน 2 คน ว่าเป็นพินัยกรรมของตน เนื้อหาถูกปกปิด
- พินัยกรรมแบบวาจา (ป.พ.พ. มาตรา 1663) จะใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น อยู่ในภาวะอันตรายใกล้ตาย อยู่ในเรือที่เดินทะเล อยู่ในเขตสงคราม เวลามีโรคระบาด เป็นต้น ผู้ทำพินัยกรรมสามารถพูดเอ่ยต่อหน้าพยาน 2 คน ได้ถือว่าใช้ได้ หลังจากนั้นพยานทั้ง 2 ต้องรีบนำข้อความไปแจ้งอำเภอให้เร็วที่สุด
หลักการเขียนพินัยกรรมตามกฎหมาย
ในการร่างพินัยกรรม มีกฎหมายอ้างอิง ดังต่อไปนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 “พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1671 “เมื่อบุคคลใดนอกจากผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้เขียนข้อความแห่งพินัยกรรม บุคคลนั้นต้องลงลายมือชื่อของตนทั้งระบุว่าเป็นผู้เขียน
ถ้าบุคคลนั้นเป็นพยานด้วย ให้เขียนข้อความระบุว่าตนเป็นพยานไว้ต่อท้ายลายมือชื่อของตนเช่นเดียวกับพยานอื่น ๆ “
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1654 “ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้นให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น
ความสามารถของผู้รับพินัยกรรมนั้น ให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตายเท่านั้น”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1704 “พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้นเป็นโมฆะ
พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่”
เนื่องจากกฎหมายกำหนดรูปแบบการเขียนพินัยกรรมไว้ ชัดเจน ถ้าเขียนไม่ถูกต้องจะทำให้พินัยกรรมนั้นเป็นผลโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 1705) เพื่อให้ถูกต้อง และมีผลบังคับตามกฎหมายได้จริง ผู้ทำพินัยกรรมจึงนิยมว่าจ้างให้ทนายความดำเนินการร่างพินัยกรรมให้ โดยมีองค์ประกอบการเขียนพินัยกรรมดังนี้
- พินัยกรรมต้องทำเป็นหนังสือ
- ให้ระบุว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นเป็นพินัยกรรมของใคร
- ระบุสถานที่ทำพินัยกรรม
- ระบุ วัน เดือน ปี ขณะทำพินัยกรรม
- ระบุว่าขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ทำพินัยกรรมขึ้นในขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ด้วยความสมัครใจ ข้อความในพินัยกรรมตรงตามเจตนาที่แท้จริง
- ให้ระบุชื่อผู้รับพินัยกรรม เป็นชื่อบุคคล หรือนิติบุคคล ที่เป็นผู้รับพินัยกรรมว่าเป็นใครไปเลย
- ผู้ทำพินัยกรรมจะพิมพ์นิ้วมือก็ได้ และต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย 2 คน (ป.พ.พ. มาตรา 1665) เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมแบบทำเองทั้งฉบับจะพิมพ์นิ้วมือไม่ได้ต้องเซ็นชื่อเท่านั้น (ป.พ.พ. 1657 วรรคท้าย)
- ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงชื่อต่อหน้าพยาน 2 คน และพยาน 2 คนก็ต้องลงชื่อต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรม เช่นกัน และพยานต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
- พยานต้องไม่เป็นผู้รับพินัยกรรม และ/หรือ คู่สมรสของผู้รับพินัยกรรม (ป.พ.พ. มาตรา 1653)
- พยานจะพิมพ์ลายนิ้วไม่ได้ จะต้องเซ็นชื่อเป็นพยานอย่างเดียว (ป.พ.พ. มาตรา 1666)
- พยานต้องบรรลุนิติภาวะ (ป.พ.พ. มาตรา 1670)
- พยานต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต /เสมือนไร้ความสามารถ (ป.พ.พ. มาตรา 1670)
- พยานต้องไม่หูหนวก เป็นใบ้ ตาบอด 2 ข้าง (ป.พ.พ. มาตรา 1670)
- ผู้ทำพินัยกรรมจะระบุทรัพย์สินยกทรัพย์สินให้บุคคลอื่นได้เฉพาะทรัพย์สินของตนเท่านั้น จะทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่งให้กับบุคคลอื่นไม่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1481)
- หากมีการขูด ลบ ตก เติม หรือแก้ไข เปลี่ยนแปลง ต้องเซ็นกำกับไว้ด้วย
- บุคคลอื่นผู้เขียนพินัยกรรมให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงชื่อผู้เขียน และถ้าเป็นพยานด้วยก็ให้ต่อท้ายเป็นพยานด้วย โดยเขียนว่า “ผู้เขียน/พยาน” (ป.พ.พ. มาตรา 1671)
- แนะนำเพิ่มเติม ในการทำพินัยกรรมทุกครั้ง ควรทำการถ่ายภาพและอัดวีดิโอไว้ทุกครั้ง เพื่อตัดข้อกังขาเรื่องการทำพินัยปลอม พินัยกรรมไม่ถูกต้องต้อง
ตัวอย่างการเขียนพินัยกรรม




