ทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย

ก่อนปี 2558 ประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการทวงหนี้โดยตรง ทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังหลายประการที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ได้แก่  การทวงหนี้เกินขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์รบกวนลูกหนี้วันละหลายสิบครั้ง  การโทรศัพท์ไปหาญาติ เพื่อน ที่ทำงาน หรือโพสต์ประจานลูกหนี้  การใช้คำพูดข่มขู่ คุกคาม หรือหลอกลวงลูกหนี้  การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล  เจ้าหนี้และบริษัททวงหนี้ขาดมาตรฐาน ไม่มีการขึ้นทะเบียน ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะ จึงเป็นเหตุผลให้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558  

นิยามศัพท์ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558


มาตรา 3 “ในพระราชบัญญัตินี้ 

“ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชําระหนี้อันเกิดจากการกระทําที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ดังกล่าว ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย

“ผู้ให้สินเชื่อ” หมายความว่า

(1) บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือ

(2) บุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อต่อไปทุกทอด 

“สินเชื่อ” หมายความว่า สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาโดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตรเครดิต การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และสินเชื่อในรูปแบบอื่นที่มีลักษณะทํานองเดียวกัน

“ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ําประกัน ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย 

“ธุรกิจทวงถามหนี้” หมายความว่า การรับจ้างทวงถามหนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นปกติธุระ แต่ไม่รวมถึงการทวงถามหนี้ของทนายความซึ่งกระทําแทนลูกความของตน

“ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้” หมายความว่า ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทํางานของลูกหนี้ และให้หมายความรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์และโทรสาร และสถานที่ติดต่อโดยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือโดยสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ที่สามารถติดต่อกับลูกหนี้ได้ด้วย 

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ 

“นายทะเบียน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้เป็นผู้มีหน้าที่ รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ 

พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ตามการเสนอแนะของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ 

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ”

การทวงถามหนี้เป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ไม่ใช่ใครก็สามารถรับจ้างทวงหนี้ได้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงหนี้ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย  จึงกำหนดขอบเขตของผู้ที่มีสิทธิทวงถามหนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ 

1. ใครคือ “ผู้ทวงถามหนี้” ตามกฎหมาย 

กฎหมายกำหนดให้ “ผู้ทวงถามหนี้” ต้องเป็นบุคคลหรือองค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน ได้แก่

  • เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ
  • ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
  • เจ้าหนี้ที่มีสิทธิรับชำระหนี้จากการค้าหรือกิจการตามปกติ
  • ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้
  • ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอำนาจช่วง

กฎหมายระบุชัดว่า ไม่ว่าหนี้นั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ผู้ทวงถามหนี้ก็ยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ฉบับนี้

2. การทวงหนี้เป็น “ธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาต” คำว่า “ธุรกิจทวงถามหนี้” หมายถึง การรับจ้างทวงหนี้เป็นปกติธุระ ผู้ที่จะประกอบธุรกิจนี้ ต้องจดทะเบียนและได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่สามารถรับจ้างทวงหนี้ได้โดยพลการ ยกเว้น ทนายความ ซึ่งทนายความสามารถทวงถามหนี้แทนลูกความได้ ไม่ถือว่าเป็นการประกอบ “ธุรกิจทวงถามหนี้” เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทนายความ

3. ลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จะไม่ครอบคลุมกรณีลูกหนี้เป็นนิติบุคคล ต้องเป็นเพียง บุคคลธรรมดา และ ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น 

4. การทวงถามต้องอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ซึ่งมีการกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลของ คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้  นายทะเบียน  พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อควบคุม มาตรฐาน และความชอบด้วยกฎหมายในการทวงถามหนี้

หลักการติดต่อทวงถามหนี้กับลูกหนี้ ที่ผู้ทวงถามต้องปฏิบัติ

ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558มาตรา 9  “การทวงถามหนี้ ให้ผู้ทวงถามหนี้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

(1) สถานที่ติดต่อ ในกรณีที่ติดต่อโดยบุคคลหรือทางไปรษณีย์ ให้ติดต่อตามสถานที่ที่ลูกหนี้ หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ได้แจ้งให้เป็นสถานที่ติดต่อ ในกรณีที่บุคคลดังกล่าว ไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าหรือสถานที่ที่ได้แจ้งไว้ไม่สามารถติดต่อได้ โดยผู้ทวงถามหนี้ได้พยายามติดต่อ ตามสมควรแล้ว ให้ติดต่อตามภูมิลําเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทํางานของบุคคลดังกล่าว หรือสถานที่อื่น ตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด 

(2) เวลาในการติดต่อ การติดต่อโดยบุคคล โทรศัพท์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศประเภทอื่น ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ให้ติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 20.00 นาฬิกา และในวันหยุดราชการ เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 18.00 นาฬิกา หากไม่สามารถติดต่อตามเวลา ดังกล่าวได้หรือช่วงเวลาดังกล่าวไม่เหมาะสม ให้ติดต่อได้ในช่วงเวลาอื่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการประกาศกําหนด 

(3) จํานวนครั้งที่ติดต่อ ในช่วงเวลาตาม (2) ให้ติดต่อตามจํานวนครั้งที่เหมาะสมและคณะกรรมการ อาจประกาศกําหนดจํานวนครั้งด้วยก็ได้ 

(4) ในกรณีที่เป็นผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบ ธุรกิจทวงถามหนี้ หรือผู้รับมอบอํานาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ให้ผู้ทวงถามหนี้แจ้งให้ ทราบถึงชื่อตัวและชื่อสกุล หรือชื่อหน่วยงานของตนและของเจ้าหนี้ และจํานวนหนี้ และถ้าผู้รับมอบอํานาจ ดังกล่าวทวงถามหนี้ต่อหน้า ให้แสดงหลักฐานการมอบอํานาจให้ทวงถามหนี้ด้วย”

อธิบายได้ว่า การทวงถามหนี้กับลูกหนี้โดยตรง ผู้ทวงถามสามารถกระทำได้โดยวิธีการตามมาตรา 9  ดังต่อไปนี้ 

  1. การติดต่อโดยบุคคล (การเข้าพบด้วยตนเอง)
  2. การติดต่อทางโทรศัพท์
  3. การติดต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  4. การติดต่อผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น

และผู้ทวงถามหนี้ต้องดำเนินการ ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

1. ต้องแสดงตนอย่างชัดเจน โดยต้องแจ้ง

  • ชื่อและนามสกุลจริงของผู้ทวงถามหนี้
  • หน่วยงานหรือบริษัทที่สังกัด 
  • ชื่อเจ้าหนี้ที่ตนติดต่อแทน
  • หากผู้ทวงถามหนี้เป็นการทวงถามต่อหน้า ผู้ทวงถามต้องแสดงหลักฐานหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินการทวงถามด้วย

2. แจ้งรายละเอียดหนี้อย่างสุภาพและตรงไปตรงมา สามารถแจ้ง

  • จำนวนเงินคงค้าง
  • ประเภทของหนี้
  • เหตุแห่งการติดต่อ
    ได้เฉพาะกับลูกหนี้หรือบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เท่านั้น

3. เวลาในการติดต่อทวงถามหนี้ กฎหมายกำหนดช่วงเวลาที่สามารถติดต่อได้ ดังนี้

  • วันทำการจันทร์ ถึงศุกร์ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 20.00 น.
  • วันหยุดราชการ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 18.00 น.

4.จำนวนครั้งในการติดต่อ การติดต่อทวงถามหนี้ต้องกระทำ ตามความเหมาะสม
ห้ามติดต่อในลักษณะรบกวน คุกคาม หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควร  ในทางปฏิบัติ บริษัททวงถามหนี้แต่ละแห่งมักกำหนดแนวปฏิบัติภายในเกี่ยวกับจำนวนครั้งในการติดต่อ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย

5. สถานที่ในการติดต่อทวงถามหนี้  หากเป็นการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นการติดต่อด้วยบุคคล ผู้ทวงถามหนี้ต้องติดต่อ ณ ที่อยู่ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการติดต่อ เป็นหลัก เว้นแต่กรณีไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่สมควร จึงอาจติดต่อได้ที่ 

  • ภูมิลำเนา
  • สถานที่ทำงาน
  • หรือสถานที่อื่นตามที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประกาศกำหนด

หลักการติดต่อกับบุคคลอื่น ที่ผู้ทวงถามต้องปฏิบัติ

ตาม พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 8 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้เพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่บุคคล ซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการดังกล่าว

การติดต่อกับบุคคลอื่นนอกจากบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการสอบถาม หรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เท่านั้น โดยผู้ทวงถามหนี้ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

(1) แจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล และแสดงเจตนาว่าต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ 

(2) ห้ามแจ้งถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บุคคลอื่นนั้นเป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของลูกหนี้ และบุคคลอื่นดังกล่าวได้สอบถามผู้ทวงถามหนี้ถึงสาเหตุของการติดต่อ ให้ผู้ทวงถามหนี้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้เท่าที่จําเป็นและตามความเหมาะสม 

(3) ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในหนังสือ หรือในสื่ออื่นใดที่ใช้ในการติดต่อสอบถาม ซึ่งทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ ของลูกหนี้ 

(4) ห้ามติดต่อหรือแสดงตนที่ทําให้เข้าใจผิดเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้ หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้”

อธิบายได้ว่า โดยหลักแล้ว การทวงถามหนี้สามารถกระทำได้เฉพาะกับลูกหนี้หรือบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เท่านั้น ผู้ทวงถามหนี้ ไม่สามารถทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ทวงถามหนี้ ติดต่อบุคคลอื่นได้เป็นข้อยกเว้น เฉพาะกรณีที่จำเป็น เพื่อ “สอบถามหรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้ หรือบุคคลที่ลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้” ทั้งนี้ การติดต่อดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 และประกอบมาตรา 9 อย่างเคร่งครัด ซึ่งผู้ทวงถามสามารถติดต่อบุคคลอื่นเพื่อสอบถามถึงลูกหนี้ได้โดยวิธีการเหมือนกับการติดต่อลูกหนี้โดยตรง คือ 

  1. การติดต่อโดยบุคคล (การเข้าพบด้วยตนเอง)
  2. การติดต่อทางโทรศัพท์
  3. การติดต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  4. การติดต่อผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น

และผู้ทวงถามต้องดำเนินการติดต่อบุคคลอื่น ตามวิธีการและลำดับ ดังต่อไปนี้ 

1. ต้องแสดงตัวตนให้ถูกต้อง โดยผู้ทวงถาม ต้องแจ้ง 

  •  ชื่อตัว–ชื่อสกุลจริง ของตน (มาตรา 8 (1))

2. รายละเอียดของการติดต่อ โดยผู้ทวงถาม ต้องแจ้ง 

  • แสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่า ติดต่อเพื่อสอบถามหรือยืนยันข้อมูลสถานที่ติดต่อของลูกหนี้ และยังไม่ความรวมถึงข้อมูลที่อยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน และเบอร์ติดต่อลูกหนี้ด้วย (มาตรา 8 (1))

ข้อห้ามในการติดต่อบุคคลอื่น 

  • ห้ามเปิดเผยความเป็นหนี้ของลูกหนี้ หมายความว่าถึงแม้บุคคลอื่นอยากรู้และพยายามถามถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ ผู้ทวงถามก็ไม่สามารถแจ้งข้อมูลความเป็นหนี้ได้ได้โดยเด็ดขาด ยกเว้น:  บุคคลอื่นนั้นเป็น
  • สามีหรือภริยา
  • บุพการี
  • ผู้สืบสันดานของลูกหนี้
    และบุคคลดังกล่าว เป็นฝ่ายสอบถามถึงสาเหตุการติดต่อสอบ ซึ่งการตอบคำถามของผู้ทวงถามหนี้สามารถชี้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น  (มาตรา 8 (2))  
  • ห้ามสื่อสารที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นการทวงหนี้  ไม่ว่าเป็น ข้อความ  เครื่องหมาย  สัญลักษณ์  ชื่อทางธุรกิจ ที่ปรากฎบนซองจดหมาย หนังสือ หรือสื่ออื่นใด (มาตรา 8 (3))
  • ห้ามติดต่อหรือแสดงตนในลักษณะหลอกลวง ที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด และให้ตนได้มาซึ่งข้อมูลสถานที่ติดต่อลูกหนี้ เบอร์ลูกหนี้ (มาตรา 8 (4))

3.เวลาในการติดต่อทวงถามหนี้ ให้ถือกำหนดช่วงเวลาที่สามารถติดต่อบุคคลอื่นได้เช่นเดียวกับการติดต่อลูกหนี้โดยตรง ดังนี้

  • วันทำการจันทร์ ถึงศุกร์ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 20.00 น.
  • วันหยุดราชการ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 18.00 น.

4.จำนวนครั้งในการติดต่อ ให้ถือหลักการติดต่อบุคคลอื่นเช่นการติดต่อลูกหนี้โดยตรง คือ ต้องกระทำตามความเหมาะสม  ห้ามทำการติดต่อในลักษณะเป็นการรบกวน คุกคาม หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควร  ในทางปฏิบัติบริษัททวงถามหนี้แต่ละแห่งมักกำหนดแนวปฏิบัติภายในองค์กรเกี่ยวกับจำนวนครั้งในการติดต่อ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายอยู่แล้ว 

5. สถานที่ในการติดต่อบุคคลอื่น ในการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นการติดต่อด้วยบุคคล ผู้ทวงถามจะสามารถติดต่อบุคคลอื่นได้เฉพาะที่อยู่ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการติดต่อเท่านั้น

ข้อห้ามเด็ดขาดในการทวงถามหนี้

(ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 ถึง 14 ) ดังนี้ 

มาตรา 11 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้ 

(1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น

(2) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น 

(3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง (2) 

(4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่า เป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจํานองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด 

(5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในการติดต่อลูกหนี้ที่ทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ 

(6) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ความใน (5) มิให้นํามาใช้บังคับกับการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล”

มาตรา 12 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่เป็นเท็จ หรือทําให้เกิด ความเข้าใจผิดดังต่อไปนี้ 

(1) การแสดงหรือการใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทําให้เข้าใจว่า เป็นการกระทําของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ 

(2) การแสดงหรือมีข้อความที่ทําให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทําโดยทนายความ สํานักงานทนายความ หรือสํานักงานกฎหมาย 

(3) การแสดงหรือมีข้อความที่ทําให้เชื่อว่าจะถูกดําเนินคดี หรือจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์ หรือเงินเดือน 

(4) การติดต่อหรือการแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดําเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต หรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต”

มาตรา 13 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมดังต่อไปนี้ 

(1) การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการประกาศกําหนด 

(2) การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชําระหนี้ได้”

มาตรา 14 “ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการดังต่อไปนี้ 

(1) ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ 

(2) ทวงถามหน้ีหรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นหนี้ของสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีอํานาจกระทําได้ตามกฎหมาย 

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ”

อธิบายได้ว่า การทวงถามหนี้มิใช่เป็นการกระทำที่ผู้ทวงถามจะสามารถดำเนินการได้โดยมุ่งหมายเพียงเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จนบรรลุเป้าหมายแต่เพียงอย่างเดียว  หากแต่ผู้ทวงถามหนี้จำต้องใช้ความระมัดระวังในการกระทำทุกขั้นตอนให้เป็นไปโดยสุจริตและอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้ และป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือการคุกคามเกินสมควร

ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จึงได้บัญญัติกำหนด ข้อห้ามเด็ดขาด สำหรับการทวงถามหนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งผู้ทวงถามหนี้ไม่อาจฝ่าฝืนได้ไม่ว่ากรณีใด ทั้งนี้ การฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความรับผิดตามกฎหมายทั้งทางปกครองและทางอาญา ดังนี้ 

1. ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือคุกคามลูกหนี้หรือผู้อื่น ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือการกระทำใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน (มาตรา 11 (1))

2. ห้ามใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น เหยียดหยาม รวมถึงการเจรจาหรือข้อความในลักษณะกดดัน ทำให้ลูกหนี้ หรือผู้อื่นอับอายหรือเสียศักดิ์ศรี (มาตรา 11 (2))

3. ห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้แก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ญาติ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน นายจ้าง หรือบุคคลอื่นใด ยกเว้น สามีภริยา บุพการี ผู้สืบสันดานของลูกหนี้ ถ้าบุคคลดังกล่าวสอบถาม ผู้ทวงถามสามารถเปิดเผยได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)  (มาตรา 11 (3))

4. ห้ามทวงหนี้โดยวิธีที่เป็นการประจานหรือสื่อชัดว่าเป็นการทวงหนี้  เช่น  ส่งไปรษณียบัตร  เอกสารเปิดผนึก  โทรสาร(FAX)  หรือสื่ออื่นใดที่ทำให้ผู้อื่นทราบว่าเป็นการทวงหนี้ ยกเว้น กรณีการบอกกล่าวบังคับจำนองตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 11 (4))

5. ห้ามใช้ชื่อ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ บนซองจดหมาย  ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้  เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจนั้นไม่สื่อว่าเป็นธุรกิจทวงถามหนี้
(มาตรา 11 (5)) 

หมายเหตุ: ชื่อหรือสัญลักษณ์ ไม่ใช้บังคับ กับหนังสือทวงหนี้ที่ทำขึ้นเพื่อใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล (ท้ายมาตรา 11)

6. ห้ามทวงหนี้ในลักษณะอื่นที่ไม่เหมาะสม ตามที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประกาศกำหนด (มาตรา 11 (6))

7. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นศาล หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าของรัฐ รวมถึงการใช้ เครื่องหมาย เครื่องแบบ ข้อความ หรือสัญลักษณ์ใด ๆ (มาตรา 12 (1))

8. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นทนายความหรือสำนักงานกฎหมาย (มาตรา 12 (2))

9. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่า ถูกฟ้อง ถูกยึด หรือถูกอายัด ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล  (มาตรา 12 (3))

10 ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่า ผู้ทวงถามหนี้มีความเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริษัทข้อมูลเครดิต หมายถึงผู้ทวงถามสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนแก่ลูกหนี้ ว่าผู้ทวงถามหนี้สามารถกระทำการใด ๆ อันทำให้ลูกหนี้หลงเชื่อว่าตนมีความเกี่ยวข้อง มีอำนาจ หรือสามารถดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลเครดิตของลูกหนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าสามารถแก้ไข ลบ หรือช่วยเหลือเกี่ยวกับประวัติการค้างชำระหนี้ในบริษัทข้อมูลเครดิต

11. ห้ามเรียกเก็บค่าทวงหนี้หรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเรียกชื่อในรูปแบบใดก็ตาม (มาตรา 13 (1))

12. ห้ามจูงใจหรือบังคับให้ลูกหนี้ออกเช็ค ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เพื่อเจตนาที่จะฟ้องคดีอาญาเช็คเป็นการบีบให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้กับตน (มาตรา 13 (2))

13. ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ (มาตรา 14 (1))

14. ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงหนี้หรือสนับสนุนการทวงหนี้ของผู้อื่น  เว้นแต่เป็นหนี้ของตนเอง คู่สมรส บุพการี หรือผู้สืบสันดาน  หรือกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้โดยเฉพาะ (มาตรา 14 (2))

บทลงโทษผู้กระทำความผิดในการทวงถามหนี้

(ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558)

อธิบายได้ว่า การกำหนดบทลงโทษตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมและกำกับการทวงถามหนี้ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยกฎหมายได้วางหลักการลงโทษไว้เป็นลำดับขั้นตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด กล่าวคือ ในกรณีที่เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดในลักษณะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง กฎหมายมุ่งใช้มาตรการลงโทษทางปกครองเป็นหลัก เพื่อเป็นการตักเตือนและแก้ไขพฤติกรรมของผู้ทวงถามหนี้

อย่างไรก็ดี หากการกระทำความผิดมีลักษณะร้ายแรงขึ้น กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้อย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายย่อมกำหนดให้มีความรับผิดทางอาญา เพื่อเป็นการลงโทษและป้องปรามมิให้เกิดการกระทำในลักษณะดังกล่าวอีก

ดังนั้น บทลงโทษตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จึงแบ่งออกเป็นทั้งบทลงโทษทางปกครองและบทลงโทษทางอาญา โดยพิจารณาจากลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำเป็นสำคัญ ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป

โทษปกครอง

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 “ ในกรณีที่ปรากฏแก่คณะกรรมการตามมาตรา 27 ว่าผู้ทวงถามหนี้ฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 วรรคสอง (1) หรือ (4) มาตรา 9 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง มาตรา 11 (6) หรือมาตรา 13 (1) ให้คณะกรรมการตามมาตรา 27 มีอํานาจสั่งให้ระงับการกระทําที่ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติ ให้ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กําหนด 

หากผู้ทวงถามหนี้ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ตามมาตรา 27 พิจารณามีคําสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งแสนบาท” 

อธิบายได้ว่า ความผิดที่ถือว่าเป็นโทษทางปกครอง จะเป็นกรณีดังต่อไปนี้

  1. ผู้ทวงถามหนี้ไม่แจ้งชื่อตัวและชื่อสกุลแก่บุคคลอื่น  (มาตรา 8 วรรคสอง (1))
  2. ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อหรือแสดงตนต่อบุคคลอื่นในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกหนี้   (มาตรา 8 วรรคสอง (4)) 
  3. ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลอื่นนอกเหนือจากสถานที่ที่ลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการติดต่อ ทั้งกรณีการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการติดต่อด้วยตนเอง เว้นแต่กรณีไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่สมควร จึงอาจติดต่อได้ ณ ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทำงานของลูกหนี้ (มาตรา 9 (1))
  4. ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้นอกช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด   (มาตรา 9 (2))
  5. ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อด้วยความถี่ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการติดต่อ ณ สถานที่นอกเหนือจากที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้   (มาตรา 9 (3))
  6. ผู้ทวงถามหนี้ไม่แสดงหลักฐานการรับมอบอำนาจในการติดต่อทวงถามหนี้   (มาตรา 9 (4))
  7. ผู้ทวงถามหนี้ไม่ออกหลักฐานการรับชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้   (มาตรา 10 วรรคแรก)
  8. การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่น   (มาตรา 11 (6))
  9. ผู้ทวงถามหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  (มาตรา 13 (1))

หากตรวจพบการกระทำความผิด ให้พิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำ และมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 100,000 บาท   (ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 35)

โทษอาญา

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 39 “บุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 5 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 วรรคสอง (2) หรือ (3) มาตรา 11 (2) (3) (4) หรือ (5) หรือมาตรา 13 (2) ต้องระวางโทษ จําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนี่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 40 “บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 12 (2) (3) หรือ (4) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 41 “บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 11 (1) หรือมาตรา 12 (1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 42 “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ ไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ” 

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 43 “บุคคลใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งตามมาตรา 24 หรือขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ตามมาตรา 32 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ” 

อธิบายได้ว่า พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ได้กำหนด บทลงโทษทางอาญา สำหรับการทวงถามหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายไว้เป็นลำดับขั้น โดยพิจารณาจาก ความร้ายแรงของการกระทำ ตั้งแต่โทษจำคุกระยะสั้น ไปจนถึงโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของลูกหนี้อย่างแท้จริง  โดยสามารถจำแนกความผิดทางอาญา ได้ดังต่อไปนี้

1. ความผิดอาญา จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่  ในกรณีที่ผู้ทวงถามหนี้ ไม่ปฎิบัติตาม หรือขัดขวางคำสั่งของพนักงาน ดังต่อไปนี้  (มาตรา 43)

  • ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่พบว่ามีการ ทวงถามหนี้ผิดกฎหมาย หรือคุกคามลูกหนี้ เจ้าหน้าที่สามารถมีคำสั่งให้ “หยุด แก้ไข หรือยุติการทวงหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” (มาตรา 24)
  • ขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ขอเอกสาร หรือสั่งให้ให้ความร่วมมือ ผู้ทวงหนี้ต้องปฏิบัติตาม และห้ามขัดขวาง  หรือปฏิเสธไม่ยอมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ หรือไม่ยอมส่งเอกสารที่เจ้าหน้าเรียก (มาตรา 32) 

2. ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในลักษณะความผิด ดังต่อไปนี้ (มาตรา 39)

  •  บุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น ถึงจะสามารถทวงถามหนี้ได้ หากเป็นบุคคลอื่นคนที่ ไม่มีสิทธิ เช่น ไม่ใช่เจ้าหนี้ ไม่ได้รับมอบอำนาจ หรือไม่ใช่ผู้ทวงถามหนี้ตามกฎหมาย ห้ามมาทวงหนี้ลูกหนี้โดยเด็ดขาด(ฝ่าฝืนมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง)
  • ทวงถามหนี้กับบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่ลูกหนี้ หรือบุคคลอื่นที่ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้  (มาตรา 8 วรรคแรก)
  • เปิดเผยความเป็นหนี้กับญาติ เพื่อน หรือที่ทำงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกหนี้  (มาตรา 8 วรรคสอง (2)
  • สื่อสารให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าลูกหนี้เป็นหนี้ด้วยข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจ ในหนังสือ สื่ออื่น   (มาตรา 8 วรรคสอง (3)
  • ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการ ใช้คำพูดข่มขู่  ดูหมิ่น หรือกดดันเกินสมควร (มาตรา 11(2))
  • ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการเปิดเผยความเป็นหนี้ให้กับบุคคลอื่นทราบที่ไม่ลูกหนี้ ผู้ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการชำระชำระ หรือบุคคลที่ได้รับการยกเว้นพิเศษ เป็น สามีภริยา บุพการี ผู้สืบสันดาน (มาตรา 11(3))
  • ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการติดต่อลูกหนี้เป็นเอกสารเปิดผนึก ให้บุคคลอื่นเห็นถึงความเห็นหนี้ (มาตรา 11(4))
  • ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยการแสดงบนซองจดหมาย สื่ออื่นๆ ด้วยข้อคววาม สัญญลักษณ์ เคื่องหมาย หรือชื่อทางธุรกิจแสดงให้รู้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้  (มาตรา 11(5))
  • การเรียกเก็บเงินเกินสิทธิ เกินกว่าที่กฎหมายหรือสัญญาอนุญาต เช่น ดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือค่าใช้จ่าย  (มาตรา 13(1))

3.ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีดังต่อไปนี้ (มาตรา 40) 

  • การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทำโดยทนายความ สำนักงานทนายความ (มาตรา 12 (2))
  • หรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดี หรือถูกยึด อายัดทรัพย์ หรือเงินเดือน  (มาตรา 12 (3))
  • การแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดำเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตหรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต (มาตรา 12 (4))

4. ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีดังต่อไปนี้  (มาตรา 41) มาตรา 42 

  • ผู้ทวงถามเป็นการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิด ความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น (มาตรา 11 (1)) 
  • การแสดงหรือการใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ (มาตรา 12 (1)) 
  • เจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ทวงหนี้หรือสนับสนุนการทวงหนี้ซึ่งมิใช่หนี้ของตนโดยตรง(มาตรา 14 )  

อายุความในการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล

  1. หนี้บัตรเครดิต  อายุความ 2 ปี  เนื่องจากเป็นหนี้อันเกิดจาก บัญชีเดินสะพัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1)  “ สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ” 

อธิบายได้ว่า หนี้บัตรเครดิต แม้กฎหมายอายุความจะมิได้บัญญัติคำว่า “บัญชีเดินสะพัด” ไว้โดยตรง แต่จากลักษณะของสัญญาและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ถือว่าเป็นหนี้ที่มีลักษณะเป็นบัญชีเดินสะพัด จึงอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 

  1. หนี้บัตรกดเงินสด / สินเชื่อส่วนบุคคลแบบหมุนเวียน อายุความ 5 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) “ สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี
    (2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ”
  2. หนี้เงินกู้ทั่วไป (มีสัญญากู้ยืมเงิน) อายุความ 10 ปี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี”

การนับและการสะดุดหยุดอายุความ  อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้  และอายุความ สะดุดหยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 ในกรณีต่อไปนี้  

 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 “อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
          (1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง
          (2) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้
          (3) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
          (4) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา
          (5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ”

 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/16 “หนี้ใดซึ่งตามมูลแห่งหนี้นั้น เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้เป็นคราว ๆ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ในเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนอายุความครบบริบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าอายุความสะดุดหยุดลง ”

ผลของการขาดอายุความ เมื่อหนี้ขาดอายุความ เจ้าหนี้ยังสามารถฟ้องคดีได้ตามปกติ  และหากลูกหนี้มิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลย่อมไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 “เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้”

และการขาดอายุความไม่ทำให้หนี้ระงับ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิทวงถามหนี้ได้ โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 อย่างเคร่งครัดเหมือนเดิม 

ข้อควรระวังของลูกหนี้โกงเจ้าหนี้การโกงเจ้าหนี้อาจเป็นความผิดอาญา

ในทางกฎหมาย ลูกหนี้มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 แต่อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือบิดเบือนการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้  โดยไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย สิ่งที่ลูกหนี้ต้องตระหนักอย่างยิ่งคือ การกระทำบางอย่างเพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหนี้ อาจเข้าข่าย “โกงเจ้าหนี้” ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 “ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

โดยสาระสำคัญของความผิดนี้ คือ 

  • ลูกหนี้มีหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ลูกหนี้ จงใจ กระทำการเพื่อให้เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้
  • การกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้

ช่วยกันแชร์บทความนี้ด้วยนะคะ
Avatar photo
นพภัสสร ทนายอุ่นใจ

ทนายความ ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *