โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
เป็นผู้เช่าซื้อรถ มีสิทธิ์ฟ้องคดียักยอกได้หรือไม่ ?

เชื่อใจญาติ ให้ชื่อซื้อรถแทนสุดท้ายหายเงียบ หรือ ขายดาวน์ปากเปล่าแต่คนซื้อไม่ผ่อนต่อ แถมเอารถไปแยกอะไหล่ขาย ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดชอบชำระหนี้ให้ไฟแนนซ์ ทั้งที่รถไม่ได้ใช้ แบบนี้ผู้เช่าซื้อเมื่อรู้ ก็ควรที่จะรีบปรึกษาทนายความทันที ไม่ควรรอเวลา เพราะรถอยาจถูกส่งไปตลาดมืด หรือถูกส่งออกข้ามประเทศ หรือถูกชำแหละจนเหลือแต่ซาก เพราะคุณรู้เร็ว ปรึกษาทนายเร็ว อาจจะทำให้คุณแก้ปัญหาได้ทันเวลาและได้รถกลับคืนมาก็ได้
เช่าซื้อรถ ยังไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตามกฎหมายก็จริง แต่ผู้เช่าซื้อถือเป็น “ผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย” และมีหน้าที่ต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้กับบริษัทไฟแนนซ์ จึงสามารถฟ้องคดียักยอกได้หากมีคนมายักยอกรถไป ผู้เช่าซื้อจึงได้รับความเสียหายโดยตรง
เตรียมหลักฐานอะไรบ้างเพื่อพิสูจน์ “เจตนาทุจริต”
ก่อนฟ้องดำเนินคดีแนะนำว่าให้นำหลักฐานเท่าที่คุณมีเข้าพบทนายความก่อน เพื่อให้ทนายความช่วยตรวจสอบว่าพยานหลักฐานที่คุณมี เพียงพอที่จะฟ้องหรือไม่ หรือต้องสืบหาอะไรเพิ่มเติม
การจะพิสูจน์ว่าคู่กรณีกระทำความผิดฐานยักยอก ซึ่งเป็นคดีอาญา ไม่ใช่การผิดสัญญาทางแพ่ง คุณจำเป็นต้องมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึง “เจตนาทุจริต” หรือเจตนาที่จะเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โดยแหล่งข้อมูลระบุว่าควรเตรียมหลักฐานดังต่อไปนี้
หลักฐานของผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย
- ควรมีสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ
- สัญญาเช่าซื้อ
- หลักฐานการผ่อนชำระต่างๆ เพื่อแสดงสถานะความเป็นผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย
หลักฐานการกระทำที่ส่อเจตนาทุจริต
- หลักฐานว่าจำเลยนำรถไป ขายต่อ หรือ จำนำ โดยไม่มีสิทธิ์
- หลักฐานการ แยกชิ้นส่วนรถ หรือการดัดแปลงสภาพรถ
- หลักฐานการ ถอด GPS ออกจากรถ เพื่อไม่ให้ติดตามได้
- หลักฐานการ ซุกซ่อนรถ หรือการเตรียมขนย้ายรถไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พบรถจอดอยู่ใกล้ชายแดน
หลักฐานการสื่อสารและข้อมูลสืบสวน
- หลักฐานการสนทนา ผ่านโปรแกรมต่างๆ เช่น LINE ที่แสดงให้เห็นว่าเขามีเจตนาจะไม่คืนรถ หรือยอมรับว่านำรถไปทำอย่างอื่นแล้ว
- ข้อมูลจากการสืบหา ที่ยืนยันได้ว่ารถถูกเปลี่ยนมือไปให้บุคคลอื่นแล้ว
หลักฐานประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- หลักฐานการรับรถไป: เช่น สัญญาขายดาวน์ หรือสัญญาซื้อขายที่ทำไว้ต่อกัน เพื่อยืนยันว่าเขาเป็นคนเอารถไปจากเราจริงๆ
- หลักฐานการโอนเงิน: เพื่อแสดงลำดับเหตุการณ์และความเกี่ยวข้องของบุคคล
ข้อสำคัญ: หากคุณเพียงแค่ “ติดตามรถคืน” โดยไม่มีหลักฐานการกระทำข้างต้น ศาลอาจมองว่าเป็นเพียงการ ผิดสัญญาทางแพ่ง เท่านั้น และการติดต่อเอารถคืนนั้น ผู้สิทธิฟ้องจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในรถยนต์ด้วย
ดังนั้น หากคุณไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีเพียงพอหรือไม่ แหล่งข้อมูลแนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อช่วยตรวจสอบหรือสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนดำเนินการฟ้องร้อง
แล้วจะฟ้องรับของโจรได้ด้วยไหม ถ้าเขานำรถไปขายต่อ ?
คุณสามารถฟ้องข้อหารับของโจรได้ด้วย หากคุณมีข้อมูลว่าผู้ที่เอารถไปได้นำรถไปขายต่อหรือนำไปจำนำให้กับบุคคลอื่น
หลักฐานที่ใช้ในการฟ้องรับของโจร มีดังนี้
- ฟ้องผู้ที่รับซื้อหรือรับจำนำ: นอกจากคุณจะฟ้องคนแรกที่เอารถไปในข้อหายักยอกแล้ว คุณยังสามารถฟ้องบุคคลที่สามที่รับรถไป (เช่น เต็นท์รถ ผู้รับจำนำ หรือผู้ซื้อต่อ) ใน ข้อหารับของโจร ได้ด้วย
- ไม่ใช่แค่คนแรกที่รับผิด: กฎหมายไม่ได้จำกัดให้ฟ้องได้แค่คนที่เอารถจากเราไปโดยตรงเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงผู้ที่รับช่วงต่อทรัพย์สินนั้นไปด้วย
“การขายดาวน์” แบบไหนถึงเสี่ยงเป็นยักยอก
การขายดาวน์จะเสี่ยงเป็นคดียักยอกก็ต่อเมื่อผู้ที่ซื้อดาวน์ไปมี “เจตนาทุจริต” เพื่อเบียดบังเอาตัวรถไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โดยแหล่งข้อมูลได้ให้ตัวอย่างพฤติกรรมที่เข้าข่ายความเสี่ยงไว้ ดังนี้
- นำรถไปขายต่อหรือจำนำโดยไม่มีสิทธิ์: หลังจากทำสัญญาขายดาวน์และรับรถไปแล้ว ผู้ซื้อนำรถไปขายต่อให้บุคคลที่สาม หรือนำไปจำนำที่เต็นท์รถหรือบ่อนพนันเพื่อแลกเป็นเงินมา,
- จงใจตัดการติดต่อและเชิดรถหนี: เมื่อรับรถไปแล้วไม่ยอมผ่อนชำระค่างวดต่อ และเมื่อเราพยายามติดตามรถคืนก็ไม่สามารถติดต่อได้ หรือไม่ยอมบอกว่ารถอยู่ที่ไหน,
- การดัดแปลงหรือทำลายหลักฐานการติดตาม: เช่น มีการถอด GPS ออกจากตัวรถ เพื่อไม่ให้เจ้าของหรือผู้เช่าซื้อเดิมสามารถติดตามตำแหน่งของรถได้,
- การส่งออกนอกประเทศหรือซุกซ่อน: มีพฤติการณ์นำรถไปซุกซ่อนเพื่อรอการขาย หรือเตรียมขนย้ายรถส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน,
- การแยกชิ้นส่วน: นำรถที่ซื้อดาวน์ไปเข้าอู่เพื่อแยกชิ้นส่วนขายเป็นอะไหล่
ข้อควรระวัง “การติดตามรถคืนไม่ได้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะฟ้องข้อหายักยอกได้เสมอไป” หากพฤติกรรมเป็นเพียงการค้างค่างวดแต่ยังติดต่อได้ หรือรถยังอยู่กับตัวเขาแต่ไม่มีเงินจ่าย กรณีนี้อาจถูกมองว่าเป็นเพียง “การผิดสัญญาทางแพ่ง” เท่านั้น
ดังนั้น ในการขายดาวน์ควรทำ “สัญญาขายดาวน์” หรือสัญญาซื้อขายไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็นผู้รับรถไปจากเราจริงๆ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญในการแจ้งความหรือฟ้องคดีหากเกิดปัญหายักยอกขึ้นในภายหลัง
2 วิธี ดำเนินการตามกฎหมาย
1.แจ้งความกับตำรวจ แต่บางครั้งพนักงานสอบสวนอาจปฏิเสธไม่รับแจ้งความความคดียักยอกรถ โดยมักจะให้เหตุผลว่าเป็นเพียง “คดีแพ่ง” หรืออ้างว่าคุณไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงไม่มีสิทธิ์แจ้งความไม่ใช่เจ้าของรถ
2. ฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเอง (ฟ้องเอง) หากตำรวจไม่รับเรื่อง หรือรับแจ้งความ แต่ดำเนินการล่าช้า คุณมีสิทธิ์ที่จะจ้างทนายความ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาโดยตรงได้เลย ซึ่งในหลายกรณีวิธีนี้อาจจะรวดเร็วกว่าการรอขั้นตอนของพนักงานสอบสวน
ขั้นตอนการฟ้องคดีเอง
- เมื่อทนายความเตรียมเอกสารครบถ้วน (โดยปกติใช้เวลาประมาณ 5-10 วัน) จะทำการยื่นฟ้องต่อศาล
- ศาลจะนัด “ไต่สวนมูลฟ้อง” ภายในประมาณ 2 เดือน เพื่อดูว่าคดีของคุณมีพยานหลักฐานชัดเจนและมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่
- หากศาลเห็นว่าคดีมีมูล จะประทับรับฟ้องและออกหมายเรียกจำเลยมาศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป
การไต่สวนมูลฟ้องคืออะไร และต้องเตรียมตัวอย่างไร ?
การไต่สวนมูลฟ้อง คือ ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยตรง (ไม่ได้ผ่านพนักงานสอบสวน) โดยศาลจะนัดมาเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่าคดีที่คุณฟ้องนั้น “มีมูล” หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่
1. การไต่สวนมูลฟ้องคืออะไร?
- เป็นขั้นตอนที่ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานของฝั่งโจทก์ (คุณ) เพียงฝ่ายเดียวในเบื้องต้น
- โดยปกติศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องหลังจากยื่นฟ้องไปแล้วประมาณ 2 เดือน
- หากศาลเห็นว่าพยานหลักฐานชัดเจนและคดีมีมูล ศาลจะสั่ง “ประทับรับฟ้อง” และออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อสู้คดีต่อไป
2. ต้องเตรียมตัวและเตรียมหลักฐานอย่างไร?
ในการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้ศาลเห็นว่าคดีมีมูล คุณต้องเตรียมหลักฐานสำคัญ 3 ประเภท ดังนี้:
- หลักฐานแสดงสิทธิ์ของคุณ: เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้เสียหายที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ, สัญญาเช่าซื้อ และหลักฐานการผ่อนชำระต่างๆ
- หลักฐานการรับรถไป: เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นคนเอารถไปจากคุณจริงๆ เช่น หลักฐานการสนทนาทาง LINE, สัญญาขายดาวน์/ซื้อขาย หรือหลักฐานการโอนเงิน
- หลักฐาน “เจตนาทุจริต”: นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์คดีอาญา เช่น หลักฐานว่าจำเลย ถอด GPS, นำรถไปขายต่อ/จำนำ, นำรถไปซุกซ่อนเพื่อส่งออกนอกประเทศ หรือการแยกชิ้นส่วนรถ
ข้อควรทราบ: หากจำเลยมาศาลหลังจากขั้นตอนไต่สวนมูลฟ้องและยอมรับสารภาพ ศาลจะเข้าสู่กระบวนการเจรจาให้จำเลยนำรถมาคืนหรือชดใช้เงินแทน แต่ถ้าจำเลยสู้คดี กระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลาต่อไปอีกประมาณ 6 เดือนเพื่อตัดสินคดีครับ
ถ้าไกล่เกลี่ยแล้วเขาหาตัวรถมาคืนไม่ได้ ต้องทำอย่างไรต่อ
หากในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยแล้วจำเลย ไม่สามารถหาตัวรถมาคืนได้ เช่น รถถูกขายต่อ ติดตามไม่ได้ หรือถูกแยกชิ้นส่วนไปแล้ว ควรดำเนินการ ดังต่อไปนี้
- ตกลงชดใช้เป็นเงินแทน ในกรณีที่จำเลยยอมรับผิดแต่หาตัวรถมาคืนไม่ได้ จะมีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้จำเลยชำระเงินคืนให้แก่คุณแทน โดยจะตกลงกันว่าจะให้ชดใช้เป็นจำนวนเท่าใด
- จ่ายแบบครบในคราวเดียว หรือ
- แบบเงื่อนไขผ่อนชำระ เป็นงวดก็ได้
หากจำเลย ไม่ชำระเงิน หรือชำระไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ไกล่เกลี่ยไว้ในชั้นศาล ศาลจะมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยต่อไป
- กรณีต่อสู้คดีแล้วแพ้ หากจำเลยไม่ยอมรับผิดและเลือกสู้คดี แต่สุดท้ายคุณชนะคดี ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย และสั่งให้จำเลยต้องชำระเงินคืนให้กับคุณด้ว
- • การบังคับตามกฎหมาย: แม้ในทางปฏิบัติหากจำเลยไม่มีทรัพย์สินเลย คุณอาจจะยังไม่ได้รับเงินในทันที แต่จำเลยจะต้องรับโทษทางอาญาคือการติดคุกตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งกระบวนการนี้เป็นผลจากการที่คุณฟ้องคดีอาญาฐานยักยอก
- ดังนั้น แม้จะไม่ได้ทรัพย์สินกลับคืนมาในเชิงเศรษฐกิจ แต่จำเลยจะได้รับโทษทัณฑ์ทางอาญาจากการกระทำความผิดนั้นครับ
สรุป หากตัวรถหายไปแล้ว กระบวนการทางกฎหมายจะเปลี่ยนจากการติดตามรถคืนมาเป็นการบังคับให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นตัวเงิน โดยมีโทษจำคุกเป็นตัวบีบบังคับให้จำเลยต้องรับผิดชอบชดใช้เงินตามที่คุณเสียหายจริง
ค่าใช้ค่าในการดำเนินคดี
การฟ้องคดี ไม่ว่าจะคดีแพ่งหรือคดีอาญา ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นค่าทนายความในกรณีฟ้องคดีเอง และค่าธรรมเนียมศาลจะต้องจ่าย เพื่อใช้ในการประกอบการพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้
- ค่าทนายความ เนื่องจากอัตราค่าทนายความมักขึ้นอยู่กับความยากง่ายของคดีและข้อตกลงระหว่างคุณกับทนายความแต่ละท่าน ข้อมูลส่วนนี้จึงไม่ได้ถูกระบุไว้
- การฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองในฐานะผู้เสียหายจะไม่มีค่าธรรมเนียมศาล (ต่างจากคดีแพ่งที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามทุนทรัพย์)
ศาลจะตัดสินลงโทษจำคกจำเลยหรือไม่ ?
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง
[อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560] ”
ซึ่งในการพิจารณาลงโทษ ศาลจะใช้ดุลยพินิจในการกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์ของแต่ละคดี
อายุความ
คดียักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 356 “ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 “ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”
ฎีกาสนับสนุน ผู้เช่าซื้อมีสิทธิ์ฟ้องคดียักยอกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5097/2531
ผู้ครอบครองทรัพย์ แม้มิใช่เป็นเจ้าของ ก็เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1554 – 1555/2512
ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ดูแลทรัพย์พิพาทไว้. จำเลยยืมทรัพย์พิพาทไปจากโจทก์ร่วม. เมื่อเกิดการเสียหายขึ้นเพราะการกระทำผิดยักยอกของจำเลย. โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในฐานะเป็นผู้ครอบครองดูแลทรัพย์พิพาท มีอำนาจร้องทุกข์ตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4)(ตามนัยฎีกาที่ 1341/2495,420/2505,562/2505). แม้ในฟ้องจะบรรยายคลาดเคลื่อนว่าใครเป็นเจ้าทรัพย์ ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความต่างกับฟ้อง
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยยืมทรัพย์ไป แล้วทุจริตยักยอกเอาไว้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวเสีย. ย่อมมีความผิดในทางอาญา มิใช่เป็นเพียงเรื่องยืมทางแพ่งเท่านั้น
โจทก์บรรยายฟ้องว่า ‘เมื่อเดือนตุลาคม 2506 และต่อมาประมาณปลายเดือนเมษายน 2507. จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันขอยืมเครื่องประดับไปหลายอย่าง (ห้อยคอและกลัดเสื้อรูปดอกไม้แหวนเพชรเม็ดเดียว แหวนเพชรเม็ดเล็กเป็นรูป 4 เหลี่ยมแหวนทับทิมล้อมเพชร กำไลประดับเพชร สร้อยข้อมือนพเก้า จี้เพชรพร้อมสร้อยทองคำขาว แหวนมรกตล้อมเพชร ต่างหูเพชรนาฬิกาข้อมือประดับเพชร). ต้นเดือนมีนาคม 2510 โจทก์ร่วมทั้งสองได้ทวงถามของที่จำเลยยืมไป จำเลยทั้งสี่ปฏิเสธไม่ยอมคืน.โดยระหว่างมีนาคม 2510 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด.จำเลยมีเจตนาทุจริตคิดยักยอกเอาทรัพย์ดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์ส่วนตน’ เป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม
คำแจ้งความที่มีความว่า ‘จึงได้มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งสี่ต่อไป’ นั้น. เป็นการกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7). เมื่อเจ้าพนักงานสอบสวนบันทึกข้อความคำร้องทุกข์ไว้ในรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันและผู้ร้องทุกข์ได้ลงชื่อไว้แล้ว จึงเป็นการบันทึกคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123วรรคสาม.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7832/2556
จำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ ขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ เมื่อในขณะกระทำความผิดผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าว การกระทำของจำเลยกับพวกย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่ 1 แต่ก็ถือว่าได้ร้องทุกข์ในฐานะที่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ และย่อมมีอำนาจในการถอนคำร้องทุกข์ เมื่อความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นความผิดต่อส่วนตัวและคดียังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อปรากฏว่าก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2556
การที่ผู้เสียหายตกลงขายรถที่เช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้บริษัท ช. แทนผู้เสียหาย ถือได้ว่า เป็นการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ แม้จะไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท ช. ผู้ให้เช่าซื้อ ก็มีผลในทางแพ่งเพียงว่าผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากผู้เช่าซื้อคนเดิมได้ต่อไป ไม่มีผลทำให้ผู้เสียหายและบริษัท ช. ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกรถที่เช่าซื้อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6007/2530
แม้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังอยู่กับผู้ให้เช่าซื้อ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นและมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน เมื่อบุตรโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวย่อมตก ทอดมายังโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่ง เมื่อจำเลยได้ยักยอกทรัพย์นั้นไปจากโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์มอบรถยนต์คันพิพาทให้จำเลยซ่อมเป็นเวลานานถึง 8 เดือนเศษ จำเลยไม่ได้แจ้งราคาค่าซ่อมให้โจทก์ทราบโจทก์น่าจะทราบได้ในขณะนั้นหรือช่วงเวลานั้นแล้วว่าจำเลยเบียดบังเอารถยนต์คันพิพาทเป็นของตนเอง โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินระยะเวลา 3 เดือนพ้นกำหนดอายุความ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง


