โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
5 หลักต้องรู้ ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทน

ก่อนที่จะมีการฟ้องชู้ได้นั้น บุคคลจะต้องมีการจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน และกฎหมายไม่ได้จำกัดการสมรสไว้เฉพาะชายสมรสกับหญิงเท่านั้น แต่การสมรส ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนๆ สามารถสมรสกันได้หมด เช่น ชายสมรสกับชาย หรือหญิงสมรสกับหญิง
หลักเกณฑ์การฟ้องชู้ตามกฎหมายใหม่ (พ.ศ. 2568) ภายใต้ พรบ. สมรสเท่าเทียม มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ช่วยให้การฟ้องร้องทำได้ครอบคลุมและง่ายขึ้น ดังนี้
1. ความเท่าเทียมทางเพศในการฟ้องชู้
ในกฎหมายเดิม การฟ้องชู้จำกัดเฉพาะชายฟ้องชายชู้ หรือหญิงฟ้องหญิงชู้ แต่ตามกฎหมายใหม่ ชู้จะเป็นเพศอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรสเพศเดียวกัน (เกย์, เลสเบี้ยน) หรือคู่สมรสต่างเพศ ก็สามารถฟ้องร้อง “ชู้” ได้โดยไม่จำกัดเพศอีกต่อไป
2. ไม่จำเป็นต้อง “แสดงตนโดยเปิดเผย”
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง:
- กฎหมายเดิม: หากภรรยาจะฟ้องหญิงชู้ ต้องมีหลักฐานว่าหญิงนั้นแสดงตนโดยเปิดเผย เช่น พาออกงาน สังคมรับรู้ หรือลงรูปคู่ในโซเชียลมีเดีย หากแอบคบกันหลบๆ ซ่อนๆ ศาลอาจยกฟ้องได้
- กฎหมายใหม่: มาตรา 1523 วรรค 2 ระบุชัดเจนว่า ไม่จำเป็นต้องแสดงตัวโดยเปิดเผย เพียงแค่มีพฤติการณ์ “ล่วงเกินไปในทำนองชู้” ก็สามารถฟ้องได้ทันที
3. นิยามของ “การล่วงเกินในทำนองชู้”
การฟ้องชู้ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กัน หรือต้องมีคลิปขณะนอนด้วยกัน พฤติกรรมที่เข้าข่ายล่วงเกินในทำนองชู้ ได้แก่:
- การกอด จูบ หอมแก้ม หรือโอบกอดในลักษณะที่เกินกว่าเพื่อนหรือประเพณีวัฒนธรรมจะรับได้
- การจับของสงวนหรือกระทำการลามก ไม่ว่าจะทำในที่ลับหรือที่แจ้ง
- ความสัมพันธ์แบบชั่วคราว เช่น One-night stand, เด็กไซด์ไลน์ หรือเด็กบาร์โฮส ที่มีการล่วงเกินคู่สมรสของผู้อื่นเพื่อหวังเงินหรือการเลี้ยงดู ก็สามารถฟ้องได้
4. เกณฑ์การกำหนดค่าทดแทน (ค่าเสียหาย)
- ฐานะทางสังคม
- การศึกษา
- ระยะเวลาการแต่งงาน
- ความร้ายแรงของพฤติกรรม
5. ระยะเวลาในการยื่นฟ้อง (อายุความฟ้องชู้)
คู่สมรสฝ่ายที่เสียหาย สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่กระทำการ “ในทำนองชู้” ได้โดยผู้เสียหาย ไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่า ควบคู่ไปด้วยก็ได้ แต่ต้องดำเนินการภายใน อายุความ 1 ปี นับตั้งแต่ทราบเรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด
การเตรียมหลักฐานก่อนฟ้องชู้
1.หลักฐานความเป็นคู่สมรส
- สำเนาใบสำคัญการสมรส
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฟ้องคดี
- สำเนาใบเปลื่ยนชื่อของเรา หรือของคู่สมรส
- ทะเบียนบ้านของผู้ฟ้องคดี
- สูติบัตร (เฉพาะในกรณีมีบุตรด้วยกัน)
2.หลักฐานความเป็นชู้
- หลักฐานการล่วงเกินทางกายเป็นภาพถ่าย หรือคลิป VDO เช่น ภาพถ่ายหรือวิดีโอการ กอด จูบ หอมแก้ม หรือการโอบกอด ในลักษณะที่เกินกว่าเพื่อนหรือประเพณีวัฒนธรรมปกติจะรับได้ รวมถึงการจับของสงวนหรือกระทำการลามก ไม่ว่าจะทำในที่ลับหรือที่แจ้ง และไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม หลักฐานที่ใช้ฟ้องชู้ “ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์” แต่ต้องแสดงให้เห็นถึง พฤติการณ์ “ล่วงเกินในทำนองชู้”
หลักฐานที่ใช้ฟ้องชู้ “ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์” แต่ต้องแสดงให้เห็นถึง พฤติการณ์ "ล่วงเกินในทำนองชู้"
แต่หากมีหลักฐานชัดเจนว่ามี การร่วมประเวณีกัน เช่น คลิปวิดีโอ หรือหลักฐานการเข้าพักในห้องเดียวกัน จะเป็นหลักฐานที่ ช่วยให้เรียกค่าเสียหายได้สูงขึ้น
- หลักฐานการสนทนา ระหว่างชู้กับคู่สมรสทางโทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชั่นไลน์ เว็บไซด์เฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นหาคู่ เช่น ข้อความการพูดคุยในทางชู้สาว โดยเฉพาะ การพูดคุยในทำนองเซ็กส์ หรือพูดถึงการมีอะไรกันแล้ว ถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมากในการพิสูจน์ความสัมพันธ์
- หลักฐานการเข้าโรงแรม เช่น ใบเสร็จค่าที่พัก ใบเสร็จร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว หลักฐานการโอนเงินให้กับชู้ รวมถึงหลักฐานการเดินทางจาก Google Map
- หลักฐานการซื้อทรัพย์สินให้กัน เช่น ซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อเครื่องประดับ ฯลฯ
- หลักฐานการโอนเงินให้กัน เช่น มีการโอนเงินค่าเลี้ยงดูให้กันตลอดทุกเดือน
- หลักฐานการแสดงตนโดยเปิดเผย (เพื่อเพิ่มค่าเสียหายให้สูงขึ้น) ถึงแม้ปัจจุบันจะไม่ต้องพิสูจน์ว่าชู้แสดงตัวโดยเปิดเผยก็ฟ้องชนะได้ แต่หากมีหลักฐานว่าชู้มีการ โพสต์รูปคู่ลง Facebook/Instagram หรือพาออกงานสังคม หลักฐานส่วนนี้จะช่วยให้ศาลกำหนด ค่าเสียหายให้สูงขึ้น เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและครอบครัวมากขึ้น
3. หลักฐานเพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดค่าทดแทน
- หลักฐานเกี่ยวฐานะทางสังคมของทุกฝ่าย เช่น การดำรงตำแหน่งนักการเมือง การประกอบอาชีพดารา หรืออาชีพที่มีคนรู้จักเป็นจำนวนมาก
- หลักฐานเกี่ยวกับอาชีพ รายได้ทุกฝ่าย เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน
- หลักฐานเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาทุกฝ่าย เช่น สำเนาใบปริญญาบัตร
- หลักฐานเกี่ยวกับการจัดงานแต่งงาน
- ระยะเวลาที่แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน (ยิ่งนานยิ่งมีค่าทดแทนสูง)
- การมีบุตรร่วมกัน
- ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวก่อนเกิดเหตุการณ์มีชู้ (เช่น ครอบครัวมีความสุขและรักใคร่กันดี)
- ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวหลังเกิดเกตุการณ์มีชู้ (เช่น ครอบครัวแตกสลายและบุตรขาดความรักจากครอบครัว)
- การเปิดเผยความสัมพันธ์ในการเป็นชู้ (ยิ่งถ้ามีการเปิดเผยต่อสาธารณะก็มีค่าทดแทนสูงตามไปด้วย)
- ระยะเวลาเป็นชู้
- ผู้ซึ่งเป็นชู้จะต้องรู้ว่ากำลังเป็นชู้ และผู้ซึ่งเป็นชู้ก็ยังจงใจละเมิดสิทธิคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย (หากไม่รู้ว่ากำลังเป็นชู้กับคู่สมรสผู้อื่น ก็อาจจะเรียกค่าทดแทนได้น้อยหรือไม่ได้เลย)
- ความสำนึกผิดหลังถูกจับได้ว่าคบชู้
- มีการฟ้องหย่า เพื่อเรียกทรัพย์สินจากอีกฝ่าย (คู่สมรส) ร่วมด้วยหรือไม่
ข้อควรระวังสำคัญที่สุดในการฟ้องชู้
ในการฟ้องชู้ หากคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหาย “ยินยอม” หรือ “รู้เห็นเป็นใจ” ให้คู่สมรสของตนมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่น จะไม่สามารถเรียกค่าทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคท้าย บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) เช่น มีชู้ หรืออุปการะเลี้ยงดูผู้อื่นฉันคู่สมรส หรือให้ผู้อื่นล่วงเกินคู่สมรสของตนในทำนองชู้ คู่สมรสฝ่ายนั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้ หากมีการฟ้องชู้ไปแล้ว และจำเลยพิสูจน์ได้ว่า คุณยินยอมให้ความสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตกลงกันด้วยวาจา หรือพฤติการณ์ที่ยอมรับในทางปฏิบัติ ศาลจะพิพากษายกฟ้องและคุณจะไม่ได้รับค่าทดแทนใดๆ เลย
พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการ “ยินยอม” หรือ “รู้เห็นเป็นใจ” ที่ศาลจะรับฟังว่ามีการยินยอมหรือไม่ จะต้องมีพฤติการณ์ที่ชัดเจนและเป็นพิเศษจริงๆ เช่น
• การใช้ชีวิตร่วมกัน: เช่น การอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันสามคน (สามี ภริยา และชู้) หรือมีหลักฐานการไปเที่ยวด้วยกันอย่างเปิดเผย
• การเกื้อกูลกันทางทรัพย์สิน: เช่น เมียน้อยโอนเงินส่งเสียเลี้ยงดูเมียหลวงทุกเดือน หรือเมียหลวงเลี้ยงลูกให้เมียน้อย
• การส่งเสริมให้มีชู้: เช่น การหาเมียน้อยให้สามี หรือในบางกรณีคือการยอมให้คู่สมรสไปประกอบอาชีพขายตัว
• มีข้อความหรือบันทึก: มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรหรือข้อความแชทที่แสดงถึงการยอมรับหรือยินยอมให้ความสัมพันธ์นั้นดำเนินต่อไป
พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการที่ไม่ใช่ “การยินยอม” ข้อสังเกตว่าพฤติกรรมบางอย่างอาจถูกอ้างว่าเป็นการยินยอมแต่ศาลอาจไม่รับฟังเสมอไป เช่น
• “นิ่ง” ไม่ใช่ “ยินยอม”: การที่เมียหลวงรู้เรื่องแล้วนิ่งเฉย หรือไม่ฟ้องร้องในทันทีทันใด ไม่ได้หมายความว่ายินยอมเสมอไป,
• “เงียบ” ไม่ใช่ “ไม่ติดใจ”: การเงียบอาจมีเหตุผลอื่น เช่น ความจำเป็นในครอบครัว ซึ่งไม่ถือเป็นการสละสิทธิในการฟ้อง
• ไม่มีเหตุผลพิเศษ: ปกติภริยาย่อมต้องรักใคร่หวงแหนสามี มิให้ไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น เว้นแต่จะมีเหตุผลพิเศษอย่างยิ่งจริงๆ,
ในคดีฟ้องชู้ หากมีการต่อสู้ในประเด็นเรื่องการยินยอม “ภาระการพิสูจน์ตกเป็นหน้าที่ของฝ่ายชู้” (จำเลย) ที่จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นอย่างชัดเจนว่าคู่สมรสโจทก์มีการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจจริงๆ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 “ เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น
คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้ หรือจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้ก็ได้
ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้ ”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 “ สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุในมาตรา ๑๕๑๖ (๑) (๒) (๓) หรือ (๖) หรือมาตรา ๑๕๒๓ ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง
เหตุอันจะยกขึ้นฟ้องหย่าไม่ได้แล้วนั้น อาจนำสืบสนับสนุนคดีฟ้องหย่าซึ่งอาศัยเหตุอย่างอื่น ”




