โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
สืบหาทรัพย์และบังคับคดี

บ้างครั้งการชนะคดีในศาล อาจเป็นเพียง “ครึ่งทาง” ของความสำเร็จ เพราะขั้นตอนที่สำคัญกว่าคือจะทำอย่างไรให้ได้เงินคืน บทความนี้จะสรุปขั้นตอนการสืบทรัพย์และบังคับคดีแบบเข้าใจง่าย พร้อมข้อกฎหมายที่สำคัญ
การสืบทรัพย์ คืออะไร
การสืบทรัพย์ คือ กระบวนการตรวจสอบและค้นหาทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น ที่ดิน บ้าน รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของ และสามารถยึดหรืออายัดได้ เช่น ที่ดิน บ้าน รถ เงินในบัญชีธนาคาร ฯลฯ เพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล
โดยขั้นตอนนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เจ้าหนี้สามารถนำทรัพย์สินเหล่านั้นไปขายทอดตลาด หรือบังคับเอากับสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา
ทรัพย์สินที่ยึดและอายัดได้
ทรัพย์สินที่ยึดได้ เช่น
- การยึดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (มาตรา 305)
- การยึดตั๋วเงินหรือตราวสารเปลี่ยนมือ (มาตรา 306)
- การยึดหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด (มาตรา 307)
- การยึดสิทธิในสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนไว้แล้ว (มาตรา 308)
- จะยึดสิทธิเครื่องหมายการค้าที่ยังมี และจดทะเบียนลิขสิทธิ์เสร็จขอรับสิทธิบัตรสิทธิในชื่อทางการค้าหรือยี่ห้อมาตรา 309
- การยึดสิทธิการเช่าทรัพย์สิน หรือสิทธิที่จะได้ใช้บริการต่างๆ ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ (มาตรา 310)
- การยึดสิทธิบัตรตามใบอนุญาต ประทานบัตร อาชญาบัตร สัมปทาน (มาตรา 311)
- บ้าน ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของ (ไม่ว่าจะติดจำนองหรือไม่)
- รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ที่ไม่ใช่เครื่องมือหลักในการประกอบอาชีพของลูกหนี้
- เครื่องมือประกอบอาชีพที่มีมูลค่าเกิน 100,000 บาท
- ครื่องนุ่งห่มหลับนอน คือ ที่นอน หมอน ผ้าห่ม มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท
- เครื่องใช้ในครัวเรือน คือ โครก ถ้วย ชาม เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท
- เครื่องใช้สอยส่วนตัว คือ เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องประดับ เพชร พลอย นาฬิกา สร้อยคอทองคำ มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท
ทรัพย์สินที่อายัดได้ เช่น
- เงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้อื่นที่มีลักษณะจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานเป็นรายเดือนอายัดได้แต่ต้องคงเหลือไม่น้อยกว่า 20,000 บาท
- เงินโบนัส อายัดไม่เกินร้อยละ 50
- เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ที่อายัดได้ แต่ต้องคงเหลือไว้ไม่น้อยกว่า 300,000 บาท
- เงินตอบแทนจากการทำงานเป็นครั้งคราว เช่น ค่าล่วงเวลา อายัดได้ไม่เกินร้อยละ 30
- เงินค่าตำแหน่งทางวิชาการ (เฉพาะสังกัดเอกชน)
- เงินฝากในสถาบันการเงินต่างๆ
- เงินปันผลจากหุ้น
- ค่าเช่าทรัพย์สิน
- ค่างวดงานตามสัญญาจ้างงาน
ทรัพย์สินที่ไม่สามารถยึดและอายัดได้
ทรัพย์สินที่ห้ามยึด ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 301
“ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
(1) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละสองหมื่นบาท แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีจะกำหนดให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทดังกล่าวที่มีราคารวมกันเกินสองหมื่นบาทเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
(2) สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีความจำเป็นในการเลี้ยงชีพก็อาจร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตใช้สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เท่าที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพในกิจการดังกล่าวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีราคารวมกันเกินกว่าจำนวนราคาที่กำหนดนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหรืออนุญาตได้เท่าที่จำเป็นภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
(3) สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
(4) ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่าง ๆ
(5) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
ทรัพย์สินหรือจำนวนราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดตามวรรคหนึ่ง ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งกำหนดใหม่ได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร
ในกรณีที่พฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินหรือจำนวนราคาทรัพย์สินที่ศาลกำหนดไว้เดิมได้
ประโยชน์แห่งข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้ขยายไปถึงทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งอันเป็นของคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือของบุคคลอื่น ซึ่งทรัพย์สินเช่นว่านี้ตามกฎหมายอาจบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้”
สรุปรายการทรัพย์สินและเงินที่ “ห้ามยึด” กฎหมายคุ้มครองลูกหนี้บางส่วนเพื่อการดำรงชีพไม่ให้ลูกหนี้ลำบากจนเกินไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 301 ดังนี้
- เครื่องนุ่งห่มหลับนอน คือ ที่นอน หมอน ผ้าห่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน คือ โครก ถ้วย ชาม หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว คือ เสื้อผ้า เครื่องประดับ โดยประมาณรวมกันแล้ว ประเภทละไม่เกิน 20,000 บาท ห้ามยึด (แต่ถ้าของมีราคาสูงเกินฐานะ เจ้าพนักงานฯ อาจใช้ดุลพินิจให้ยึดได้)
- เครื่องมือทำมาหากิน สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือที่ลูกหนี้ต้องใช้ในการประกอบอาชีพ (เช่น รถกระบะส่งของ, เครื่องจักรเย็บผ้า, คอมพิวเตอร์กราฟิก) ถ้ารวมกันราคาไม่เกิน 100,000 บาท ห้ามยึด อุปกรณ์แทนร่างกาย อวัยวะหรือช่วยร่างกาย (เช่น รถเข็นผู้ป่วย, ขาเทียม, เครื่องช่วยฟัง) ห้ามยึดเด็ดขาด
- ของรักตระกูล/เอกสารส่วนตัว เช่น หนังสือประจำวงศ์ตระกูล จดหมายส่วนตัว หรือสมุดบัญชีต่างๆ ห้ามยึด
- ทรัพย์สินที่โอนไม่ได้ตามกฎหมาย: เช่น สิทธิการเช่าบางประเภท หรือทรัพย์สินที่มีกฎหมายเฉพาะสั่งห้ามโอน
ข้อควรรู้: “ขอเพิ่มหรือลดจำนวนเงินได้” กฎหมายเปิดช่องไว้ว่า หากลูกหนี้มีภาระเยอะ (เช่น ต้องดูแลพ่อแม่ป่วย หรือลูกหลายคน เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำมาหาเลี้ยงชีพ) หรือเจ้าหนี้เห็นว่าลูกหนี้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเกินไป
- ลูกหนี้/เจ้าหนี้ สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี “ปรับลด” หรือ “เพิ่ม” จำนวนเงินที่ยกเว้นได้
- หากไม่พอใจคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ให้ ร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง
ทรัพย์สินที่ห้ามอายัด ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 302
“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
(1) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจำนวนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
(2) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น
(3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
(4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
(5) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่นเป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินตาม (1) (3) และ (4) ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย และสำหรับในกรณีตาม (1) และ (3) ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้นและไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น
ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการกำหนดจำนวนเงินเช่นว่านั้น เพื่อขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินใหม่ได้
ในกรณีที่พฤติการณ์แห่งการดำรงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนแปลงไป บุคคลตามวรรคสามจะยื่นคำร้องให้ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้วแต่กรณี กำหนดจำนวนเงินตาม (1) และ (3) ใหม่ก็ได้ ”
สรุปสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงินของลูกหนี้ที่ “ห้ามอายัด” กฎหมายคุ้มครองลูกหนี้บางส่วนเพื่อการดำรงชีพไม่ให้ลูกหนี้ลำบากจนเกินไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 302 ดังนี้
- เบี้ยเลี้ยง/เงินยกให้เพื่อเลี้ยงชีพ: เงินที่บุคคลอื่นยกให้เพื่อให้ลูกหนี้ไว้ใช้กินอยู่ ห้ามอายัดในส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน
- รายได้ข้าราชการ/ลูกจ้างรัฐ: เงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จ บำนาญ ของข้าราชการหรือพนักงานรัฐ ห้ามอายัดเด็ดขาด (100%)
- เงินเดือนพนักงานเอกชน
- เงินเดือน: ห้ามอายัดในส่วนที่ ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน (ถ้าเงินเดือน 30,000 จะอายัดได้แค่ 10,000 บาท)
- บำเหน็จ/ค่าชดเชย: ห้ามอายัดในส่วนที่ ไม่เกิน 300,000 บาท
- เงินฌาปนกิจสงเคราะห์: เงินที่ได้จากการตายของคนอื่น เพื่อนำมาจัดงานศพตามฐานะ ห้ามอายัด
ขั้นตอนการบังคับคดีหลังศาลมีคำพิพากษา
ขั้นตอนที่ 1: ศาลมีคำพิพากษาและออก “คำบังคับ”
- รายละเอียด: เมื่อศาลตัดสินแล้ว ศาลจะออก “คำบังคับ” เพื่อสั่งให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา (เช่น ให้จ่ายเงินภายใน 15 หรือ 30 วัน)
- จุดสำคัญ: ต้องมีการส่งคำบังคับให้ลูกหนี้ทราบอย่างเป็นทางการ (ถ้าลูกหนี้อยู่ฟังคำพิพากษา ระยะเวลาจะเริ่มนับทันที)
ขั้นตอนที่ 2: ขอออก “หมายบังคับคดี” (หมายตั้งเจ้าพนักงาน)
- รายละเอียด: หากพ้นกำหนดเวลาในคำบังคับแล้วลูกหนี้ยังเฉย ทนายต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ “ออกหมายบังคับคดี”
- ผลลัพธ์: หมายนี้จะเป็นเอกสารที่แต่งตั้งให้ “เจ้าพนักงานบังคับคดี” (กรมบังคับคดี) มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้
ขั้นตอนที่ 3: การสืบทรัพย์ (หน้าที่เจ้าหนี้)
- รายละเอียด: เจ้าหนี้ต้องไปสืบหาว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรบ้าง (ที่ดิน, บ้าน, เงินฝาก, รถยนต์, หุ้น)
- จุดสำคัญ: หมายบังคับคดีในขั้นตอนที่ 2 จะถูกนำมาใช้เป็นเอกสารอ้างอิงเพื่อขอคัดถ่ายข้อมูลจากหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น สำนักงานที่ดิน หรือกรมการขนส่งทางบก
ขั้นตอนที่ 4: การตั้งเรื่องยึด หรือ อายัดทรัพย์
- รายละเอียด: เมื่อเจอทรัพย์แล้ว ทนายจะนำรายละเอียดทรัพย์นั้นไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี
- ยึด: ใช้กับทรัพย์ที่มีรูปร่าง เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์
- อายัด: ใช้กับสิทธิเรียกร้อง เช่น เงินในบัญชีธนาคาร, เงินเดือน, เงินปันผล
ขั้นตอนที่ 5: การขายทอดตลาด (กรณีการยึด)
- รายละเอียด: หากเป็นทรัพย์สินที่ยึดมา (เช่น ที่ดิน) เจ้าพนักงานบังคับคดีจะประกาศขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้
- กรณีอายัดเงิน: หากอายัดเงินในบัญชีหรือเงินเดือน ธนาคารหรือนายจ้างจะส่งเงินตรงมายังกรมบังคับคดีเพื่อจ่ายให้เจ้าหนี้ (ไม่ต้องขายทอดตลาด)
“ข้อควรระวัง” ลงไปในบทความว่า “การสืบทรัพย์ต้องรีบทำตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากลูกหนี้รู้ตัวและเริ่มโอนทรัพย์สินหนี้ (เช่น โอนที่ดินให้ญาติ) แม้จะฟ้องฐานโกงเจ้าหนี้ได้ แต่กระบวนการจะซับซ้อนและเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกมาก”
ขั้นตอนการยึดและอายัดทรัพย์สิน
เมื่อพบทรัพย์สินแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องนำรายละเอียดไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการ
- การยึด ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ เพื่อนำออกขายทอดตลาด
- การอายัด เป็นการบังคับเอากับสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงินของลูกหนี้ เช่น เงินในบัญชีธนาคาร หรืออายัดเงินเดือน โดยการสั่งให้บุคคลภายนอกมีให้ชำระหนี้แก่ลูกหนี้แต่ให้ชำระแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแทนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
โดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องเตรียมข้อมูลเพื่อ ตั้งเรื่องยึด/อายัด” ที่กรมบังคับคดี ดังต่อไปนี้
ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้
- ต้นฉบับโฉนดที่ดิน สัญญาจำนอง(ถ้ามี) ถ้าเป็นสำเนาต้องเป็นสำเนาที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
- สำเนาทะเบียน (ทร. 14/1) บ้านของลูกหนี้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมถ้ามีคู่สมรสของลูกหนี้(ถ้ามี) ทายาทของลูกหนี้ผู้ตาย(ถ้ามี) ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
- หลักฐานการเปลี่ยนชื่อสกุลของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม (ถ้ามี)
- แผนที่การเดินทางไปที่ตั้งทรัพย์ที่ยึด
- ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่จะยึด และแผนผังของทรัพย์ที่จะยึดโดยระบุขนาดกว้างและยาว
- ราคาประเมินที่ดินซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
- เอกสารอื่นๆ เช่น สำเนาคำฟ้อง สำเนาคำพิพากษา สำเนาบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม
- เขียนคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 2,500 บาท
ยึดห้องชุด ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้
- ต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด สัญญาจำนอง (ถ้ามี) ถ้าเป็นสำเนาต้องเป็นสำเนาที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
- สำเนาทะเบียนบ้าน(ทร.14/1) ของลูกหนี้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม (ถ้ามี) คู่สมรสของลูกหนี้ (ถ้ามี) ทายาทของลูกหนี้ผู้ตาย (ถ้ามี) ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
- หลักฐานการเปลี่ยนชื่อและสกุลของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม (ถ้ามี)
- แผนที่การเดินทางไปที่ตั้งทรัพย์ที่ยึด
- ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่จะยึด และแผนผังของทรัพย์ที่จะยึดโดยระบุขนาดกว้างและยาว
- หนังสือรับรองนิติบุคคลอาคารชุดที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
- ราคาประเมินห้องชุดซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
- เอกสารอื่นๆ เช่น สำเนาคำฟ้อง สำเนาคำพิพากษา สำเนาบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม
- เขียนคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 2,500 บาท
อายัดสิทธิเรียกร้อง ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้
- หลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้อง หรือสำเนาเอกสารที่มีข้อความระบุถึงความมีอยู่ของเงินนั้น
- สำเนาทะเบียนบ้าน (ทร.14/1) หรือสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของลูกหนี้ และบุคคลภายนอกผู้รับคำสั่งอายัด ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันขออายัด
- เขียนคำร้องขออายัดสิทธิเรียกร้องตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 1,500 บาท
ระยะเวลาในการบังคับคดี
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดไว้ หรือได้ดำเนินการบังคับคดีโดยวิธีอื่นไว้บางส่วนแล้วภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จได้
ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือน หรือเป็นรายปี หรือกำหนดให้ชำระหนี้อย่างใดในอนาคต ให้นับระยะเวลาสิบปีตามวรรคหนึ่งตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับให้ชำระได้
ถ้าสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นการให้ชำระเงิน ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง บุคคลซึ่งได้รับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นมีอำนาจบังคับคดีตามความในหมวด 2 การบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน หรือหมวด 3 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง แล้วแต่กรณี โดยการร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ”
วิธีการนับเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 นั้นตะต้องเข้าองค์ประกอบ ดังนี้
1. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับทั้งหมด หรือบางส่วน
2. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือ จะต้องมีการขอออกคำบังคับ
3. หลักพิจารณา เรื่อง ระยะเวลาขอบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274
3.1 การขอบังคับคดีที่ต้องกระทำในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาในชั้นที่สุด (ไม่ใช่เริ่มนับวันที่รู้ว่ามีทรัพย์ หรือเจอทรัพย์ ) โดยไม่จำเป็นให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10731/2558 เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคำพิพากษาก่อให้เกิดหนี้ตามคำพิพากษาศาลจะต้องออกคำบังคับตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 272 คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำบังคับในวันมีคำพิพากษาได้ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกคำบังคับ โดยส่งคำบังคับไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี หากหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี จากนั้นต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีและแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม ปัจจุบันคือมาตรา 274) บัญญัติระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติในการร้องขอให้บังคับคดีไว้ โดยหาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 231 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คำพิพากษาผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันสุดท้ายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา คือวันที่ 3 เมษายน 2553 ปรากฏว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้แล้ว จึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ เพราะระยะเวลาสิบปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุด (ฎ.1951/2566 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
3.2 การขอบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา 10 ปีนับตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 274 วรรค 2 ซึ่งเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือนหรือรายปี หรือกำหนดชำระหนี้อย่างใดในอนาคต กล่าวคือ กรณีชำระหนี้เป็นงวด (รายเดือน/รายปี) ให้นับ 10 ปี แยกแต่ละงวด ตั้งแต่วันที่งวดนั้นๆ “ถึงกำหนดชำระ” แต่ลูกหนี้ไม่จ่าย
3.3 เวลาในการบังคับคดี ไม่ใช่อายุความ ย่อ ขยายได้ เวลา10 ปี ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 เป็นระยะเวลาตามวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ใช่อายุดังนั้นจึงไม่มีการสะดุดหยุดลง (ฎ.5829/2548) ไม่มีการสละประโยชน์แห่งอายุความ (ฎ. 5323/2542) และศาลมีอำนาจย่น / ขยายระยะเวลาในการบังคับคดีได้ (ฎ.5091/2552,3077- 3078/2550, 1785/2566)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5091/2552 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองที่พิพาทของจำเลยเพื่อบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องและให้จำเลยมีชื่อในทะเบียนที่ดินแทน และผู้ร้องฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินคืนผู้ร้อง ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เพื่อรอฟังผลคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลย ซึ่งคู่ความไม่ได้โต้แย้งคำสั่ง คำสั่งของศาลย่อมเป็นที่สุด ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติม เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำขออ้างว่าโจทก์ขอยึดพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่อาจบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้โจทก์บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์เพียงว่าโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทต่อไปเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ ทั้งเป็นการผิดขั้นตอนของการวินิจฉัยที่ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เนื่องจากคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องยังมิได้ผ่านการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีจากศาลชั้นต้นแต่อย่างใด
ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นบังคับชำระหนี้ คำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีโดยมีลำดับก่อนหลังไว้ชัดแจ้งโดยต้องบังคับจำนองก่อน เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โจทก์ก็ย่อมไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้ เพราะเป็นการบังคับคดีเกินกว่าข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม
การร้องขอให้บังคับคดีต้องกระทำภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาได้โดยคู่ความไม่จำเป็นต้องร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23
เมื่อการบังคับทรัพย์จำนองไม่อาจกระทำได้เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์จนศาลมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ไว้ก่อน ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยภายในกำหนดของจำเลยภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ดังนั้น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองภายหลังการยึดทรัพย์จำนองเกิน 10 ปี แล้วขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ และโจทก์ขอบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม ศาลย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะยื่นคำขอหรือไม่ก็ได้
4. ในคำขอฝ่ายเดียวต้องระบุหนี้ตามคำพิพากษาที่ลูกหนี้ยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ และวิธีการขอให้ศาลบังคับคดี (เป็นคำขอฝ่ายเดียวอย่างเคร่งครัด)
5. หากยื่นเรื่องยึด อายัด ไว้แล้ว แม้จะเป็นวันสุดท้ายของกำหนดเวลา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 แต่กระบวนการขายทอดตลาดไปเสร็จภายใน 10 ปี ก็ยังสามารถ ทำต่อไปจนแล้วเสร็จได้ ไม่ถือว่าขาดอายุความ
สรุปขั้นตอนทางศาลที่เจ้าหนี้ต้องรู้
- ศาลมีคำพิพากษา/คำสั่ง -> ออกคำบังคับ -> ครบกำหนด(ไม่จ่ายทั้งหมด/บางส่วน) -> ขอออกหมายบังคับคดีทันที
- ภายใน 10 ปี เร่งสืบทรัพย์ (ที่ดิน, เงินเดือน, บัญชีธนาคาร) โดยใช้สำเนาหมายบังคับคดี -> หากเจอทรัพย์ ต้องไป “ตั้งเรื่องยึด/อายัด” ที่กรมบังคับคดีทันที



