สืบหาทรัพย์และบังคับคดี

บ้างครั้งการชนะคดีในศาล อาจเป็นเพียง “ครึ่งทาง” ของความสำเร็จ เพราะขั้นตอนที่สำคัญกว่าคือจะทำอย่างไรให้ได้เงินคืน บทความนี้จะสรุปขั้นตอนการสืบทรัพย์และบังคับคดีแบบเข้าใจง่าย พร้อมข้อกฎหมายที่สำคัญ

การสืบทรัพย์ คืออะไร

การสืบทรัพย์ คือ กระบวนการตรวจสอบและค้นหาทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น ที่ดิน บ้าน รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของ และสามารถยึดหรืออายัดได้ เช่น ที่ดิน บ้าน รถ เงินในบัญชีธนาคาร ฯลฯ  เพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล

โดยขั้นตอนนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เจ้าหนี้สามารถนำทรัพย์สินเหล่านั้นไปขายทอดตลาด หรือบังคับเอากับสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ทรัพย์สินที่ยึดและอายัดได้

ทรัพย์สินที่ยึดได้ เช่น 

  • การยึดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (มาตรา 305)
  • การยึดตั๋วเงินหรือตราวสารเปลี่ยนมือ (มาตรา 306)
  • การยึดหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด (มาตรา 307)
  • การยึดสิทธิในสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนไว้แล้ว (มาตรา 308)
  • จะยึดสิทธิเครื่องหมายการค้าที่ยังมี และจดทะเบียนลิขสิทธิ์เสร็จขอรับสิทธิบัตรสิทธิในชื่อทางการค้าหรือยี่ห้อมาตรา 309
  •  การยึดสิทธิการเช่าทรัพย์สิน  หรือสิทธิที่จะได้ใช้บริการต่างๆ  ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ (มาตรา 310)
  •  การยึดสิทธิบัตรตามใบอนุญาต  ประทานบัตร  อาชญาบัตร  สัมปทาน  (มาตรา 311)
  •  บ้าน ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของ (ไม่ว่าจะติดจำนองหรือไม่)
  • รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ที่ไม่ใช่เครื่องมือหลักในการประกอบอาชีพของลูกหนี้
  • เครื่องมือประกอบอาชีพที่มีมูลค่าเกิน 100,000 บาท 
  • ครื่องนุ่งห่มหลับนอน คือ ที่นอน หมอน ผ้าห่ม มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท
  •  เครื่องใช้ในครัวเรือน คือ โครก ถ้วย ชาม  เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ  มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท
  • เครื่องใช้สอยส่วนตัว คือ เสื้อผ้า เครื่องประดับ  เครื่องประดับ เพชร พลอย นาฬิกา สร้อยคอทองคำ มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท 

ทรัพย์สินที่อายัดได้ เช่น

  • เงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้อื่นที่มีลักษณะจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานเป็นรายเดือนอายัดได้แต่ต้องคงเหลือไม่น้อยกว่า 20,000 บาท 
  • เงินโบนัส  อายัดไม่เกินร้อยละ 50 
  • เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ที่อายัดได้ แต่ต้องคงเหลือไว้ไม่น้อยกว่า 300,000 บาท 
  • เงินตอบแทนจากการทำงานเป็นครั้งคราว เช่น ค่าล่วงเวลา อายัดได้ไม่เกินร้อยละ 30
  • เงินค่าตำแหน่งทางวิชาการ (เฉพาะสังกัดเอกชน)
  • เงินฝากในสถาบันการเงินต่างๆ 
  • เงินปันผลจากหุ้น
  • ค่าเช่าทรัพย์สิน
  • ค่างวดงานตามสัญญาจ้างงาน

ทรัพย์สินที่ไม่สามารถยึดและอายัดได้

ทรัพย์สินที่ห้ามยึด ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 301 

“ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

               (1) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละสองหมื่นบาท แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีจะกำหนดให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทดังกล่าวที่มีราคารวมกันเกินสองหมื่นบาทเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

               (2) สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีความจำเป็นในการเลี้ยงชีพก็อาจร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตใช้สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เท่าที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพในกิจการดังกล่าวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีราคารวมกันเกินกว่าจำนวนราคาที่กำหนดนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหรืออนุญาตได้เท่าที่จำเป็นภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

               (3) สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

               (4) ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่าง ๆ

               (5) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

               ทรัพย์สินหรือจำนวนราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดตามวรรคหนึ่ง ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งกำหนดใหม่ได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร

               ในกรณีที่พฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินหรือจำนวนราคาทรัพย์สินที่ศาลกำหนดไว้เดิมได้

               ประโยชน์แห่งข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้ขยายไปถึงทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งอันเป็นของคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือของบุคคลอื่น ซึ่งทรัพย์สินเช่นว่านี้ตามกฎหมายอาจบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้”

สรุปรายการทรัพย์สินและเงินที่ “ห้ามยึด” กฎหมายคุ้มครองลูกหนี้บางส่วนเพื่อการดำรงชีพไม่ให้ลูกหนี้ลำบากจนเกินไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 301 ดังนี้ 

  1. เครื่องนุ่งห่มหลับนอน คือ ที่นอน หมอน ผ้าห่ม  เครื่องใช้ในครัวเรือน คือ โครก ถ้วย ชาม  หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว คือ เสื้อผ้า เครื่องประดับ  โดยประมาณรวมกันแล้ว ประเภทละไม่เกิน 20,000 บาท ห้ามยึด (แต่ถ้าของมีราคาสูงเกินฐานะ เจ้าพนักงานฯ อาจใช้ดุลพินิจให้ยึดได้)
  2. เครื่องมือทำมาหากิน สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือที่ลูกหนี้ต้องใช้ในการประกอบอาชีพ (เช่น รถกระบะส่งของ, เครื่องจักรเย็บผ้า, คอมพิวเตอร์กราฟิก) ถ้ารวมกันราคาไม่เกิน 100,000 บาท ห้ามยึด อุปกรณ์แทนร่างกาย อวัยวะหรือช่วยร่างกาย (เช่น รถเข็นผู้ป่วย, ขาเทียม, เครื่องช่วยฟัง) ห้ามยึดเด็ดขาด
  3. ของรักตระกูล/เอกสารส่วนตัว เช่น หนังสือประจำวงศ์ตระกูล จดหมายส่วนตัว หรือสมุดบัญชีต่างๆ ห้ามยึด
  4. ทรัพย์สินที่โอนไม่ได้ตามกฎหมาย: เช่น สิทธิการเช่าบางประเภท หรือทรัพย์สินที่มีกฎหมายเฉพาะสั่งห้ามโอน

ข้อควรรู้: “ขอเพิ่มหรือลดจำนวนเงินได้” กฎหมายเปิดช่องไว้ว่า หากลูกหนี้มีภาระเยอะ (เช่น ต้องดูแลพ่อแม่ป่วย หรือลูกหลายคน เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำมาหาเลี้ยงชีพ) หรือเจ้าหนี้เห็นว่าลูกหนี้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเกินไป 

  1. ลูกหนี้/เจ้าหนี้ สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี “ปรับลด” หรือ “เพิ่ม” จำนวนเงินที่ยกเว้นได้
  2. หากไม่พอใจคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ให้ ร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง

ทรัพย์สินที่ห้ามอายัด ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 302

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

               (1) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจำนวนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

               (2) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น

              (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

              (4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

              (5) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่นเป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

               ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินตาม (1) (3) และ (4) ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย และสำหรับในกรณีตาม (1) และ (3) ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้นและไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น

               ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการกำหนดจำนวนเงินเช่นว่านั้น เพื่อขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินใหม่ได้

               ในกรณีที่พฤติการณ์แห่งการดำรงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนแปลงไป บุคคลตามวรรคสามจะยื่นคำร้องให้ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้วแต่กรณี กำหนดจำนวนเงินตาม (1) และ (3) ใหม่ก็ได้ ”

สรุปสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงินของลูกหนี้ที่ “ห้ามอายัด” กฎหมายคุ้มครองลูกหนี้บางส่วนเพื่อการดำรงชีพไม่ให้ลูกหนี้ลำบากจนเกินไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 302  ดังนี้ 

  • เบี้ยเลี้ยง/เงินยกให้เพื่อเลี้ยงชีพ: เงินที่บุคคลอื่นยกให้เพื่อให้ลูกหนี้ไว้ใช้กินอยู่ ห้ามอายัดในส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน
  • รายได้ข้าราชการ/ลูกจ้างรัฐ: เงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จ บำนาญ ของข้าราชการหรือพนักงานรัฐ ห้ามอายัดเด็ดขาด (100%)
  • เงินเดือนพนักงานเอกชน 
    • เงินเดือน: ห้ามอายัดในส่วนที่ ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน (ถ้าเงินเดือน 30,000 จะอายัดได้แค่ 10,000 บาท)
    • บำเหน็จ/ค่าชดเชย: ห้ามอายัดในส่วนที่ ไม่เกิน 300,000 บาท
  • เงินฌาปนกิจสงเคราะห์: เงินที่ได้จากการตายของคนอื่น เพื่อนำมาจัดงานศพตามฐานะ ห้ามอายัด

ขั้นตอนการบังคับคดีหลังศาลมีคำพิพากษา

ขั้นตอนที่ 1: ศาลมีคำพิพากษาและออก “คำบังคับ”

  • รายละเอียด: เมื่อศาลตัดสินแล้ว ศาลจะออก “คำบังคับ” เพื่อสั่งให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา (เช่น ให้จ่ายเงินภายใน 15 หรือ 30 วัน)
  • จุดสำคัญ: ต้องมีการส่งคำบังคับให้ลูกหนี้ทราบอย่างเป็นทางการ (ถ้าลูกหนี้อยู่ฟังคำพิพากษา ระยะเวลาจะเริ่มนับทันที)

ขั้นตอนที่ 2: ขอออก “หมายบังคับคดี” (หมายตั้งเจ้าพนักงาน)

  • รายละเอียด: หากพ้นกำหนดเวลาในคำบังคับแล้วลูกหนี้ยังเฉย ทนายต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ “ออกหมายบังคับคดี”
  • ผลลัพธ์: หมายนี้จะเป็นเอกสารที่แต่งตั้งให้ “เจ้าพนักงานบังคับคดี” (กรมบังคับคดี) มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้

ขั้นตอนที่ 3: การสืบทรัพย์ (หน้าที่เจ้าหนี้)

  • รายละเอียด: เจ้าหนี้ต้องไปสืบหาว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรบ้าง (ที่ดิน, บ้าน, เงินฝาก, รถยนต์, หุ้น)
  • จุดสำคัญ: หมายบังคับคดีในขั้นตอนที่ 2 จะถูกนำมาใช้เป็นเอกสารอ้างอิงเพื่อขอคัดถ่ายข้อมูลจากหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น สำนักงานที่ดิน หรือกรมการขนส่งทางบก

ขั้นตอนที่ 4: การตั้งเรื่องยึด หรือ อายัดทรัพย์

  • รายละเอียด: เมื่อเจอทรัพย์แล้ว ทนายจะนำรายละเอียดทรัพย์นั้นไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี
    • ยึด: ใช้กับทรัพย์ที่มีรูปร่าง เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์
    • อายัด: ใช้กับสิทธิเรียกร้อง เช่น เงินในบัญชีธนาคาร, เงินเดือน, เงินปันผล

ขั้นตอนที่ 5: การขายทอดตลาด (กรณีการยึด)

  • รายละเอียด: หากเป็นทรัพย์สินที่ยึดมา (เช่น ที่ดิน) เจ้าพนักงานบังคับคดีจะประกาศขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้
  • กรณีอายัดเงิน: หากอายัดเงินในบัญชีหรือเงินเดือน ธนาคารหรือนายจ้างจะส่งเงินตรงมายังกรมบังคับคดีเพื่อจ่ายให้เจ้าหนี้ (ไม่ต้องขายทอดตลาด)

“ข้อควรระวัง” ลงไปในบทความว่า “การสืบทรัพย์ต้องรีบทำตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากลูกหนี้รู้ตัวและเริ่มโอนทรัพย์สินหนี้ (เช่น โอนที่ดินให้ญาติ) แม้จะฟ้องฐานโกงเจ้าหนี้ได้ แต่กระบวนการจะซับซ้อนและเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกมาก”

ขั้นตอนการยึดและอายัดทรัพย์สิน

เมื่อพบทรัพย์สินแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องนำรายละเอียดไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการ

  • การยึด ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ เพื่อนำออกขายทอดตลาด 
  • การอายัด เป็นการบังคับเอากับสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงินของลูกหนี้  เช่น เงินในบัญชีธนาคาร หรืออายัดเงินเดือน  โดยการสั่งให้บุคคลภายนอกมีให้ชำระหนี้แก่ลูกหนี้แต่ให้ชำระแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแทนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้

โดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องเตรียมข้อมูลเพื่อ ตั้งเรื่องยึด/อายัด” ที่กรมบังคับคดี ดังต่อไปนี้
ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้

  1.  ต้นฉบับโฉนดที่ดิน  สัญญาจำนอง(ถ้ามี) ถ้าเป็นสำเนาต้องเป็นสำเนาที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
  2. สำเนาทะเบียน (ทร. 14/1) บ้านของลูกหนี้  ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมถ้ามีคู่สมรสของลูกหนี้(ถ้ามี)  ทายาทของลูกหนี้ผู้ตาย(ถ้ามี)  ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
  3. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อสกุลของเจ้าหนี้  ลูกหนี้  ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม (ถ้ามี)  
  4. แผนที่การเดินทางไปที่ตั้งทรัพย์ที่ยึด
  5. ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่จะยึด  และแผนผังของทรัพย์ที่จะยึดโดยระบุขนาดกว้างและยาว
  6. ราคาประเมินที่ดินซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
  7. เอกสารอื่นๆ  เช่น  สำเนาคำฟ้อง  สำเนาคำพิพากษา  สำเนาบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม
  8. เขียนคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 2,500 บาท

ยึดห้องชุด ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้

  1.  ต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด  สัญญาจำนอง (ถ้ามี)  ถ้าเป็นสำเนาต้องเป็นสำเนาที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน(ทร.14/1) ของลูกหนี้  ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม  (ถ้ามี)  คู่สมรสของลูกหนี้  (ถ้ามี) ทายาทของลูกหนี้ผู้ตาย (ถ้ามี) ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
  3. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อและสกุลของเจ้าหนี้  ลูกหนี้  ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม (ถ้ามี)
  4. แผนที่การเดินทางไปที่ตั้งทรัพย์ที่ยึด
  5. ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่จะยึด และแผนผังของทรัพย์ที่จะยึดโดยระบุขนาดกว้างและยาว
  6. หนังสือรับรองนิติบุคคลอาคารชุดที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
  7. ราคาประเมินห้องชุดซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด
  8. เอกสารอื่นๆ  เช่น  สำเนาคำฟ้อง  สำเนาคำพิพากษา  สำเนาบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม
  9. เขียนคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 2,500 บาท

อายัดสิทธิเรียกร้อง ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้

  1. หลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้อง หรือสำเนาเอกสารที่มีข้อความระบุถึงความมีอยู่ของเงินนั้น
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน (ทร.14/1) หรือสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของลูกหนี้ และบุคคลภายนอกผู้รับคำสั่งอายัด ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันขออายัด
  3. เขียนคำร้องขออายัดสิทธิเรียกร้องตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 1,500 บาท 

ระยะเวลาในการบังคับคดี

 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274  “ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดไว้ หรือได้ดำเนินการบังคับคดีโดยวิธีอื่นไว้บางส่วนแล้วภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จได้

               ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือน หรือเป็นรายปี หรือกำหนดให้ชำระหนี้อย่างใดในอนาคต ให้นับระยะเวลาสิบปีตามวรรคหนึ่งตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับให้ชำระได้

            ถ้าสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นการให้ชำระเงิน ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง บุคคลซึ่งได้รับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นมีอำนาจบังคับคดีตามความในหมวด 2 การบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน หรือหมวด 3 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง แล้วแต่กรณี โดยการร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ”

วิธีการนับเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 นั้นตะต้องเข้าองค์ประกอบ ดังนี้ 

1.  ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับทั้งหมด หรือบางส่วน

2. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือ จะต้องมีการขอออกคำบังคับ 

3. หลักพิจารณา เรื่อง ระยะเวลาขอบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274

3.1 การขอบังคับคดีที่ต้องกระทำในกำหนดระยะเวลา 10 ปี  นับแต่วันที่มีคำพิพากษาในชั้นที่สุด (ไม่ใช่เริ่มนับวันที่รู้ว่ามีทรัพย์ หรือเจอทรัพย์ ) โดยไม่จำเป็นให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10731/2558 เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคำพิพากษาก่อให้เกิดหนี้ตามคำพิพากษาศาลจะต้องออกคำบังคับตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 272 คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำบังคับในวันมีคำพิพากษาได้ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกคำบังคับ โดยส่งคำบังคับไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี หากหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี จากนั้นต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีและแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม ปัจจุบันคือมาตรา 274) บัญญัติระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติในการร้องขอให้บังคับคดีไว้ โดยหาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 231 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คำพิพากษาผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันสุดท้ายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา คือวันที่ 3 เมษายน 2553 ปรากฏว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้แล้ว จึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ เพราะระยะเวลาสิบปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุด (ฎ.1951/2566 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)

3.2 การขอบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา 10 ปีนับตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 274 วรรค 2 ซึ่งเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือนหรือรายปี หรือกำหนดชำระหนี้อย่างใดในอนาคต กล่าวคือ  กรณีชำระหนี้เป็นงวด (รายเดือน/รายปี) ให้นับ 10 ปี แยกแต่ละงวด ตั้งแต่วันที่งวดนั้นๆ “ถึงกำหนดชำระ” แต่ลูกหนี้ไม่จ่าย

3.3 เวลาในการบังคับคดี ไม่ใช่อายุความ ย่อ ขยายได้  เวลา10 ปี ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 เป็นระยะเวลาตามวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ใช่อายุดังนั้นจึงไม่มีการสะดุดหยุดลง (ฎ.5829/2548)  ไม่มีการสละประโยชน์แห่งอายุความ (ฎ. 5323/2542) และศาลมีอำนาจย่น / ขยายระยะเวลาในการบังคับคดีได้ (ฎ.5091/2552,3077- 3078/2550, 1785/2566) 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5091/2552 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองที่พิพาทของจำเลยเพื่อบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องและให้จำเลยมีชื่อในทะเบียนที่ดินแทน และผู้ร้องฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินคืนผู้ร้อง ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เพื่อรอฟังผลคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลย ซึ่งคู่ความไม่ได้โต้แย้งคำสั่ง คำสั่งของศาลย่อมเป็นที่สุด ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติม เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำขออ้างว่าโจทก์ขอยึดพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่อาจบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้โจทก์บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์เพียงว่าโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทต่อไปเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ ทั้งเป็นการผิดขั้นตอนของการวินิจฉัยที่ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เนื่องจากคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องยังมิได้ผ่านการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีจากศาลชั้นต้นแต่อย่างใด
ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นบังคับชำระหนี้ คำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีโดยมีลำดับก่อนหลังไว้ชัดแจ้งโดยต้องบังคับจำนองก่อน เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โจทก์ก็ย่อมไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้ เพราะเป็นการบังคับคดีเกินกว่าข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม
การร้องขอให้บังคับคดีต้องกระทำภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาได้โดยคู่ความไม่จำเป็นต้องร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23
เมื่อการบังคับทรัพย์จำนองไม่อาจกระทำได้เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์จนศาลมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ไว้ก่อน ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยภายในกำหนดของจำเลยภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ดังนั้น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองภายหลังการยึดทรัพย์จำนองเกิน 10 ปี แล้วขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ และโจทก์ขอบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม ศาลย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะยื่นคำขอหรือไม่ก็ได้

4. ในคำขอฝ่ายเดียวต้องระบุหนี้ตามคำพิพากษาที่ลูกหนี้ยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ และวิธีการขอให้ศาลบังคับคดี (เป็นคำขอฝ่ายเดียวอย่างเคร่งครัด)

5. หากยื่นเรื่องยึด อายัด ไว้แล้ว  แม้จะเป็นวันสุดท้ายของกำหนดเวลา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 แต่กระบวนการขายทอดตลาดไปเสร็จภายใน 10 ปี ก็ยังสามารถ ทำต่อไปจนแล้วเสร็จได้ ไม่ถือว่าขาดอายุความ

สรุปขั้นตอนทางศาลที่เจ้าหนี้ต้องรู้

  1. ศาลมีคำพิพากษา/คำสั่ง  -> ออกคำบังคับ -> ครบกำหนด(ไม่จ่ายทั้งหมด/บางส่วน)  -> ขอออกหมายบังคับคดีทันที
  2. ภายใน 10 ปี เร่งสืบทรัพย์ (ที่ดิน, เงินเดือน, บัญชีธนาคาร) โดยใช้สำเนาหมายบังคับคดี  -> หากเจอทรัพย์ ต้องไป “ตั้งเรื่องยึด/อายัด” ที่กรมบังคับคดีทันที
ช่วยกันแชร์บทความนี้ด้วยนะคะ
Avatar photo
นพภัสสร ทนายอุ่นใจ

ทนายความ ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *