โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
ลำดับทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก

เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกแก่ “ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก”
แต่ในการพิจารณาว่า ใครเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกนั้น มิได้เป็นเรื่องที่ใช้ความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเกณฑ์ หากแต่เป็นเรื่องที่ กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติให้ มีทายาทโดยธรรมมีทั้งหมด 6 ลำดับ และวางหลักการรับมรดกไว้เป็นระบบแน่นอน
อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าทายาททั้ง 6 ลำดับจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกร่วมกันทั้งหมดในคราวเดียวกันเสมอไป การแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายไทยใช้หลักที่เรียกว่า “ญาติสนิทตัดญาติห่าง” กล่าวคือ กฎหมายให้ความสำคัญกับความใกล้ชิดทางสายโลหิตเป็นลำดับแรก หากทายาทในลำดับที่ใกล้ที่สุดยังมีชีวิตอยู่ ทายาทในลำดับถัดไปย่อม ไม่มีสิทธิรับมรดก และในกรณีที่ทายาทอยู่ในลำดับเดียวกัน การแบ่งทรัพย์มรดกต้องเป็นไปอย่าง เท่าเทียมกันทุกคนก่อนเข้าสู่กระบวนการแบ่งทรัพย์มรดก ยังมีประเด็นทางกฎหมายสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับขั้นตอน ได้แก่
ประการแรก ต้องตรวจสอบว่า เจ้ามรดกมีคู่สมรสหรือไม่ ซึ่งหากมี จะต้องดำเนินการ แบ่งสินสมรสออกก่อนตามกฎหมาย เนื่องจากสินสมรสไม่ใช่ทรัพย์มรดกทั้งหมด
ประการที่สอง ต้องพิจารณาว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ เพราะพินัยกรรมมีผลเหนือการรับมรดกโดยธรรม
และประการสุดท้าย ต้องตรวจสอบว่า ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกถูกตัดสิทธิ หรือมีการสละมรดกหรือไม่
เมื่อพิจารณาครบถ้วนตามลำดับดังกล่าวแล้ว ทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่จึงจะถือเป็น ทรัพย์มรดก ที่นำมาแบ่งให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายต่อไป
ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์ มรดกทั้ง 6 ลำดับ

ลำดับที่ 1 : ผู้สืบสันดาน หมายถึง ผู้สืบสันดานตามสายโลหิตโดยตรงของเจ้ามรดก ได้แก่ บุตร หลาน เหลน ลื่อ ไม่จำกัดจำนวนชั้นตราบเท่าที่ยังมีสายสืบทอดต่อเนื่องกันอยู่ของบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และ บุตรนอกสมรสที่บิดาได้ให้การรับรองแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ผู้สืบสันดานของเจ้ามรดกลำดับที่ 1 ยังหมายความรวมถึงบุตรบุญธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/27 ด้วย
ความแตกต่างระหว่างผู้สืบสายโลหิตกับบุตรบุญธรรมในเรื่อง “รับมรดกแทนที่” แม้ว่าบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรนอกสมรสที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม จะถูกจัดอยู่ในฐานะ “ผู้สืบสันดาน” เช่นเดียวกัน แต่กฎหมายได้วางหลักการแตกต่างกันไว้ในเรื่อง การรับมรดกแทนที่ อย่างชัดเจน
ผู้สืบสายโลหิตโดยตรง ซึ่งมีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และ บุตรนอกสมรสที่บิดาได้ให้การรับรองแล้ว จะใช้หลักเดียวกัน ในกรณีที่ผู้สืบสันดานซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดก ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก หลาน เหลน หรือลื่อ ซึ่งเป็นผู้สืบสายโลหิตลำดับถัดไป ย่อมมีสิทธิ รับมรดกแทนที่ บุคคลนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1631 และมาตรา 1639 การรับมรดกแทนที่ในกรณีผู้สืบสายโลหิตสามารถดำเนินต่อไปได้เป็นทอด ๆ จนกว่าสายสืบสันดานจะสิ้นสุดลง
บุตรบุญธรรม ในทางกลับกัน แม้บุตรบุญธรรมจะมีสถานะเป็นผู้สืบสันดาน และมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกโดยตรงเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หาก บุตรบุญธรรมถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก บุตรของบุตรบุญธรรมจะไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ถือว่าหลานของเจ้ามรดกทางบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานของเจ้ามรดกตามสายโลหิต
เงื่อนไขสำคัญของการเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย การที่บุคคลหนึ่งจะมีสถานะเป็นบุตรบุญธรรม และมีสิทธิรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานได้นั้นต้องเป็นการรับบุตรบุญธรรมที่ สมบูรณ์ตามกฎหมาย เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/27 บัญญัติว่า “การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน” กล่าวคือ การเลี้ยงดูเด็กเสมือนบุตร โดย ไม่จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ไม่ก่อให้เกิดสถานะบุตรบุญธรรมในทางกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดก
ลำดับที่ 2 : บิดามารดา หมายถึง บิดาและมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งอธิบายแยกได้ดังนี้
มารดา ถือเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร และเป็นทายาทโดยธรรมโดยสมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564
บิดา ถือเฉพาะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากเป็นบิดาไม่ชอบด้วยกำหมาย ตาม ป.พ.พ.1627 จะไม่ได้สิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทลำดับที่ 2
กรณีบุตรบุญธรรมและผู้รับบุตรบุญธรรม แม้ผู้รับบุตรบุญธรรมจะมีสถานะเป็นบิดาหรือมารดาในทางกฎหมายก็ตาม แต่ กฎหมายมิได้ให้สิทธิผู้รับบุตรบุญธรรมรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรม ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/29 “ การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการณ์รับบุตรบุญธรรมนั้น”
ลำดับที่ 3 : พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หมายถึง พี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกันโดยสายโลหิต กล่าวคือ เป็นพี่น้องที่เกิดจากบิดาและมารดาคนเดียวกันจริง ๆ การพิจารณาว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหรือไม่ ให้พิจารณาจากความสัมพันธ์ทางสายเลือดเป็นหลัก มิได้พิจารณาถึงความชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาแต่อย่างใด หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมลำดับนี้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี พี่น้องที่เกิดจากการรับบุตรบุญธรรมของบิดามารดา มิได้ถือเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตกัน จึง ไม่เข้าข่ายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3
สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 จะมีสิทธิได้รับมรดก ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) และลำดับที่ 2 (บิดามารดา) เท่านั้น
ลำดับที่ 4 : พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน หมายถึง พี่น้องร่วมบิดา หรือ มารดาเดียวกันโดยสายโลหิต
สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 4 จะมีสิทธิได้รับมรดก ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา) ลำดับที่3 (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) เท่านั้น
ลำดับที่ 5 : ปู่ ย่า ตา ยาย หมายถึง ปู่ย่า คือ บิดามารดาของบิดาเจ้ามรดก ส่วนตา ยาย คือ บิดามารดาของมารดาเจ้ามรดก ปู่ ย่า ตา ยาย ที่จะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรานี้ได้ คือผู้บุพการี หรือญาติสืบสายโลหิตโดยตรงของเจ้ามรดกเท่านั้น และต้องเป็นปู่ ที่ชอบด้วยกฎหมายของมีบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ส่วนตาต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเจ้ามรดกตามคำพิพากษาฎีกาที่ 870/2594
สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 5 จะมีสิทธิได้รับมรดก ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา) ลำดับที่ 3 (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 4 (พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน) เท่านั้น
ลำดับที่ 6 : ลุง ป้า น้า อา หมายถึง ญาติสายตรงในชั้นถัดไป ทั้งของทั้งฝั่งบิดาและมารดา เป็นลำดับสุดท้ายที่กฎหมายรับรองเป็นทายาทโดยธรรม
สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 6 จะมีสิทธิได้รับมรดก ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา) ลำดับที่ 3 (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 4 (พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 5 (ปู่ ย่า ตา ยาย) เท่านั้น
สิทธิของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่: ทายาทโดยธรรม “ลำดับพิเศษ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่สมรสที่จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย ถูกกำหนดให้เป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคท้าย ซึ่งมีความพิเศษกว่าทายาทลำดับอื่น คือ “มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับทายาทโดยธรรมทุกลำดับ” ในสัดส่วนการแบ่งมรดกจะพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 ดังนี้
1. รับมรดกร่วมกับ “ลูก” (ทายาทลำดับที่ 1)
- เงื่อนไข: เจ้ามรดกมีผู้สืบสันดาน (บุตร) หรือผู้รับมรดกแทนที่บุตร
- สัดส่วน: คู่สมรสมีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง “เสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร”
- อธิบาย: ถ้านับจำนวนบุตรได้กี่คน ให้บวกคู่สมรสเข้าไปอีก 1 คน แล้วหารแบ่งในสัดส่วนที่เท่ากันทุกคน
2. รับมรดกร่วมกับ “พ่อแม่” หรือ “พี่น้องร่วมบิดามารดา” (ทายาทลำดับที่ 2 หรือ 3)
- เงื่อนไข: มีบิดามารดา (ลำดับ 2) หรือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (ลำดับ 3) ยังมีชีวิตอยู่
- สัดส่วน: คู่สมรสมีสิทธิได้รับมรดก “กึ่งหนึ่ง” (1/2) ของกองมรดกทั้งหมด
- อธิบาย: ทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งครึ่งแรกให้คู่สมรส ส่วนอีกครึ่งที่เหลือจึงนำไปแบ่งในกลุ่มทายาทลำดับที่ 2 หรือ 3
3. รับมรดกร่วมกับ “ทายาทลำดับรอง” (ลำดับที่ 4, 5 หรือ 6)
- เงื่อนไข: ไม่มีทายาทลำดับ 1ถึง3 แต่มีพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา (ลำดับ 4), ปู่ย่าตายาย (ลำดับ 5) หรือ ลุงป้าน้าอา (ลำดับ 6)
- สัดส่วน: คู่สมรสมีสิทธิได้รับมรดก “สองในสามส่วน” (2/3)
- อธิบาย: แบ่งมรดกเป็น 3 ส่วน คู่สมรสรับไป 2 ส่วน และทายาทที่เหลือแบ่งกันเพียง 1 ส่วน
4. กรณีไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับอื่นเลย
- เงื่อนไข: ไม่เหลือทายาทลำดับที่ 1 ถึง 6 เลย
- สัดส่วน: คู่สมรสมีสิทธิได้รับ “มรดกทั้งหมด” แต่เพียงผู้เดียว
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1629 “ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635 “
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 “ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้
(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร
(2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2)แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง
(3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (4) หรือ (6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629 (5) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม
(4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด”



