โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
ฟ้องคดีกู้ยืม

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงสวนทางกับรายได้ การ “กู้ยืมเงิน” จึงกลายเป็นทางออกที่หลายคนเลือกใช้ แต่ปัญหาคือการกู้ยืมเงินกันส่วนมากจะเกิดขึ้นระหว่าง ญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แม้แต่คนคู่รักก็ยังมีโอกาสกู้ยืมเงินกัน และการกู้ยืมเงินกันนั้นส่วนมากจะเป็นการกู้ยืมเงินโดยปากเปล่า ไม่มีหลักฐาน จะฟ้องก็ไม่ได้ จนทำให้เงินไม่ได้คืน และความสัมพันธ์ระหว่างกันก็มีปัญหาอีก
เบื้องต้นในการแนะนำหลีกเลี่ยงในการให้กู้ยืมเงินกัน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต้องผู้ให้กู้ต้องทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินกันให้ชัดเจน หรือมีแชทข้อความการกู้ยืมเงินกัน มีสลิปการโอนเงิน ไว้ด้วย เพื่อเกิดปัญหาลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ จนทำให้มีข้อพิพาทต้องว่าจ้างทนายความฟ้องร้องคดีกันในศาล
หลักฐานการกู้ยืมเงิน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 653 “ การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว”
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ 2544
มาตรา 4 “ในพระราชบัญญัตินี้
“ธุรกรรม” หมายความว่า การกระทําใดๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์หรือ ในการดําเนินงานของรัฐตามที่กําหนดในหมวด 4
“อิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทาง แสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่างๆ เช่นว่านั้น
“ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ธุรกรรมที่กระทําขึ้นโดยใช้วิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
“ข้อความ” หมายความว่า เรื่องราวหรือข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบของตัว อักษร ตัวเลข เสียง ภาพ หรือรูปแบบอื่นใดที่สื่อความหมายได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดย ผ่านวิธีการใดๆ
“ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือ ประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือโทรสาร
“ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่น ใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนํามาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็น เจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคล ดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
“ระบบข้อมูล” หมายความว่า กระบวนการประมวลผลด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สําหรับ สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
“การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การส่งหรือรับข้อความด้วย วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้มาตรฐานที่กําหนดไว้ล่วงหน้า
“ผู้ส่งข้อมูล” หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นผู้ส่งหรือสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก่อนจะมีการ เก็บรักษาข้อมูลเพื่อส่งไปตามวิธีการที่ผู้นั้นกําหนด โดยบุคคลนั้นอาจจะส่งหรือสร้างข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง หรือมีการส่งหรือสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในนามหรือแทนบุคคลนั้นก็ได้ ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นสื่อกลางสําหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
“ผู้รับข้อมูล” หมายความว่า บุคคลซึ่งผู้ส่งข้อมูลประสงค์จะส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้และ ได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นสื่อกลางสําหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
“บุคคลที่เป็นสื่อกลาง” หมายความว่า บุคคลซึ่งกระทําการในนามผู้อื่นในการส่ง รับ หรือ เก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ รวมถึงให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์นั้น
“ใบรับรอง” หมายความว่า ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือการบันทึกอื่นใด ซึ่งยืนยันความ เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของลายมือชื่อกับข้อมูลสําหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
“เจ้าของลายมือชื่อ” หมายความว่า ผู้ซึ่งถือข้อมูลสําหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นในนามตนเองหรือแทนบุคคลอื่น
“คู่กรณีที่เกี่ยวข้อง” หมายความว่า ผู้ซึ่งอาจกระทําการใดๆ โดยขึ้นอยู่กับใบรับรองหรือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่าง อื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดย พระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงนิติบุคคล คณะบุคคล หรือบุคคล ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ดําเนินงานของรัฐไม่ว่าในการใดๆ
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ”
มาตรา 7 “ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใด เพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์”
มาตรา 8 “ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้การใดต้องทํา เป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทําข้อความขึ้นเป็นข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนํากลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความ นั้นได้ทําเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว
ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้ต้องมีการปิดอากรแสตมป์หากได้มีการชําระเงินแทนหรือ ดําเนินการอื่นใดด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานของรัฐซึ่ง เกี่ยวข้องประกาศกําหนด ให้ถือว่าหนังสือ หลักฐานเป็นหนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งมีลักษณะเป็นตรา สารนั้นได้มีการปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าตามกฎหมายนั้นแล้ว ในการนี้ในการกําหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว คณะกรรมการจะกําหนดกรอบและแนวทางเพื่อเป็น มาตรฐานทั่วไปไว้ด้วยก็ได้ ”
มาตรา 9 “ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า
(1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อ รับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน และ
(2) วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้โดยเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่ง ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยคํานึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมหรือข้อตกลงของคู่กรณี
วิธีการที่เชื่อถือได้ตาม (2) ให้คํานึงถึง
ก. ความมั่นคงและรัดกุมของการใช้วิธีการหรืออุปกรณ์ในการระบุตัวบุคคล สภาพพร้อมใช้ งานของทางเลือกในการระบุตัวบุคคล กฎเกณฑ์เกี่ยวกับลายมือชื่อที่กําหนดไว้ในกฎหมายระดับ ความมั่นคงปลอดภัยของการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์การปฏิบัติตามกระบวนการในการระบุตัว บุคคลผู้เป็นสื่อกลาง ระดับของการยอมรับหรือไม่ยอมรับ วิธีการที่ใช้ในการระบุตัวบุคคลในการทํา ธุรกรรม วิธีการระบุตัวบุคคล ณ ช่วงเวลาที่มีการทําธุรกรรมและติดต่อสื่อสาร
ข. ลักษณะ ประเภท หรือขนาดของธุรกรรมที่ทําจํานวนครั้งหรือความสม่ําเสมอในการทํา ธุรกรรม ประเพณีทางการค้าหรือทางปฏิบัติความสําคัญ มูลค่าของธุรกรรมที่ทํา หรือ
ค. ความรัดกุมของระบบการติดต่อสื่อสาร
ให้นําความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับการประทับตราของนิติบุคคลด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ด้วยโดยอนุโลม”
1. การฟ้องคดี ต้องมีหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
การฟ้องร้องเรียกเงินคืนในกรณีผิดสัญญากู้ยืมเงินนั้น “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ” คือหัวใจสำคัญที่สุด การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653
หลักฐานการกู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องมีแบบไว้ ขอเพียงให้มีรายละเอียดสำคัญครบถ้วนดังนี้
- ข้อมูลคู่สัญญา: ระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้กู้และใครเป็นผู้ให้กู้
- จำนวนเงิน: ยอดเงินที่กู้ยืมกันจริง (ควรระบุทั้งตัวเลขและตัวอักษร)
- เงื่อนไขการชำระคืน: กำหนดวันที่ต้องคืนเงิน หรือตกลงแบ่งจ่ายเป็นงวดอย่างไร
- ดอกเบี้ย (ถ้ามี): ระบุอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน (ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีตามกฎหมาย)
- ลายมือชื่อ: สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ลายมือชื่อผู้กู้” เพื่อเป็นการยืนยันความรับผิดชอบในหนี้นั้น
หากสัญญามีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ก็ถือเป็นหลักฐานที่ใช้ยันต่อศาลได้ทันที แม้จะเป็นกระดาษที่เขียนขึ้นเองด้วยลายมือก็ตาม
2.ไม่หลักฐานการกู้เป็นหนังสือ จะยื่นฟ้องร้องได้ไหม?
หลายคนอาจกังวลว่า เมื่อเพื่อนหรือคนรู้จักมายืมเงินผ่านโซเชียลมีเดียแล้วไม่ได้ทำหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจะฟ้องร้องไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง “หลักฐานดิจิทัล” มีน้ำหนักตามกฎหมายเทียบเท่าหนังสือสัญญา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ
เจ้าหนี้สามารถใช้ประวัติการสนทนา ไม่ว่าจะเป็นจาก LINE, Messenger หรืออีเมล มาใช้ยื่นฟ้องต่อศาลได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือหลักฐานนั้นต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ดังนี้
- ตัวตนของผู้กู้: ข้อความต้องระบุได้ชัดเจนว่าใครเป็นคนขอกู้ (ชื่อบัญชีผู้ใช้ที่ยืนยันตัวตนได้)
- เจตนาการกู้ยืม: มีข้อความขอยืมเงินและตกลงจะคืนเงินอย่างชัดแจ้ง
- จำนวนเงิน: ระบุยอดเงินที่ขอกู้ยืม
- หลักฐานการส่งมอบเงิน: “สลิปการโอนเงิน” (Slip) คือหลักฐานสำคัญที่สุดที่ยืนยันว่าการกู้ยืมสมบูรณ์แล้ว
- วันกำหนดชำระ: หากมีระบุไว้จะช่วยให้การนับอายุความและการผิดนัดชัดเจนยิ่งขึ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560
จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 595,500 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมครบถ้วนแล้ว หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่ชำระต้นเงิน คงชำระดอกเบี้ย 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 6,550 บาท การที่โจทก์ส่งข้อความทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยมีใจความว่า เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7 ถึง มาตรา 9 มาใช้บังคับด้วย แม้ข้อความนี้จะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ก็ตาม แต่การส่งข้อความทางเฟสบุ๊คจะปรากฏชื่อผู้ส่งด้วยและโจทก์ก็ยอมรับว่าได้ส่งข้อความถึงจำเลยจริง ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2556
การที่จำเลยนำบัตรกดเงินสดควิกแคชไปถอนเงินและใส่รหัสส่วนตัวเปรียบได้กับการลงลายมือชื่อตนเอง ทำรายการเบิกถอนเงินตามที่จำเลยประสงค์ และกดยืนยันทำรายการพร้อมรับเงินสดและสลิป การกระทำดังกล่าวถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7,8 และมาตรา 9 ประกอบกับคดีนี้จำเลยมีการขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเงินสดควิกแคชที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มีเอกสารซึ่งมีข้อความชัดว่าจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ขอขยายเวลาชำระหนี้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อมาแสดง จึงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมอีกโสดหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
หนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ในการนำคดีขึ้นสู้ศาลนั้น ไม่ใช่ทุกเรื่องจะเป็นข้อพิพาทที่สามารถนำไปขึ้นสู่ศาลได้ทั้งหมด หากการกระทำนั้นขัดต่อหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด นิติกรรมนั้นอาจตกเป็น “โมฆะ” หรือ “โมฆียะ” ซึ่งส่งผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น หนี้ค้ายาเสพติด หนี้การพนัน เป็นต้น เป็นหนี้ที่ไม่สามารถเรียกร้องกันได้ตามกฎหมาย ถือเป็นโมฆะ คือเรียกร้องกันไม่ได้ เนื่องจากเป็นหนี้ที่ขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน นั้นจึงเป็นความเข้าใจผิดของหลายคน ที่คิดว่า หนี้ที่มีการตกลงกันแล้ว ย่อมเป็นหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายทั้งหมด หากแต่ความเป็นจริง ไม่ใช่นิติกรรมทุกกรณีจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
นิติสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ฝ่าย หรือมากกว่านี้ เกิดจากการตั้งใจทำ “นิติกรรม” เพื่อให้มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เช่น การทำสัญญากู้ยืม การซื้อขาย การเช่า หรือการค้ำประกัน นิติกรรมจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
- ต้องเป็นการกระทำของบุคคล
- ต้องกระทำโดยสมัครใจ ไม่ถูกข่มขู่หรือหลอกลวง
- ต้องชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี
- ต้องมุ่งให้เกิดผลทางกฎหมาย เช่น ก่อให้เกิดหนี้ สิทธิ หรือหน้าที่
หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง นิติกรรมอาจตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 “นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ”
นิติกรรมที่เป็น “โมฆะ” หมายถึง นิติกรรมที่กฎหมายถือว่าไม่มีผลตั้งแต่ต้น เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ระหว่างคู่กรณี และไม่สามารถนำไปอ้างหรือบังคับได้
1. นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามหรือขัดศีลธรรม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ ตัวอย่าง หนี้การพนัน หนี้ที่เกิดจากการฉ้อโกง หนี้หวยใต้ดิน หนี้จากยาเสพติด หนี้ที่เกิดจากการกระทำอาญา ดอกเบี้ยเกินกฎหมาย หนี้นอกระบบ สัญญาที่สนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย นิติกรรมเหล่านี้ ไม่ถือเป็นหนี้ตามกฎหมาย และไม่สามารถฟ้องร้องหรือทวงถามได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
2. นิติกรรมที่ไม่ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 152
การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ เช่น สัญญาที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ แต่กลับตกลงกันด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียน แต่เป็นการทำสัญญากันระหว่างคู่สัญญเท่านั้น กฎหมายกำหนดต้องมีพยาน แต่สัญญาไม่มีพยาน ผลทางกฎหมายของนิติกรรมโมฆะ หมายความว่าไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น และไม่มีสิทธิฟ้องหรือทวงหนี้ คู่กรณีอ้างสิทธิจากนิติกรรมนั้นไม่ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 152 “การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ”
นิติกรรมที่เป็น “โมฆียะ” หมายถึง นิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ในเบื้องต้น แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิบอกล้างได้ หากมีการบอกล้าง นิติกรรมจะสิ้นผลย้อนหลังไปถึงวันทำสัญญา
กรณีที่เป็นโมฆียะตามกฎหมาย เช่น ผู้เยาว์ทำสัญญาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือบุคคลไร้ความสามารถทำนิติกรรมด้วยตนเอง จะทำให้ ผลทางกฎหมายของนิติกรรมโมฆียะ กล่าวคือ นิติกรรมจะมีผลผูกพันอยู่ก่อน หากผู้มีสิทธิบอกล้าง จะทำให้นิติกรรมนั้นสิ้นผลได้ นั้นก็หมายความว่า หากไม่มีการบอกล้าง นิติกรรมยังคงมีผลใช้บังคับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 153 “การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ”
ดังนั้น หนี้ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ซึ่งจะสามารถใช้กลไกการทวงถามหนี้ได้นั้น จะต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 149 และหากเป็นหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทางกฎหมายเป็นโมฆะหรือโมฆียะตามกฎหมาย เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิทวงถามหนี้ได้ หากมีการคุกคามหรือใช้ความรุนแรง แม้หนี้นั้นจะ ไม่ใช่หนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย แต่เจ้าหนี้ยังคงต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่การรับผิดนั้นจะเป็นการรับผิดตามกฎหมายอื่นแทน
อายุความในการฟ้องคดี
ในการกู้ยืมเงิน หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ดี สิทธิดังกล่าว มิได้มีอยู่ตลอดไป แต่ถูกจำกัดด้วยเรื่อง “อายุความฟ้องหนี้เงินกู้” ตามที่กฎหมายกำหนด
อายุความในการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีหลัก คือ
- อายุความ 5 ปี และ
- อายุความ 10 ปี
1.กรณีกำหนดชำระเป็นงวด (อายุความ 5 ปี)
กรณี หนี้เงินกู้ที่ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายปี หรือกำหนดชำระเป็นงวดตามสัญญา ถือเป็น อายุความหนี้ผ่อน ตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นงวดอย่างชัดเจน
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 “สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี
(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ”
ในการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เจ้าหนี้มักเข้าใจคลาดเคลื่อน คือเรื่อง “อายุความหนี้เงินกู้” หลายคนเข้าใจว่า หนี้เงินกู้ทุกกรณีมีอายุความ 10 ปีเสมอ แต่ในทางกฎหมาย ความเข้าใจเช่นนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด แท้จริงแล้ว การพิจารณาอายุความ มิได้ดูเพียงชื่อของสัญญาว่าเป็น “สัญญากู้เงิน” เท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาไปถึง ลักษณะการชำระหนี้ที่คู่สัญญาเลือกผูกพันกันจริงว่าเป็นการชำระหนี้ก้อนเดียว หรือเป็นการผ่อนชำระเป็นงวด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12442/2553
แม้มีข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินกู้คืนทุกเดือนตามคำสั่งหรือกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เดือนละ 148,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และงวดต่อๆ ไปทุกวันที่ 23 ของเดือน จนกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้มีการชำระครบถ้วนแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อผู้ให้กู้เดิมและจำเลยที่ 1 เลือกผูกพันตามข้อตกลงในการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนโดยวิธีชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกเดือนรวมระยะเวลา 5 ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กู้เดิมหรือโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องกับจำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามข้อตกลงที่คู่สัญญาเลือกปฏิบัติผูกนิติสัมพันธ์กันนั้น เมื่อข้อตกลงชำระหนี้เงินกู้คืนที่ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันนั้นเป็นการชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2551
สัญญากู้ยืมเงินมีข้อตกลงว่า จำเลยสัญญาว่าจะใช้เงินต้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นเดือน เดือนละ 5,000 บาท ดังนี้ การฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจึงถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินเพื่อผ่อนต้นทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีกำหนดอายุความไว้ห้าปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) (มาตรา 166 เดิม) มิใช่กรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้อันต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30
2.กรณีไม่ได้กำหนดชำระเป็นงวด (อายุความ 10 ปี)
ในกรณีที่ สัญญากู้ยืมเงินไม่ได้กำหนดรายละเอียดการชำระหนี้เป็นงวด ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายปี หรือไม่มีการระบุวันครบกำหนดชำระหนี้ไว้โดยชัดแจ้ง หนี้ดังกล่าวถือเป็น หนี้เงินกู้ที่ไม่มีการแบ่งงวดชำระ
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8172/2551
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น
สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3441/2565
จำเลยให้การว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อประเภทบัตรกดเงินสดจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างจากจำเลย รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปเป็นกรณีที่จำเลยให้การว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) หรือไม่ เท่านั้น แม้จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองว่า หนี้ส่วนนี้ขาดอายุความ 5 ปี ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นขึ้นเพราะเป็นเรื่องนอกคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ฎีกาในเรื่องนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
ส่วนที่จำเลยให้การในตอนท้ายต่อมาว่า นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแต่ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น คำให้การในส่วนนี้ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่าขาดอายุความเรื่องใด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ 5 ปี ได้ความว่า สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ เป็นกรณีที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อเป็นวงเงินกู้ประเภทหมุนเวียนแบบมีกำหนดการชำระคืนขั้นต่ำและหรือแบบมีการกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งการเบิกรับเงินกู้สามารถเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติโดยใช้บัตรกดเงินสดที่ธนาคารออกให้หรือให้ธนาคารนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือวิธีการอื่น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้นับแต่วันที่ขอเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง รูปคดีจึงเป็นสัญญาบริการสินเชื่อหาใช่เป็นเรื่องผู้ประกอบธุรกิจรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยภายหลัง สิทธิเรียกร้องเช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มิใช่ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) ฟ้องโจทก์สำหรับหนี้สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ จึงไม่ขาดอายุความ
ทั้งนี้ แม้ระยะเวลาอายุความจะต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่ทั้งสองกรณีมี หลักการเดียวกัน คือการนับอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย เช่น
- วันที่มีการกู้ยืมเงินและถึงกำหนดชำระ
- วันที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้
- หรือวันที่เจ้าหนี้มีการทวงถามแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด
หากเจ้าหนี้ ไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอายุความ 5 ปี หรือ 10 ปี ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิ ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นอ้างต่อศาลได้ ส่งผลให้ศาลไม่อาจบังคับคดีให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้ แม้หนี้เงินกู้นั้นจะยังมีอยู่จริงในทางข้อเท็จจริงก็ตาม
เขตอำนาจศาล
ก่อนยื่นฟ้องคดีหนี้เงินกู้ เจ้าหนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า จะต้องยื่นฟ้องต่อศาลใดจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากหากยื่นฟ้องต่อศาลที่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดี อาจทำให้ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง หรือจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
หลักเกณฑ์เรื่องเขตอำนาจศาล บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4
“ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น
(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ”
ดังนั้น ในคดีหนี้เงินกู้ เจ้าหนี้สามารถเลือกยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ 2 แห่ง คือ
- ศาลในท้องที่ ภูมิลำเนาของจำเลย
- ศาลในท้องที่ มูลคดีเกิดขึ้น
การตรวจสอบเขตอำนาจศาลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การฟ้องคดีเป็นไปอย่างถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ลดความเสี่ยงที่คดีจะสะดุดในชั้นต้น และช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในระยะยาว
เพื่อให้เข้าใจเรื่องเขตอำนาจศาลมาก อยากให้ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 1824/2567 ประกอบปัญหาเรื่อง เขตอำนาจศาล เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนการยื่นฟ้องคดีแพ่ง โดยเฉพาะคดีที่คู่ความอยู่คนละท้องที่ หรือมีการทำสัญญาผ่านโทรศัพท์หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งศาลได้วินิจฉัยความหมายของคำว่า “มูลคดีเกิดขึ้น” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ว่า หมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง มิได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่ภูมิลำเนาของจำเลยเท่านั้น
ศาลฎีกาวางหลักว่า ในกรณีสัญญาซื้อขายที่ทำผ่านโทรศัพท์ สถานที่ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายใช้ในการเจรจาและตกลงทำสัญญา ต่างถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ร่วมกัน โจทก์จึงมีสิทธิเลือกยื่นฟ้องต่อศาลในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ แม้จำเลยจะไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่นั้นก็ตาม
คำพิพากษาฎีกาที่ 1824/2567
ในการเสนอคำฟ้องนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า “คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่” คำว่า “มูลคดี” หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง มูลคดีของเรื่องนี้เป็นเรื่องสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 356 บัญญัติให้ถือว่าเป็นคำเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าด้วยเช่นกันนั้น คงมีผลแต่เพียงว่า การที่บุคคลคนหนึ่งทำคำเสนอไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ดังกล่าว หากมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองไว้ เสนอ ณ ที่ใดเวลาใดก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้นเท่านั้น มิได้บัญญัติไปถึงกับให้ถือว่าขณะนั้นทั้งผู้เสนอและผู้สนองอยู่ในสถานที่เดียวกันด้วย ข้อเท็จจริงยังคงต้องฟังว่า ขณะมีการเจรจาตกลงทำสัญญาซื้อขายรายนี้ จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 เจรจาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนโจทก์เจรจาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้น ทั้งจังหวัดสมุทรปราการที่โจทก์อยู่และจังหวัดกาญจนบุรีที่จำเลยที่ 2 อยู่ จึงต่างเป็นสถานที่ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายรายนี้ร่วมกัน โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลได้ การที่จำเลยที่ 2 ผู้เสนอได้รับคำสนองรับจากโจทก์นั้นเป็นแต่เพียงข้อพิจารณาว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วหรือไม่เท่านั้น มิได้ทำให้สถานที่ที่จำเลยที่ 2 อยู่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดเพียงแห่งเดียวแต่อย่างใด
ความคุ้มค่าในการฟ้องคดีและการบังคับคดี
ฟ้องคดีหนี้เงินกู้ ควรฟ้องหรือไม่ หากลูกหนี้ยังไม่มีทรัพย์สิน หากพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ เจ้าหนี้ย่อมหวังให้ได้รับเงินคืนตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี ก่อนตัดสินใจฟ้องคดี เจ้าหนี้ควรพิจารณาถึง ความคุ้มค่าในการดำเนินคดีและความเป็นไปได้ในการบังคับคดี ควบคู่กันไป
โดยทั่วไป เจ้าหนี้ควรตรวจสอบว่า ความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอให้บังคับคดีได้หรือไม่ หากวันหนึ่งลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระหนี้คืนได้ เช่น ทรัพย์สินที่สามารถยึดได้ เงินเดือน รายได้ประจำ หรือสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินดังกล่าว เจ้าหนี้ต้องพิจารณาถึงศักยภาพ ในตัวลูกหนี้ ว่ามีความสามารถในการหารายได้ เพื่อชำระหนี้คืนอีกประการด้วย
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ การที่ลูกหนี้ ยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ในขณะฟ้องคดี มิได้หมายความว่าการฟ้องคดีจะไร้ประโยชน์เสมอไป เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้เป็นเรื่องที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าลูกหนี้จะมีทรัพย์สินหรือรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อใด
การฟ้องคดีในช่วงที่สิทธิเรียกร้องยังไม่ขาดอายุความ จึงเป็นการ รักษาสิทธิของเจ้าหนี้ไว้ตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถนำคำพิพากษาไปใช้บังคับคดีได้ทันทีในอนาคต เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอ
ในทางกลับกัน หากเจ้าหนี้เลือกที่จะไม่ฟ้องคดี และปล่อยให้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความไป ต่อให้ในภายหลังลูกหนี้จะมีทรัพย์สินหรือมีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น เจ้าหนี้ก็ไม่อาจใช้สิทธิทางศาลบังคับให้ชำระหนี้ได้อีก หากลูกหนี้ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดี
ดังนั้น การประเมินความคุ้มค่าในการฟ้องคดี มิได้พิจารณาเพียงสภาพทรัพย์สินของลูกหนี้ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึง การรักษาสิทธิทางกฎหมายในระยะยาว และความเสี่ยงจากการขาดอายุความควบคู่กันไปด้วย



