โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
ร้องตั้งผู้จัดการมรดก

การร้องตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ย่อมเกิดจากการตายของเจ้ามรดก และเจ้ามรดกมีทรัพย์สินที่ทายาทไม่สามารถแบ่งบันให้กับบรรดาทายาทได้ เพราะเหตุเกิดจากการที่ทายาทไปติดต่อเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานแล้วบุคคลเหล่านั้นแนะนำให้ทายาทมาร้องต่อศาลให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกเสียก่อน
การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก ยอมตกทอดแก่ทายาท มรดกจะเกิดขึ้นได้ยอมเกิดจากการตายของเจ้ามรดก ไม่ว่าจะเป็นการตายโดยธรรมชาติหรือผลของกฎหมายที่บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญตาม ป.พ.พ.มาตรา 62 เมื่อบุคคลถึงแก่กรรม ทรัพย์สิน สิทธิ และภาระผูกพันต่าง ๆ เช่น ที่ดิน เงินฝาก หุ้น หนี้ หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าอื่น ๆ จะตกทอดแก่ทายาทโดยชอบธรรมตามกฎหมาย หรือผู้รับพินัยกรรมที่เจ้ามรดกได้กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม ทายาทไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือจัดการทรัพย์มรดกเหล่านั้นได้ทันที ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้ง “ผู้จัดการมรดก” ก่อนเสมอ แม้จะมีพินัยกรรมหรือไม่มีพินัยกรรมก็ตาม
ร้องตั้งผู้จัดการมรดก คืออะไร ใครบ้างที่มีสิทธิยื่นคำร้อง
การร้องตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188 “ ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้
(1) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล
(4) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท แต่ในคดีที่ยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คำอนุญาตที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ปฏิเสธเสียหรือให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถอนคืนคำอนุญาตอันได้ให้ไว้แก่ผู้ไร้ความสามารถนั้น ให้ถือว่าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท แม้ถึงว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ไร้ความสามารถนั้นจะได้มาศาล และแสดงข้อคัดค้านในการให้คำอนุญาตหรือถอนคืนคำอนุญาตเช่นว่านั้น”
บุคคลผู้มีสิทธิขอยื่นตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 “ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์
(2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก
(3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ
การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร”
การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อจัดการทรัพย์มรดกนั้น จะต้องพิจารณา บุคคลดังต่อไปนี้
1.ถ้ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมของเจ้ามรดกผู้ตายไว้แล้ว ก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้น
2. หากไม่มีพินัยกรรม บุคคลตาม ป.พ.พ.มาตรา 1713 จึงสามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ ดังนี้
2.1 ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก คือจะต้องเป็นทายาทโดยธรรมที่อยู่ในลำดับที่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก และไม่เสียสิทธิในการรับมรดก เช่น ไม่เคยถูกจำกัดมิให้รับทรัพย์มรดก ไม่ถูกตัดไม่ให้รับทรัพย์มรดก หรือมิได้สละมรดก
ทายาทโดยธรรม (ป.พ.พ. มาตรา 1629) ตามลำดับดังนี้
1. ผู้สืบสันดาน (บุตรหลาน)
2. บิดา มารดา
3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
5. ปู่ ย่า ตา ยาย
6. ลุง ป้า น้า อา
กรณีพิเศษ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตถือเป็นทายาทชั้นบุตร (ป.พ.พ. มาตรา1635)
หมายเหตุ ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่ หรือมีการรับมรดกแทนที่ หรือสืบมรดกแล้วแต่กรณี ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 ถึง 6 ไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก (ฏ. 1479/2553)
2.2 ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม แม้ไม่ใช่ญาติหรือคู่สมรสก็ตามและจะเป็นนิติบุคคลก็ได้ ข้อแม้คือพินัยกรรมนั้นจะต้องสมบูรณ์ จึงจะถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
เหตุผลทางกฎหมายคือ ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมเป็นผู้ที่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์มรดกเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย สิทธิในทรัพย์นั้นยังไม่เกิดผลสมบูรณ์ จนกว่าจะมีการจัดการกองมรดก ดังนั้น ผู้รับทรัพย์ย่อมมีส่วนได้เสียโดยตรงต่อการจัดการมรดก
เมื่อผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม จึงสามารถยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713
2.3 ผู้มีส่วนได้เสียหมายถึงบุคคลที่ไม่ใช่ทายาทของผู้ตายแต่มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายตัวอย่างจะเป็นเรื่องของกรณีคู่สมรสไม่ได้จดทะเบียน
คู่สมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมแต่อาจมีสิทธิ์ได้ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกถ้าปรากฏว่าในระหว่างอยู่กินร่วมกันและทำมาหาได้ร่วมกันหรือมีชื่อในทรัพย์สินร่วมกันจนแบ่งแยกออกจากกันไม่ได้ (ฎ.1239/2554,3785-3787/2552)
2.4 อัยการมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้เอง แต่ไม่ได้หมายความว่าเอกชนจะไป “ขอให้อัยการช่วยยื่นแทน” ได้ทุกกรณี จากบทบัญญัตินี้ หลายคนเข้าใจว่า “หากทายาทไม่สะดวก ก็สามารถขอให้อัยการยื่นคำร้องแทนได้” แต่ในทางกฎหมาย ความหมายที่แท้จริงไม่เป็นเช่นนั้น
หลักกฎหมายที่ถูกต้องคือ อัยการมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ “ในฐานะของอัยการเอง” ไม่ใช่การยื่นคำร้องแทนทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียตามคำขอส่วนตัว
กรณีใดที่อัยการจะยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ต่อเมื่อเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อคุ้มครองกองมรดก เช่น ไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏตัว กองมรดกถูกทอดทิ้งไม่มีผู้จัดการ ทรัพย์มรดกอาจสูญหาย เสียหาย หรือถูกยักยอก หรือมีเหตุที่ต้องให้รัฐเข้าคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และในกรณีดังกล่าว อัยการเป็นผู้พิจารณาดุลพินิจเอง ว่าจะยื่นคำร้องหรือไม่
ไม่ใช่ว่าทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถบังคับหรือร้องขอให้อัยการยื่นคำร้องแทนตนได้โดยอัตโนมัติ
ทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก จะต้องไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 “บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้
(1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
(2) บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
(3) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย ”
ขั้นตอนการร้องตั้งผู้จัดการมรดก ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง
เมื่อทายาทตกลงกันได้แล้วว่ามีความจำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดก (ตามเหตุขัดข้องในมาตรา 1713) ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมเอกสารและดำเนินกระบวนการทางศาล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. เอกสารที่ต้องเตรียม (สำคัญมาก)
การยื่นคำร้องต่อศาลต้องใช้เอกสารยืนยันความสัมพันธ์และสิทธิในทรัพย์มรดก โดยหลักๆ ประกอบด้วย:
1. เอกสารเกี่ยวกับผู้ตาย (เจ้ามรดก)
- ใบมรณบัตร (ฉบับจริงหรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง)
- ทะเบียนบ้านของผู้ตาย (ฉบับที่มีการจำหน่ายว่า “ตาย”)
- ใบสำคัญการสมรสหรือใบสำคัญการหย่า (ถ้ามี)
2. เอกสารเกี่ยวกับผู้จะเป็นผู้จัดการมรดกและทายาท
- สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก
- บัญชีเครือญาติ (แผนผังแสดงความสัมพันธ์ของทายาททุกคน)
- สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน
- หนังสือยินยอมจากทายาท (ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก)
- ใบมรณบัตรของทายาทที่เสียชีวิตไปก่อนหน้า (ถ้ามี)
3. เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
- สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดิน, คู่มือจดทะเบียนรถยนต์, สมุดบัญชีธนาคาร, ใบหุ้น เป็นต้น (เพื่อยืนยันว่ามีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการจริง)
2. ขั้นตอนการดำเนินงานทางศาล
- ยื่นคำร้อง: ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลชั้นต้นที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ขณะถึงแก่ความตาย
- การประกาศโฆษณา: ศาลจะสั่งให้มีการประกาศโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือปิดประกาศที่ศาล เพื่อให้โอกาสทายาทคนอื่นที่อาจไม่ทราบเรื่องมาคัดค้าน (ปกติใช้เวลาประมาณ 15-30 วัน)
- วันนัดไต่สวน: ศาลจะนัดไต่สวนคำร้อง โดยผู้ร้อง (และทายาทบางส่วน) ต้องไปให้ถ้อยคำต่อศาลเพื่อยืนยันความเป็นทายาทและความเหมาะสมของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก
- ศาลมีคำสั่ง: หากไม่มีการคัดค้านและศาลเห็นว่าผู้ร้องมีคุณสมบัติเหมาะสม ศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก
- ขอคัดคำสั่งศาล: เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง (และไม่มีการอุทธรณ์) ผู้จัดการมรดกสามารถขอคัดสำเนาคำสั่งศาลพร้อม “ใบสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด” เพื่อนำไปใช้แสดงอำนาจต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือธนาคารได้
ร้องตั้งผู้จัดการมรดก ใช้เวลานานไหม ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่
- ระยะเวลาดำเนินกระบวนการในศาล นับแต่มีการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเข้าไป เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว จะกำหนดวัน ไต่สวนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก โดยเฉลี่ยจะประมาณ 45 ถึง 60 วัน ซึ่งปัจจุบันการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก สามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกผ่านระบบ e-Filing ศาล และสามารถยื่นคำร้องขอไต่สวนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ผ่านการประชุมทางจอภาพ Video Conference โดยใช้ระบบ Zoom, Google Meet หรือ Line Meeting ได้
- การคิดค่าฤชาธรรมเนียม(ค่าขึ้นศาล) ในกรณีร้องตั้งขอผู้จัดการมรดก เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เรื่องละ 200 บาท ค่ารับรองเอกสารฉบับละ 50 บาท และค่าใบสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด ฉบับละ 50 บาท
ไม่ร้องตั้งผู้จัดการมรดก ได้หรือไม่ มีผลเสียอย่างไร
การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก หากทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกไม่เหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก(ผู้ตาย) เนื่องจากเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์สินที่ต้องจัดการ ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกก็ไม่จำเป็นต้องร้องตั้งผู้จัดการมรดก
แต่ถ้าทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก มีเหตุขัดข้องไม่สามารถจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก (ผู้ตาย) เช่น เจ้าพนักงานของกรมที่ดินไม่เปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินให้ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่อนุญาตให้ถอนเงินในบัญชี ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก จึงมีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องขอต่อศาล ให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน ผู้จัดการมรดกจึงจะเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกต่อไป ตาม(ป.พ.พ. มาตรา1713 (1))
เขตอำนาจศาล
การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ถือ เป็นคดีไม่ทุนทรัพย์ การยื่นคำร้องขอ จึงต้องยื่นที่ศาลจังหวัดเท่าน้้น เพราะศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาอรรถคดีในเขตอำนาจของตนได้ทั้งหมด ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 18
คดีไม่มีข้อพิพาทโดยทั่วไปแล้วการยื่นคำร้องขอต่อศาล สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลมีอำนาจได้ 2 ศาล คือ
1. ศาลที่มูลคดีเกิด
2. ศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ตาม(ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(2)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2) “ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น
(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล”
ข้อยกเว้น เขตอำนาจศาล ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น” การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก จึงต้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ตามภูมิเลาเนาของเจ้ามรดกขณะถึงแก่ความตาย ตามบทบัญญัติเป็นการเฉพาะ ตามป.วิแพ่งมาตรา 4จัตวา
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา “ คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย
ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล”
กรณีที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาหลายแห่งสามารถเลือกแห่งใดแห่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายก็ได้ เพื่อสะดวกในการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 และฎ.5912/2539
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 37 “ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5912/2539
แม้ผู้ตายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่จังหวัดพิจิตรและผู้ตายถึงแก่ความตายที่จังหวัดพิจิตรแต่ผู้ตายก็ได้อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ร้องจนมีบุตรด้วยกันถึง4คนที่จังหวัดสมุทรปราการรวมทั้งผู้ตายได้ซื้อที่ดินไว้ที่จังหวัดสมุทรปราการแสดงว่าผู้ตายมีบ้านที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นสถานที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญอีกแห่งหนึ่งด้วยบ้านที่จังหวัดสมุทรปราการจึงเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา37ดังนั้นผู้ร้องจึงมีสิทธิเสนอคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4 จัตวา
อายุความ/กำหนดการยื่นคำร้อง
การจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก มีปัญหาหนึ่งที่ทายาทมักสงสัยคือ “ต้องใช้สิทธิในการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกภายในกำหนดกี่ปีนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลไว้ เพราะ
1. การยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก “ไม่มีอายุความ” เพราะว่าไม่ใช้เรื่องของการต้องใช้สิทธิเรียกร้อง เหมือนคดีหนี้สินหรือคดีฟ้องแบ่งมรดก จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของอายุความ ตราบใดที่ยังมีทรัพย์มรดกเหลืออยู่ หรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องดำเนินการทางทะเบียน เช่น การโอนที่ดิน, การปิดบัญชีธนาคาร ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป 10 ปี หรือ 20 ปีก็ตาม
2. ต้องยื่นคำร้อง “ก่อนการแบ่งมรดกจะเสร็จสิ้น” การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกจะทำได้ก็ต่อเมื่อ “ยังมีทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้จัดการหรือแบ่งปัน” เท่านั้น
หน้าที่ของผู้จัดการมรดก
หน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคือการสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตาย เพื่อนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทอย่างเป็นธรรมตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม โดยมีภารกิจสำคัญดังนี้
- รวบรวมทรัพย์มรดก: ออกไปตรวจสอบว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอะไรบ้าง (เช่น ที่ดิน, เงินในธนาคาร, หุ้น, รถยนต์) และนำมารวบรวมไว้เพื่อเตรียมการแบ่ง
- ชำระหนี้สินและค่าธรรมเนียม: หากผู้ตายมีหนี้สิน ผู้จัดการมรดกต้องนำทรัพย์มรดกมาชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน รวมถึงชำระค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าภาษีมรดก หรือค่าทำศพ
- จัดทำบัญชีเครือญาติและทรัพย์มรดก: ทำรายการทรัพย์สินและรายชื่อทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาท
- แบ่งปันทรัพย์มรดก: เมื่อชำระหนี้สินเรียบร้อยแล้ว จึงนำทรัพย์มรดกที่เหลือไปแบ่งให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน
- ดำเนินการทางทะเบียน: เป็นตัวแทนในการไปติดต่อหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานที่ดินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ หรือธนาคารเพื่อเบิกถอนเงิน
เมื่อผู้จัดการมรดกบกพร่อง ผลทางกฎหมายและสิทธิที่ทายาทควรรู้
เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิจัดการทรัพย์สินตามอำเภอใจได้ ผู้จัดการมรดกมีเพียง “หน้าที่” และ “ความรับผิดชอบ” ที่ต้องจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคน หากผู้จัดการมรดกเพิกเฉย ไม่โปร่งใส หรือทุจริต ทายาทสามารถถอน หรือเรียกให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกให้ถูกต้อง หรือดำเนินคดีอาญากับผู้จัดการมรดกได้ ดังนี้
1. การถอนผู้จัดการมรดก (กรณีการจัดการยังไม่เสร็จสิ้น)
หากในระหว่างที่ดำเนินการอยู่นั้น ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำหน้าที่ ไม่ทำบัญชีทรัพย์สิน หรือมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต เช่น ปิดบังทรัพย์มรดก, ไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์สินตามกำหนด, หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกองมรดก ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่ต้องรอให้การแบ่งมรดกจบลง สามารถยื่นคำร้องต่อศาล (ศาลเดิมที่มีคำสั่งตั้ง) เพื่อขอให้ “ถอนผู้จัดการมรดก” คนเดิม และขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่แทนได้ทันที ตามป.พ.พ. มาตรา 1727
2. การฟ้องคดีแพ่ง (กรณีจัดการไม่ถูกต้องหรือฝ่าฝืนกฎหมาย)
กรณีที่ผู้จัดการมรดก จัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทเสร็จสินแล้ว แต่ผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เช่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ,1722,1723 ,1724 วรรคสอง ทายาทมีสิทธิยื่นฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท (ฟ้องแพ่ง) ให้จัดการทรัพย์มรดกให้ถูกต้อง ภายในกำหนดอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการทรัพย์มรดกเสร็จสินลง ป.พ.พ. มาตรา 1733
3. การดำเนินคดีอาญา (กรณีทุจริตหรือยักยอก)
หากพฤติกรรมของผู้จัดการมรดกเข้าข่ายการเบียดบังเอาทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเอง หรือโอนทรัพย์สินไปให้บุคคลอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทายาทสามารถดำเนินคดีอาญาได้
- สิทธิตามกฎหมาย: ทายาทสามารถแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องร้องในความผิดฐาน “ยักยอกมรดก” ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 หรือหากมีโทษหนักขึ้นในฐานะผู้มีอาชีพหรือวิชาชีพที่ได้รับความไว้วางใจตาม มาตรา 354
ข้อควรระวัง: ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องดำเนินการภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องการกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด (อายุความร้องทุกข์)




