โทร 0968929197 หรือ line : @514ufapj
ฉ้อโกงออนไลน์

ปัจจุบัน คดีฉ้อโกง มีการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น คดีฉ้อโกงออนไลน์ อย่างที่เห็น และทราบข่าวกัน จะมาในรูปแบบของ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แชทการสนทนาผ่านออนไลน์ ส่งข้อความ SMS และอีเมลเพื่อให้กดลิงค์ต่างๆ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนพบเจอเป็นจำนวนมาก กลโกงเหล่านี้มีความหลากหลาย ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อย “ตามไม่ทัน” และตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว
ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Digital Transformation 100%) เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด การใช้ชีวิตประจำวัน การทำธุรกรรมทางการเงิน และการติดต่อสื่อสาร ล้วนพึ่งพาเทคโนโลยีแทบทั้งหมด ขณะเดียวกัน มิจฉาชีพก็อาศัยช่องว่างจาก ความไม่รู้ ความประมาท และความเร่งรีบ ของประชาชน เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงให้หลงเชื่อ กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายที่เกิดกับผู้อื่น ส่งผลให้เกิดอาชญากรรมออนไลน์และโจรทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า มิจฉาชีพมาในรูปแบบใด แต่คือ เราจะป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ หลักคิดที่สำคัญที่สุด คือ “รู้เขา รู้เรา” การรู้เขา คือ การรู้เท่าทันรูปแบบกลโกง วิธีการหลอก และพฤติกรรมของมิจฉาชีพ การรู้เรา คือ การรู้ขอบเขตของตนเอง รู้ว่าเรื่องใดควรตรวจสอบ เรื่องใดไม่ควรเชื่อโดยง่าย และรู้สิทธิทางกฎหมายของตน เมื่อมีความรู้และสติ การหลอกลวงย่อมทำได้ยากขึ้น
และหากเกิดเหตุขึ้นจริง ก็สามารถรับมือ แก้ไข และดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
รูปแบบการฉ้อโกงที่พบได้บ่อย ได้แก่
- หลอกให้ร่วมลงทุน โดยอ้างผลตอบแทนสูงและความน่าเชื่อถือปลอม
- หลอกว่ามีงานทำ รายได้ดี ทำงานง่ายจากที่บ้าน
- หลอกให้รักหรือสร้างความสัมพันธ์ทางออนไลน์ (Romance Scam) ก่อนชักชวนให้โอนเงิน
- หลอกขายสินค้า หรือหลอกให้โอนเงินค่าสินค้าโดยไม่ส่งของ
- หลอกให้โอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและสถาบันการเงิน
- รวมถึงรูปแบบการหลอกลวงอื่น ๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีและช่องทางสื่อสารออนไลน์เป็นเครื่องมือ
คดีฉ้อโกงออนไลน์ แนวทางปฏิบัติเมื่อถูกหลอกโอนเงินและการดำเนินคดีตามกฎหมาย
เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าตนเองตกเป็นผู้เสียหายใน คดีฉ้อโกงออนไลน์ ผู้เสียหายควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ตั้งสติและงดการโอนเงินเพิ่มเติม ผู้เสียหายควรตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนก งดการโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องสงสัย และ ไม่ควรลบข้อความหรือหลักฐานใด ๆ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีฉ้อโกงออนไลน์
2. รวบรวมพยานหลักฐานคดีฉ้อโกงออนไลน์ ให้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง เช่น
- ข้อความแชตหรือการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ
- หลักฐานการโอนเงิน สลิปโอนเงิน หรือรายการเดินบัญชี
- เลขบัญชีและชื่อบัญชีผู้รับเงิน
- หมายเลขโทรศัพท์หรือช่องทางการติดต่อ
- ชื่อเพจ ชื่อบัญชี Line, Facebook, TikTok
- URL เว็บไซต์ หรือลิงก์โฆษณาที่ใช้ในการหลอกลวง
3. เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ (Time Line) ผู้เสียหายควรจัดทำลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ตั้งแต่การเริ่มติดต่อ วิธีการฉ้อโกง วันและเวลาที่มีการโอนเงิน รวมถึงมูลค่าความเสียหายทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบการแจ้งความคดีฉ้อโกงออนไลน์
4. แจ้งความร้องทุกข์คดีฉ้อโกงออนไลน์ ให้นำเอกสารและพยานหลักฐานทั้งหมด เข้าแจ้งความต่อ พนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจใกล้บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งในท้องที่เกิดเหตุเท่านั้น เนื่องจากคดีฉ้อโกงออนไลน์ถือเป็นคดีอาญาที่สามารถรับคำร้องทุกข์ได้ทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้มีการรับคำร้องทุกข์ สอบสวน และดำเนินคดีฉ้อโกงออนไลน์ตามกระบวนการยุติธรรม หรือ
แจ้งความออนไลน์ ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) หน่วยงานเฉพาะด้านคดีออนไลน์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับ คดีฉ้อโกงออนไลน์ คดีหลอกโอนเงิน อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยสามารถแจ้งความผ่านช่องทางแจ้งเรื่องออนไลน์ผ่านระบบรับแจ้งคดีของตำรวจไซเบอร์ เว็บไซต์ https://www.thaipoliceonline.go.th/ หรือโทรสายด่วน 1441 ทันทีได้ตลอด 24 ชั่วโมง
กรณีถูกหลอกโอนเงิน ต้องทำอย่างไร ในกรณี ถูกหลอกโอนเงิน ผู้เสียหายควรดำเนินการโดยเร่งด่วนเป็นลำดับแรก ดังนี้
- ติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องทันที
2. ขอให้ดำเนินการ อายัดบัญชีและอายัดธุรกรรมทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืนและลดความ เสียหายจากคดีฉ้อโกงออนไลน์
เจาะลึกข้อกฎหมาย “ฉ้อโกงออนไลน์” คือคดีอะไร และมีองค์ประกอบความผิดอย่างไร?
ตามกฎหมายความผิดฐานฉ้อโกงออนไลน์ เป็นความผิดทางอาญา ก่อนอื่นต้องมาดูก่อนว่าความผิดฐานฉ้อโกงออนไลน์เกิดจากหลักกฎหมายอาญา ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 “ ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ” และความผิดฐานฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341เป็นความผิดที่สามารถยอมความกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 348 “ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา 343 เป็นความผิดอันยอมความได้” นั้นหมายความว่า บุคคลที่ได้รับความเสียหาย จะต้องดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนภายในกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่ทราบหรือควรทราบถึงการตัวผู้กระทำความผิด ไม่อย่างนั้นจะขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา มาตรา 96 “ ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”
ความผิดฐานฉ้อโกง มีองค์ประกอบดังนี้
1. องค์ประกอบภายนอก ได้แก่
1.1 ผู้กระทำ : ผู้ใด
1.2 การกระทำ : การหลอกลวง โดย
1.2.1 แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ
1.2.2 ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
1.3 กรรม : ผู้อื่น
1.4 ผลของการกระทำ : ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และมีการโอนไปซึ่งทรัพย์สิน โดย
1.4.1 ผู้กระทำได้ทรัพย์สินไป หรือ
1.4.2 มีการทำ/ถอน/ทำลายเอกสารสิทธิ
- องค์ประกอบภายใน ได้แก่
2.1 มีเจตนาธรรมดา ตามมาตรา 59 คือรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร
2.2.มีเจตนาพิเศษ “โดยทุจริต” คือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
หากการกระทำความผิดดังกล่าวตาม มาตรา 341 จะเป็นความอาญาข้อหานําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 “ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ” ได้นั้น
ผู้โพสต์หรือแชร์ข้อความที่จะมีความผิดตามมาตรา 14 (1) ได้ก็ต่อเมื่อ สิ่งที่นำเสนอนั้นเป็น “ความเท็จ” โดยมีเจตนา “ทุจริตหรือหลวงลวง” ซึ่งข้อมูลนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
นั้นหมายความว่า ผู้โพสต์หรือแชร์ ข้อความจะต้องรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองโพสต์นั้นเป็นความเท็จ ไม่ใช่ความจริง นอกจากนี้ คำว่า “โดยทุจริต” ตามคำนิยามของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 ให้ความหมาย “เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น” ดังนั้น ข้อความที่โพสต์หรือแชร์เป็นความจริง หรือเป็นความเท็จแต่ถ้าผู้โพสต์ข้อความหรือแสดงความคิดเห็นไม่ได้มีเจตนาทุจริตแต่แรก ก็ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 14(1) เนื่องจากขาดองค์ประกอบความผิดเรื่องเจตนา อีกทั้ง กฎหมายยังตีกรอบไม่ให้ใช้ในลักษณะเดียวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทอีกด้วย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567
และความผิดฐานนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 เป็นความผิดไม่สามารถยอมความกันได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคท้าย “ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ” ดังนั้นเมื่อบุคคลได้รับความเสียหายสามารถดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลได้นับตั้งแต่รู้หรือควรรู้ถึงการกระทำความผิด ภายในกำหนดระระเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 “ ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
(3) สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี ”
ความผิดฐาน นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) มีองค์ประกอบดังนี้
ข้อมูลเท็จ: สิ่งที่นำเสนอต้องเป็นความจริงที่
- “บิดเบือนหรือปลอม” หรือ
- เป็น “ความเท็จ”
เจตนาทุจริต: ผู้โพสต์หรือแชร์ต้องรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ แต่ยังเจตนานำเข้าสู่ระบบเพื่อหลอกลวงให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
กรณีแบบไหนที่ “ไม่ผิด” พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ดังต่อไปนี้
ข้อมูลที่เป็นความจริง: เช่น การถ่ายคลิปเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นแล้วนำมาโพสต์
การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต: เช่น การติชมรัฐบาล การวิพากษ์วิจารณ์สินค้าหรือบริการตามประสบการณ์จริง (ซึ่งอาจไปเข้าข่ายเรื่องหมิ่นประมาทแทน แต่ไม่ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์)
ขาดเจตนาทุจริต: หากผู้โพสต์เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริง (ไม่ได้รู้ว่าเป็นเท็จ) ก็ถือว่าขาดองค์ประกอบความผิดเรื่องเจตนา
หลักฐานที่ต้องใช้พิสูจน์ “องค์ประกอบความผิด”
เพื่อให้ครบองค์ประกอบและดำเนินคดีได้สำเร็จ ควรต้องเตรียมหลักฐาน ดังต่อไปนี้
- URL หรือลิงก์หน้าโปรไฟล์: ของผู้กระทำผิด (เพื่อยืนยันการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบ)
- ภาพแคปหน้าจอ (Screenshot): ข้อความที่หลอกลวง, โพสต์ขายของ, หรือแชทที่คุยกัน
- หลักฐานการโอนเงิน (Slip): สลิปโอนเงินที่ระบุเลขบัญชีปลายทาง วันที่ และเวลาอย่างชัดเจน
- Statement: รายการเดินบัญชีที่แสดงยอดเงินที่ถูกตัดไป
ข้อแนะนำเพิ่มเติม ปัจจุบันมี พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งช่วยให้ผู้เสียหายสามารถ แจ้งธนาคารเพื่อระงับบัญชีม้าได้ทันทีภายใน 72 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอใบแจ้งความจากตำรวจในตอนแรก

