<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ทนายความ &#8211; นพภัสสร ทนายอุ่นใจ</title>
	<atom:link href="https://tanyaounjai.com/tag/%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://tanyaounjai.com</link>
	<description>ที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร</description>
	<lastBuildDate>Mon, 16 Mar 2026 16:11:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/โลโก้สำนักงาน-512-x-512-px-150x150.png</url>
	<title>ทนายความ &#8211; นพภัสสร ทนายอุ่นใจ</title>
	<link>https://tanyaounjai.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เป็นผู้เช่าซื้อรถ มีสิทธิ์ฟ้องคดียักยอกได้หรือไม่ ?</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/misapplied/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Feb 2026 12:21:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีอาญา]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=919</guid>

					<description><![CDATA[เชื่อใจญาติ ให้ชื่อซื้อรถแทนสุดท้ายหายเงียบ หรือ ขายดาว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-0ec2d29f175050a53bf0679674824c92 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เชื่อใจญาติ ให้ชื่อซื้อรถแทนสุดท้ายหายเงียบ หรือ ขายดาวน์ปากเปล่าแต่คนซื้อไม่ผ่อนต่อ แถมเอารถไปแยกอะไหล่ขาย ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดชอบชำระหนี้ให้ไฟแนนซ์ ทั้งที่รถไม่ได้ใช้ แบบนี้ผู้เช่าซื้อเมื่อรู้ ก็ควรที่จะรีบปรึกษาทนายความทันที ไม่ควรรอเวลา เพราะรถอยาจถูกส่งไปตลาดมืด หรือถูกส่งออกข้ามประเทศ หรือถูกชำแหละจนเหลือแต่ซาก เพราะคุณรู้เร็ว ปรึกษาทนายเร็ว อาจจะทำให้คุณแก้ปัญหาได้ทันเวลาและได้รถกลับคืนมาก็ได้&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4f633393fe6cdafeb5b61ae63eb6ba57 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เช่าซื้อรถ ยังไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตามกฎหมายก็จริง </strong>แต่ผู้เช่าซื้อถือเป็น &#8220;ผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย&#8221; <strong>&nbsp;</strong>และมีหน้าที่ต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้กับบริษัทไฟแนนซ์&nbsp; จึงสามารถฟ้องคดียักยอกได้หากมีคนมายักยอกรถไป ผู้เช่าซื้อจึงได้รับความเสียหายโดยตรง</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">เตรียมหลักฐานอะไรบ้างเพื่อพิสูจน์ “เจตนาทุจริต”</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-0a39c42b61f83069453042bb455b94f1 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ก่อนฟ้องดำเนินคดีแนะนำว่าให้นำหลักฐานเท่าที่คุณมีเข้าพบทนายความก่อน เพื่อให้ทนายความช่วยตรวจสอบว่าพยานหลักฐานที่คุณมี เพียงพอที่จะฟ้องหรือไม่ หรือต้องสืบหาอะไรเพิ่มเติม</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-12a5cd3487d2545d3754884f456c44d7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การจะพิสูจน์ว่าคู่กรณีกระทำความผิดฐานยักยอก ซึ่งเป็นคดีอาญา ไม่ใช่การผิดสัญญาทางแพ่ง คุณจำเป็นต้องมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึง <strong>&#8220;เจตนาทุจริต&#8221;</strong> หรือเจตนาที่จะเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โดยแหล่งข้อมูลระบุว่าควรเตรียมหลักฐานดังต่อไปนี้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e3f04c11577c6e17d3ea063fa5f0ecae wp-block-paragraph" style="color:#173364"><strong>หลักฐานของผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย </strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-c43042a6d36190350d625f89b1b78bb1">
<li>ควรมีสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ</li>



<li>สัญญาเช่าซื้อ</li>



<li>หลักฐานการผ่อนชำระต่างๆ เพื่อแสดงสถานะความเป็นผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลักฐานการกระทำที่ส่อเจตนาทุจริต</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-862e5eda2c549da66882dcddd5dbb012">
<li>หลักฐานว่าจำเลยนำรถไป ขายต่อ หรือ จำนำ โดยไม่มีสิทธิ์</li>



<li>หลักฐานการ แยกชิ้นส่วนรถ หรือการดัดแปลงสภาพรถ</li>



<li>หลักฐานการ ถอด GPS ออกจากรถ เพื่อไม่ให้ติดตามได้</li>



<li>หลักฐานการ ซุกซ่อนรถ หรือการเตรียมขนย้ายรถไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พบรถจอดอยู่ใกล้ชายแดน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลักฐานการสื่อสารและข้อมูลสืบสวน</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-a7ddedf6ec23060dd1fb768c9d039ee6">
<li><strong>หลักฐานการสนทนา</strong> ผ่านโปรแกรมต่างๆ เช่น LINE ที่แสดงให้เห็นว่าเขามีเจตนาจะไม่คืนรถ หรือยอมรับว่านำรถไปทำอย่างอื่นแล้ว</li>



<li><strong>ข้อมูลจากการสืบหา</strong> ที่ยืนยันได้ว่ารถถูกเปลี่ยนมือไปให้บุคคลอื่นแล้ว</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลักฐานประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-3f0413ba42e2db7a61d9b2ad6d22d034">
<li><strong>หลักฐานการรับรถไป:</strong> เช่น สัญญาขายดาวน์ หรือสัญญาซื้อขายที่ทำไว้ต่อกัน เพื่อยืนยันว่าเขาเป็นคนเอารถไปจากเราจริงๆ</li>



<li><strong>หลักฐานการโอนเงิน:</strong> เพื่อแสดงลำดับเหตุการณ์และความเกี่ยวข้องของบุคคล</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-40b34a7c1f1255c84ab30000f018cf66 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ข้อสำคัญ:</strong> หากคุณเพียงแค่ “<strong>ติดตามรถคืน” </strong>โดยไม่มีหลักฐานการกระทำข้างต้น ศาลอาจมองว่าเป็นเพียงการ <strong>ผิดสัญญาทางแพ่ง</strong> เท่านั้น และการติดต่อเอารถคืนนั้น ผู้สิทธิฟ้องจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในรถยนต์ด้วย&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-73ee870657550bd012de6a1ede4fadea wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ดังนั้น หากคุณไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีเพียงพอหรือไม่ แหล่งข้อมูลแนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อช่วยตรวจสอบหรือสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนดำเนินการฟ้องร้อง&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">แล้วจะฟ้องรับของโจรได้ด้วยไหม ถ้าเขานำรถไปขายต่อ ?&nbsp;</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-ded3d8f30ce6b3e5af87cec864116edc wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>คุณสามารถฟ้องข้อหารับของโจรได้ด้วย </strong>หากคุณมีข้อมูลว่าผู้ที่เอารถไปได้นำรถไปขายต่อหรือนำไปจำนำให้กับบุคคลอื่น</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-f0d6451546bb05659c6567a40ba00ea0 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>หลักฐานที่ใช้ในการฟ้องรับของโจร มีดังนี้</strong> </p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-d5ed39cc9086c8fde09656522931ed02">
<li><strong>ฟ้องผู้ที่รับซื้อหรือรับจำนำ:</strong> นอกจากคุณจะฟ้องคนแรกที่เอารถไปในข้อหายักยอกแล้ว คุณยังสามารถฟ้องบุคคลที่สามที่รับรถไป (เช่น เต็นท์รถ ผู้รับจำนำ หรือผู้ซื้อต่อ) ใน <strong>ข้อหารับของโจร</strong> ได้ด้วย</li>



<li><strong>ไม่ใช่แค่คนแรกที่รับผิด:</strong> กฎหมายไม่ได้จำกัดให้ฟ้องได้แค่คนที่เอารถจากเราไปโดยตรงเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงผู้ที่รับช่วงต่อทรัพย์สินนั้นไปด้วย</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">“การขายดาวน์” แบบไหนถึงเสี่ยงเป็นยักยอก</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8a151c14b712b8a3e50d9bfbf601313c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การขายดาวน์จะเสี่ยงเป็นคดียักยอกก็ต่อเมื่อผู้ที่ซื้อดาวน์ไปมี <strong>&#8220;เจตนาทุจริต&#8221;</strong> เพื่อเบียดบังเอาตัวรถไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โดยแหล่งข้อมูลได้ให้ตัวอย่างพฤติกรรมที่เข้าข่ายความเสี่ยงไว้ ดังนี้&nbsp;</p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-9b6dc03f6934c6e334e2e6b22f92dcab">
<li><strong>นำรถไปขายต่อหรือจำนำโดยไม่มีสิทธิ์:</strong> หลังจากทำสัญญาขายดาวน์และรับรถไปแล้ว ผู้ซื้อนำรถไปขายต่อให้บุคคลที่สาม หรือนำไปจำนำที่เต็นท์รถหรือบ่อนพนันเพื่อแลกเป็นเงินมา,</li>



<li><strong>จงใจตัดการติดต่อและเชิดรถหนี:</strong> เมื่อรับรถไปแล้วไม่ยอมผ่อนชำระค่างวดต่อ และเมื่อเราพยายามติดตามรถคืนก็ไม่สามารถติดต่อได้ หรือไม่ยอมบอกว่ารถอยู่ที่ไหน,</li>



<li><strong>การดัดแปลงหรือทำลายหลักฐานการติดตาม:</strong> เช่น มีการ<strong>ถอด GPS</strong> ออกจากตัวรถ เพื่อไม่ให้เจ้าของหรือผู้เช่าซื้อเดิมสามารถติดตามตำแหน่งของรถได้,</li>



<li><strong>การส่งออกนอกประเทศหรือซุกซ่อน:</strong> มีพฤติการณ์นำรถไปซุกซ่อนเพื่อรอการขาย หรือเตรียมขนย้ายรถส่งต่อไปยัง<strong>ประเทศเพื่อนบ้าน</strong>,</li>



<li><strong>การแยกชิ้นส่วน:</strong> นำรถที่ซื้อดาวน์ไปเข้าอู่เพื่อ<strong>แยกชิ้นส่วน</strong>ขายเป็นอะไหล่</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-a3a514ffa8cf6199ec30a8155168ae20 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ข้อควรระวัง &#8220;การติดตามรถคืนไม่ได้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะฟ้องข้อหายักยอกได้เสมอไป&#8221;</strong> หากพฤติกรรมเป็นเพียงการค้างค่างวดแต่ยังติดต่อได้ หรือรถยังอยู่กับตัวเขาแต่ไม่มีเงินจ่าย กรณีนี้อาจถูกมองว่าเป็นเพียง <strong>&#8220;การผิดสัญญาทางแพ่ง&#8221;</strong> เท่านั้น</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-754c382c4175491af58f80769d7f18ce wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ดังนั้น ในการขายดาวน์ควรทำ <strong>&#8220;สัญญาขายดาวน์&#8221;</strong> หรือสัญญาซื้อขายไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็นผู้รับรถไปจากเราจริงๆ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญในการแจ้งความหรือฟ้องคดีหากเกิดปัญหายักยอกขึ้นในภายหลัง</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">2 วิธี ดำเนินการตามกฎหมาย</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-3e065f2789df76ce425cba15d105e703 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>1.แจ้งความกับตำรวจ </strong>แต่บางครั้งพนักงานสอบสวนอาจปฏิเสธไม่รับแจ้งความความคดียักยอกรถ โดยมักจะให้เหตุผลว่าเป็นเพียง &#8220;คดีแพ่ง&#8221; หรืออ้างว่าคุณไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงไม่มีสิทธิ์แจ้งความไม่ใช่เจ้าของรถ&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-1e5bbcdadb7aa28b1ad4641222b11be0 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>2. </strong><strong>ฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเอง (ฟ้องเอง)</strong>&nbsp; หากตำรวจไม่รับเรื่อง หรือรับแจ้งความ แต่ดำเนินการล่าช้า คุณมีสิทธิ์ที่จะจ้างทนายความ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาโดยตรงได้เลย ซึ่งในหลายกรณีวิธีนี้อาจจะรวดเร็วกว่าการรอขั้นตอนของพนักงานสอบสวน</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">ขั้นตอนการฟ้องคดีเอง</h2>



<ol style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-660c2f0275a801dec854621a8939699c">
<li>เมื่อทนายความเตรียมเอกสารครบถ้วน (โดยปกติใช้เวลาประมาณ 5-10 วัน) จะทำการยื่นฟ้องต่อศาล</li>



<li>ศาลจะนัด <strong>&#8220;ไต่สวนมูลฟ้อง&#8221;</strong> ภายในประมาณ 2 เดือน เพื่อดูว่าคดีของคุณมีพยานหลักฐานชัดเจนและมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่</li>



<li>หากศาลเห็นว่าคดีมีมูล จะประทับรับฟ้องและออกหมายเรียกจำเลยมาศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">การไต่สวนมูลฟ้องคืออะไร และต้องเตรียมตัวอย่างไร ?&nbsp;</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-a8637b06ddaea50600a66592e95c4d21 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>การไต่สวนมูลฟ้อง</strong> คือ ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยตรง (ไม่ได้ผ่านพนักงานสอบสวน) โดยศาลจะนัดมาเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่าคดีที่คุณฟ้องนั้น <strong>&#8220;มีมูล&#8221;</strong> หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การไต่สวนมูลฟ้องคืออะไร?</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-6cd78a1f9593e1ac302c63d6f38244a2">
<li>เป็นขั้นตอนที่ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานของฝั่งโจทก์ (คุณ) เพียงฝ่ายเดียวในเบื้องต้น</li>



<li>โดยปกติศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องหลังจากยื่นฟ้องไปแล้วประมาณ <strong>2 เดือน</strong></li>



<li>หากศาลเห็นว่าพยานหลักฐานชัดเจนและคดีมีมูล ศาลจะสั่ง <strong>&#8220;ประทับรับฟ้อง&#8221;</strong> และออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อสู้คดีต่อไป</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ต้องเตรียมตัวและเตรียมหลักฐานอย่างไร?</strong></p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8e5e46c459a16cd44a5eddaa5d93a7b7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ในการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้ศาลเห็นว่าคดีมีมูล คุณต้องเตรียมหลักฐานสำคัญ 3 ประเภท ดังนี้:</p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-56dbd2e3fca8e5d55bb2a70c391d55b2">
<li><strong>หลักฐานแสดงสิทธิ์ของคุณ:</strong> เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้เสียหายที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น <strong>สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ, สัญญาเช่าซื้อ</strong> และหลักฐานการผ่อนชำระต่างๆ</li>



<li><strong>หลักฐานการรับรถไป:</strong> เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นคนเอารถไปจากคุณจริงๆ เช่น <strong>หลักฐานการสนทนาทาง LINE, สัญญาขายดาวน์/ซื้อขาย</strong> หรือหลักฐานการโอนเงิน</li>



<li><strong>หลักฐาน &#8220;เจตนาทุจริต&#8221;:</strong> นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์คดีอาญา เช่น หลักฐานว่าจำเลย <strong>ถอด GPS, นำรถไปขายต่อ/จำนำ, นำรถไปซุกซ่อนเพื่อส่งออกนอกประเทศ</strong> หรือการแยกชิ้นส่วนรถ</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-2a0b56c6faeaeab89361e370d57fbe94 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ข้อควรทราบ:</strong> หากจำเลยมาศาลหลังจากขั้นตอนไต่สวนมูลฟ้องและยอมรับสารภาพ ศาลจะเข้าสู่กระบวนการเจรจาให้จำเลยนำรถมาคืนหรือชดใช้เงินแทน แต่ถ้าจำเลยสู้คดี กระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลาต่อไปอีกประมาณ 6 เดือนเพื่อตัดสินคดีครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">ถ้าไกล่เกลี่ยแล้วเขาหาตัวรถมาคืนไม่ได้ ต้องทำอย่างไรต่อ<strong>&nbsp;</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-27a4f81350a1aa52ab71e15a573d048d wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">หากในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยแล้วจำเลย <strong>ไม่สามารถหาตัวรถมาคืนได้</strong> เช่น รถถูกขายต่อ ติดตามไม่ได้ หรือถูกแยกชิ้นส่วนไปแล้ว ควรดำเนินการ&nbsp; ดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-13a8460a46d26d8c564b1c16700f4e72">
<li><strong>ตกลงชดใช้เป็นเงินแทน </strong>ในกรณีที่จำเลยยอมรับผิดแต่หาตัวรถมาคืนไม่ได้ จะมีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้จำเลย<strong>ชำระเงินคืนให้แก่คุณแทน</strong> โดยจะตกลงกันว่าจะให้ชดใช้เป็นจำนวนเท่าใด
<ul class="wp-block-list">
<li>จ่ายแบบครบในคราวเดียว&nbsp; หรือ</li>



<li>แบบเงื่อนไขผ่อนชำระ เป็นงวดก็ได้&nbsp;</li>
</ul>
</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c563ed6faf1a76f7cdf017f0083f6a86 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">หากจำเลย ไม่ชำระเงิน หรือชำระไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ไกล่เกลี่ยไว้ในชั้นศาล ศาลจะมีคำพิพากษาให้<strong>ลงโทษจำคุก</strong>จำเลยต่อไป</p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-694423b10d0479fcbd7134d23bc93470">
<li><strong>กรณีต่อสู้คดีแล้วแพ้ </strong>หากจำเลยไม่ยอมรับผิดและเลือกสู้คดี แต่สุดท้ายคุณชนะคดี ศาลจะมีคำพิพากษาให้<strong>จำคุกจำเลย และสั่งให้จำเลยต้องชำระเงินคืน</strong>ให้กับคุณด้ว</li>



<li>• <strong>การบังคับตามกฎหมาย:</strong> แม้ในทางปฏิบัติหากจำเลยไม่มีทรัพย์สินเลย คุณอาจจะยังไม่ได้รับเงินในทันที แต่จำเลยจะต้อง<strong>รับโทษทางอาญาคือการติดคุก</strong>ตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งกระบวนการนี้เป็นผลจากการที่คุณฟ้องคดีอาญาฐานยักยอก</li>



<li>ดังนั้น แม้จะไม่ได้ทรัพย์สินกลับคืนมาในเชิงเศรษฐกิจ แต่จำเลยจะได้รับโทษทัณฑ์ทางอาญาจากการกระทำความผิดนั้นครับ</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e76f26e5c9088981247f489a5332b62f wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สรุป </strong>หากตัวรถหายไปแล้ว กระบวนการทางกฎหมายจะเปลี่ยนจากการติดตามรถคืนมาเป็นการ<strong>บังคับให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นตัวเงิน</strong> โดยมีโทษจำคุกเป็นตัวบีบบังคับให้จำเลยต้องรับผิดชอบชดใช้เงินตามที่คุณเสียหายจริง</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">ค่าใช้ค่าในการดำเนินคดี</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c93c53f064645ad1ce2ca6ec212cff43 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การฟ้องคดี ไม่ว่าจะคดีแพ่งหรือคดีอาญา ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นค่าทนายความในกรณีฟ้องคดีเอง และค่าธรรมเนียมศาลจะต้องจ่าย เพื่อใช้ในการประกอบการพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้</p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-98e1e314184b632ae603ea29eda487b8">
<li>ค่าทนายความ เนื่องจากอัตราค่าทนายความมักขึ้นอยู่กับความยากง่ายของคดีและข้อตกลงระหว่างคุณกับทนายความแต่ละท่าน ข้อมูลส่วนนี้จึงไม่ได้ถูกระบุไว้</li>



<li>การฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองในฐานะผู้เสียหายจะไม่มีค่าธรรมเนียมศาล (ต่างจากคดีแพ่งที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามทุนทรัพย์)</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">ศาลจะตัดสินลงโทษจำคกจำเลยหรือไม่ ?&nbsp;</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d5ed32856bb7a11350dd551dc3dc2ed1 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352</strong> “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-3e541fd8b9e3eae5d729cd57f12b4f47 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-cc6baee10efcdb48ac7e18884ca248a1 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;[อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560] ”&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c42fa84a9f8a06b608f85349e4e7f1e7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ซึ่งในการพิจารณาลงโทษ ศาลจะใช้ดุลยพินิจในการกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์ของแต่ละคดี&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">อายุความ</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-092bfc50b16e612ca17fddd7b2d8dc0c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">คดียักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน <strong>3 เดือน</strong> นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-cf1679918d00bb5b9cf4706b4e7f9630 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 356</strong> “ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้”&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-9f153be4f8e5727a0d83a9e0a4487642 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96</strong> “ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size">ฎีกาสนับสนุน&nbsp; ผู้เช่าซื้อมีสิทธิ์ฟ้องคดียักยอกได้&nbsp;</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4c39f1793053bbff575cad47cde0260a wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5097/2531</strong><strong><br></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ครอบครองทรัพย์ แม้มิใช่เป็นเจ้าของ <strong>ก็เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้</strong> ตามนัยแห่ง<strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) </strong>“ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ”&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4fa1e9ef8018e0d2a54dc6c09566b95e wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1554 &#8211; 1555/2512</strong><strong><br></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ดูแลทรัพย์พิพาทไว้. จำเลยยืมทรัพย์พิพาทไปจากโจทก์ร่วม. เมื่อเกิดการเสียหายขึ้นเพราะการกระทำผิดยักยอกของจำเลย. โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในฐานะเป็นผู้ครอบครองดูแลทรัพย์พิพาท มีอำนาจร้องทุกข์ตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4)(ตามนัยฎีกาที่ 1341/2495,420/2505,562/2505). แม้ในฟ้องจะบรรยายคลาดเคลื่อนว่าใครเป็นเจ้าทรัพย์ ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความต่างกับฟ้อง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยยืมทรัพย์ไป แล้วทุจริตยักยอกเอาไว้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวเสีย. ย่อมมีความผิดในทางอาญา มิใช่เป็นเพียงเรื่องยืมทางแพ่งเท่านั้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; โจทก์บรรยายฟ้องว่า &#8216;เมื่อเดือนตุลาคม 2506 และต่อมาประมาณปลายเดือนเมษายน 2507. จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันขอยืมเครื่องประดับไปหลายอย่าง (ห้อยคอและกลัดเสื้อรูปดอกไม้แหวนเพชรเม็ดเดียว แหวนเพชรเม็ดเล็กเป็นรูป 4 เหลี่ยมแหวนทับทิมล้อมเพชร กำไลประดับเพชร สร้อยข้อมือนพเก้า จี้เพชรพร้อมสร้อยทองคำขาว แหวนมรกตล้อมเพชร ต่างหูเพชรนาฬิกาข้อมือประดับเพชร). ต้นเดือนมีนาคม 2510 โจทก์ร่วมทั้งสองได้ทวงถามของที่จำเลยยืมไป จำเลยทั้งสี่ปฏิเสธไม่ยอมคืน.โดยระหว่างมีนาคม 2510 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด.จำเลยมีเจตนาทุจริตคิดยักยอกเอาทรัพย์ดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์ส่วนตน&#8217; เป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม<br>คำแจ้งความที่มีความว่า &#8216;จึงได้มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งสี่ต่อไป&#8217; นั้น. เป็นการกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7). เมื่อเจ้าพนักงานสอบสวนบันทึกข้อความคำร้องทุกข์ไว้ในรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันและผู้ร้องทุกข์ได้ลงชื่อไว้แล้ว จึงเป็นการบันทึกคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123วรรคสาม.</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-ddb4a8fed18efd0016c7d09d60ad2173 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7832/2556</strong><strong><br></strong><strong> </strong>จำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ ขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ เมื่อในขณะกระทำความผิดผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าว การกระทำของจำเลยกับพวกย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่ 1 แต่ก็ถือว่าได้ร้องทุกข์ในฐานะที่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ และย่อมมีอำนาจในการถอนคำร้องทุกข์ เมื่อความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นความผิดต่อส่วนตัวและคดียังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อปรากฏว่าก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-73247774bee2b0180344b81808231ef7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2556</strong><strong><br></strong><strong> </strong>การที่ผู้เสียหายตกลงขายรถที่เช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้บริษัท ช. แทนผู้เสียหาย&nbsp; ถือได้ว่า เป็นการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ แม้จะไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท ช. ผู้ให้เช่าซื้อ&nbsp; ก็มีผลในทางแพ่งเพียงว่าผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากผู้เช่าซื้อคนเดิมได้ต่อไป&nbsp; ไม่มีผลทำให้ผู้เสียหายและบริษัท ช. ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกรถที่เช่าซื้อไป</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-bddc50b0776f86d018a461928740b65f wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6007/2530</strong><strong><br></strong><strong> </strong>แม้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังอยู่กับผู้ให้เช่าซื้อ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นและมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน เมื่อบุตรโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวย่อมตก ทอดมายังโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่ง เมื่อจำเลยได้ยักยอกทรัพย์นั้นไปจากโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์มอบรถยนต์คันพิพาทให้จำเลยซ่อมเป็นเวลานานถึง 8 เดือนเศษ จำเลยไม่ได้แจ้งราคาค่าซ่อมให้โจทก์ทราบโจทก์น่าจะทราบได้ในขณะนั้นหรือช่วงเวลานั้นแล้วว่าจำเลยเบียดบังเอารถยนต์คันพิพาทเป็นของตนเอง โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินระยะเวลา 3 เดือนพ้นกำหนดอายุความ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="572" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/image-1024x572.png" alt="ขั้นตอนการฟ้องคดียักยอกรถ" class="wp-image-922" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/image-1024x572.png 1024w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/image-300x167.png 300w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/image-768x429.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/image-1536x857.png 1536w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/image.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-color:var(--theme-palette-color-1, #2872fa);border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-color:#f78da7;border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลิกจ้างไม่เป็นธรรม</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/unfair-dismissal/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/unfair-dismissal/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 02:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=559</guid>

					<description><![CDATA[กฎหมายแรงงาน วิวัฒนาการมาจากระบบทาส ซึ่งเดิมมีการจ่ายค่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e0db00ea1ceadfe883ac0dbbbe213937 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">กฎหมายแรงงาน วิวัฒนาการมาจากระบบทาส ซึ่งเดิมมีการจ่ายค่าจ้างเป็นที่อยู่อาศัย  หรือทรัพย์มิใช่ตอบแทนด้วยเงิน อย่างสมัยปัจจุบัน  นอกจากนี้ทาสก็ยังเป็นทรัพย์สินของเจ้านายที่สามารถซื้อขายกันได้  การใช้ทาสในสมัยก่อนจึงมีลักษณะเป็นการบังคับใช้แรงงาน  </p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-49aedac83c33ba72c6c1200be9c24c14 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ปัจจุบันคำว่าว่าทาสหมดไป เหลือไว้เพียง คำว่า <strong>“ลูกจ้าง”</strong> และ <strong>&#8220;นายจ้าง&#8221;</strong>  นายจ้างไม่มีสิทธิจะใช้แรงงานลูกจ้างได้ตามอำเภอใจ นายจ้างต้องปฎิบัติตามกฎหมาย เพราะว่ามีกฎหมายหลายฉบับ ที่บัญญัติขึ้นมานั้น มุ่งประสงค์เพื่อเป็นการคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับความเป็นธรรมไว้เป็นส่วนใหญ่  เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541  พระราชบัญญัติรายงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518   พระราชบัญญัติเงินทดแทน  พ.ศ. 2537 เป็นต้น เมื่อมีกฎหมายหลายฉบับให้การคุ้มครอง สิทธิ และหน้าที่ของลูกจ้างเอาไว้ การที่นายจ้าง เลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุผลไม่เป็นธรรม ลูกจ้างที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถว่าจ้างทนายฟ้องคดี เพราะเหตุการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อันเป็น <strong>“ความผิดต่อกฎหมาย”</strong> ได้ และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างนอกเหนือจากเงินประเภทอื่น ซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้กับลูกจ้าง </p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สิทธิและหน้าที่ ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d183f68c53aefc0c0d878e6d7c86f20e wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575</strong> “ อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้”</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-559b3ffee549b77e6944b558ab9ac425 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การจ้างแรงงานจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง คือ นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานให้ และตกลงจ่ายเงินค่าจ้างให้ ส่วนลูกจ้างก็ตกลงทำงานให้   ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง อาจเกิดขึ้นโดยปริยายเพียงการตกลงว่าจ้างกันด้วยวาจา  ไม่ได้ทำเป็นสัญญาก็ได้   หากปรากฎว่ามีการทำงาน  อันมีลักษณะไม่ใช่เป็นการทำงานให้เปล่า  ลูกจ้างก็ยอมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานแล้ว นายจ้างปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ </p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-medium"><img decoding="async" width="300" height="300" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-300x300.png" alt="หลักของการจ้างงานคือต่าตอบแทนเป็นเงินเท่านั้น" class="wp-image-560" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-300x300.png 300w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-1024x1024.png 1024w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-150x150.png 150w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-768x768.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1.png 1080w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สิทธิและหน้าที่ของนายจ้าง</strong></h2>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-e8aee3cafb65b7597fc29daf43590501">
<li>นายจ้างมีสิทธิใช้อำนาจบังคับบัญชาโดยการออกคำสั่งลงโทษลูกจ้าง ในการทำงานได้ (มาตรา 583)</li>



<li>โอนสิทธิของตนให้บุคคลภายนอกโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง(มาตรา 577)</li>



<li>นายจ้างมีหน้าที่ในการจ่ายค่าจ้างตามหลัก No Work No Pay และไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรงเพื่อไม่จ่ายคำจ้าง</li>



<li>นายจ้างมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง และจัดสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง และหากเกิดอันตรายต่อลูกจ้าง นายจ้างไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้</li>



<li>หากลูกจ้างขอให้นายจ้างออกใบรับรองการทำงานให้ หลังจากที่การทำงานสิ้นสุดลงแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องออกใบรับรองการทำงานให้ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา และ ลักษณะของงานที่ทำ (มาตรา  585)</li>



<li>ลูกจ้างเป็นบุคคลที่นายจ้างเอามาจากต่างถิ่น และนายจ้างได้ออกค่าเดินทางให้ หากการจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงแล้วและไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ทั้งการเลิกจ้างนั้นมิได้เกิดจากความผิดของลูกจ้างและกลับไปยังถิ่นเดิมภายในระยะเวลาสมควร นายจ้างต้องออกค่าเดินทางกลับให้ลูกจ้างด้วย (มาตรา 586)</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สิทธิและหน้าที่ของลูกจ้าง</strong></h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกจ้างมีสิทธิได้รับสินจ้างหรือค่าจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-efb3cc43c4ff5de6b52f5bb02e236682" style="color:#173364">ลูกจ้างมิสิทธิได้รับการดูแลความปลอดภัยในการทำงาน</li>



<li>ลูกจ้างมิสิทธิได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-44d01ac1a81a8114c13f05d4fec1fe12" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ลูกจ้างมีสิทธิให้นายจ้างออกหนังสือรับรองการทำงานเมื่อสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้ ไม่ผิดตามกฎหมาย</strong></h2>



<ol class="wp-block-list">
<li>เลิกจ้างตามกำหนดเวลา เมื่อสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน เช่น สัญญาจ้างระบุว่ามีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนด 1 ปี สัญญาจ้างจึงระงับลง </li>



<li>ตามหลักกฎหมายทั่วไป กล่าวคือ เมื่อสัญญาครบกำหนดเวลาจ้างแรงงานสัญญาก็สิ้นสุดลง </li>



<li>ลูกจ้างกระทำผิด ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583</strong> “ ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้น เป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้   </li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">          กล่าวคือนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้เลยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า กรณีดังนี้ </p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย</li>



<li>ลูกจ้างละเลยำม่ทำตามคำสั่งเป็นประจำ</li>



<li>ลูกจ้างทิ้งงาน</li>



<li>&nbsp;ลูกจ้างทำผิดอย่างร้ายแรง</li>



<li>ลูกจ้างเรื่องอื่นๆ ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เสร็จโดยถูกต้องและสุจริต &#8221; </li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการของจำเลย การที่โจทก์นำข้อมูลเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกิจการและการบริหารจัดการองค์กรของจำเลยเพื่อรับรองมาตรฐานการฝึกอบรมและการประเมินของจำเลยส่งเข้าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของโจทก์ ทำให้ง่ายต่อการส่งข้อมูลดังกล่าวต่อไป หรือนำข้อมูลออกไปโดยจำเลยไม่อาจติดตามได้ การกระทำของโจทก์ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่สุจริตและเป็นการนำความลับของจำเลยไปเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และถือเป็นการกระทำผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 33.4 และ 33.5 เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) (4) ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6609/2561</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การที่โจทก์ให้ ณ. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้ ณ. สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ท. จำนวนเงิน 50,000,000 บาท ให้ตนเองแล้วโจทก์นำเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินที่ธนาคารจำเลย สาขาซีคอนสแควร์ เพื่อเข้าบัญชีของ ณ. ที่ธนาคารจำเลยสาขาพาราไดซ์ พาร์ค ทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าเงินในบัญชีของ ณ. ไม่พอจ่ายตามเช็คและยังกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกสามครั้งโดยมีเจตนาเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค อันเป็นการสร้างผลงาน (KPI) ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตทำให้ตนเองได้รับประโยชน์ว่าสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย การกระทำของโจทก์ส่งผลให้จำนวนเงินที่จำเลยรับฝากผิดไปจากความเป็นจริงทำให้การแปลผลการประกอบการของจำเลยไม่ตรงความจริงตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของตลาดเงิน จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนเป็นสำคัญ การกระทำดังกล่าวอาจทำให้จำเลยขาดความเชื่อถือไว้วางใจในการประกอบธุรกิจส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ เป็นการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุไว้ว่าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พนักงานผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์อันมิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และผิดวินัยอย่างร้ายแรง และที่ระบุไว้ว่าพนักงานผู้ใดจงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของธนาคารอาจเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหายถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อีกทั้งการที่โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของตนเองให้ ว. เพื่อใช้อนุมัติรายการนำฝากเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีนั้น โจทก์เป็นผู้จัดการสาขา รหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของโจทก์สามารถใช้ทำธุรกรรมการเงินของสาขาได้ทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายทางการเงินสูงมาก การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบการปฏิบัติงานประจำวันของสำนัก/สาขา ที่ระบุไว้ว่าห้ามบอกกล่าวหรือแสดงสัญลักษณ์ใด ๆ อันทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ User ID และ Password ของตนเอง มิฉะนั้นจะถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง และที่ระบุไว้ว่าในระหว่างวันทำการ หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ มีความจำเป็น ต้องมอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ท่านอื่นปฏิบัติงานแทน ห้ามมอบหมาย Password ของตนเองอย่างเด็ดขาด การกระทำของโจทก์ทั้งสองกรณีเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 มิใช่พิจารณาว่าหากการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คือ</strong> ? </h2>



<p class="wp-block-paragraph">การเลิกจ้างเป็นอำนาจของนายจ้าง แต่นายจ้างไม่สามารถให้ลูกจ้างออกจากงานโดย <strong>ไม่มีเหตุอันสมควร</strong> ถูกกลั่นแกล้ง ไม่สุจริต หรือ <strong>ฝ่าฝืนขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้</strong> ซึ่งรวมถึง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ไร้เหตุอันสมควร:</strong> เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างไม่สวย, มาสายเพียงวันเดียว, หรือการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต</li>



<li><strong>ฝ่าฝืนขั้นตอน:</strong> ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงาน หรือข้อตกลงสภาพการจ้างที่ระบุไว้</li>



<li><strong>ขัดต่อกฎหมายเฉพาะ:</strong> เช่น เลิกจ้างโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ (การใช้สิทธิรวมกลุ่มทางแรงงาน) หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ลูกจ้างเรียกร้องอะไรได้บ้าง?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องเอากับนายจ้าง ตามกฎหมาย ได้ดังต่อไปนี้ </p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ค่าชดเชย (Severance Pay):</strong> ตามอายุงาน (ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541)</li>



<li><strong>ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม:</strong> ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายแทน (โดยพิจารณาจากอายุงานและความเดือดร้อน)</li>



<li><strong>สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า:</strong> หากนายจ้างให้ออกทันทีโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามรอบจ่ายเงิน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบไว้เป็นการเฉพาะ เพราะกฎหมายต้องการให้อำนาจกับศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจความความเหมาะสมและเป็นธรรม&nbsp;&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ค่าชดเชย</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำนิยาม  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong> มาตรา 5 </strong>“ ในพระราชบัญญัตินี้ </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong> &#8220;ค่าชดเชย”</strong> หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลักกฎหมาย&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 118</strong> “ ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong> มาตรา 118/1</strong> “การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้น ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลักเกณฑ์ </strong> เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง เหตุไม่เป็นธรรม  นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างนอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ตาม<strong>พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 </strong>มาตรา 118 และมาตรา 118/1 ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ </p>



<p class="wp-block-paragraph">1. นายจ้างเลิกจ้าง ไม่ใช้ลูกจ้างสมัครลาออกเอง&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">          1.1 นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้</p>



<p class="wp-block-paragraph">         1.2 ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">        1.3 ลูกจ้างเกษียณอายุตามที่ได้ตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดตามมาตรา 118/1</p>



<p class="wp-block-paragraph">               1.3.1 หากมิได้ตกลงหรือกำหนดไว้ หรือตกลงกันหรือกำหนดไว้เกินกว่า 60 ปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบ <br>60 ปีขึ้นไป มิสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ต่อนายจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">               1.3.2 เมื่อครบ 30 วันนับแต่วันแสดงเจตนา ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">2.ลูกจ้างทำงานมาแล้วตามที่กำหนดในมาตรา 118 (1) ถึง (6) ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย ดังต่อไปนี้</p>



<div class="wp-block-columns is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-995f960e wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow" style="flex-basis:100%">
<figure class="wp-block-table is-style-stripes"><table class="has-background has-fixed-layout" style="background-color:#d2f6e7"><thead><tr><th class="has-text-align-left" data-align="left">ระยะเวลาในการทำงาน</th><th class="has-text-align-center" data-align="center">ค่าชดเชยคิดเป็นวัน</th></tr></thead><tbody><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน  ไม่ครบ 1 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center"> 30 วัน </td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี  ไม่ครบ 3 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">90 วัน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี  ไม่ครบ 6 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">180 วัน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี   ไม่ครบ 10 ปี </td><td class="has-text-align-center" data-align="center">240 วัน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี  ไม่ครบ 20 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">300 วัน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป</td><td class="has-text-align-center" data-align="center"> 400 วัน</td></tr></tbody></table></figure>
</div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อยกเว้น </strong>ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ลูกจ้างซึ่งมีระยะเวลาในการทำงานน้อยกว่า 120 วัน (มาตรา 118)</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ลูกจ้างที่มิกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน  และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาภายในกำหนด 2 ปี ที่มีลักษณะต่อไปนี้ </p>



<p class="wp-block-paragraph">            2.1 ทำงานตามโครงการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">            2.2 ทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว</p>



<p class="wp-block-paragraph">            2.3 ทำงานที่เป็นไปตามฤดูกาล (มาตรา 118 วรรคสอง) </p>



<p class="wp-block-paragraph">3.ความผิดนั้นเกิดจากฝั่งของลูกจ้าง (มาตรา 119 )  </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 </strong>มาตรา 119 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">        (1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">       (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">       (3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง </p>



<p class="wp-block-paragraph">       (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">       (5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">       (6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก</p>



<p class="wp-block-paragraph">        ในกรณี (6) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">       การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้  ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อยกเว้นตามมาตรา 119 </strong>ที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างดังต่อไปนี้   </p>



<p class="wp-block-paragraph">1. เป็นบทบัญญัติที่เป็นข้อยกเว้นที่นายจ้างจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง เมื่อกระทำความผิดตามมาตรา 119 (1)-(6)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. เมื่อลูกลูกจ้างกระทำความผิดนายจ้างต้องเตือนก่อน โดยต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือจะต้องแจ้งด้วยวาจาถึงเหตุนั้น หากนายจ้างมิได้ระบุหรือไม่ได้แจ้ง นายจ้างก็ไม่มีสิทธิที่จะยกเหตุดังกล่าวอ้างในภายหลังเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. เหตุที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซิ่งเลิกจ้างมีดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">        3.1 ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">        3.2 ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง</p>



<p class="wp-block-paragraph">        3.3 ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่งานจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">       3.4 ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เว้นแต่ </strong>&nbsp;กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกจ้างได้ละทิ้งหน้าที่ไปเป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร</li>



<li>ลูกจ้างได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อสังเกต</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">1. การแสดงเจตนาเลิกจ้างอาจแสดงเจตนา โดยเปิดเผยหรือโดยปริยายก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ต้องเป็นการแสดงเจตนาจากนายจ้าง หรือผู้ที่นายจ้างมอบอำนาจเท่านั้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การดำเนินกระบวนการตามกฎหมายเพื่อใช้สิทธิเมื่อถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศาลแรงงานขึ้น อาศัยหลัก <strong>&#8220;สะดวก รวดเร็ว ประหยัด เป็นธรรม&#8221;</strong> นั้นหมายถึงว่าลูกจ้างสามารถฟ้องได้ง่ายๆ โดยจะจ้างทนายความหรือไม่ก็ได้ ซึ่งลูกจ้างสามารถดำเนินการเองโดยติดต่อที่ศาลแรงงานด้วยตนเอง จะมีเจ้าหน้าที่นิติกรของศาลให้การช่วยเหลือในการร่างคำฟ้องให้ และคดีแรงงานนั้นจะ<strong>ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล</strong> และมีกระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อยุติที่เป็นธรรมที่สุด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ลูกจ้างที่ต้องการใช้สิทธิในการฟ้องร้องคดี กรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต้องยื่นฟ้องต่อศาลในเขตอำนาจของศาลแรงงานเท่านั้น  จะไปร้องที่กรมคุ้มครองแรงงานไม่ได้ </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หากว่าลูกจ้างมีการร้องไปที่คุ้มครองแรงงานก่อนแล้ว และลูกจ้างได้ค่าชดเชยตามกฎหมายไปแล้วก็ตาม&nbsp; ลูกจ้างยังไม่ถูกตัดสิทธิที่ลูกจ้างจะมาฟ้องร้องคดีต่อศาลแรงงาน กรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีก&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;เนื่องจากศาลแรงงานเท่านั้น&nbsp; ถึงจะมีอำนาจสั่งให้นายจ้างกระทำการดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ให้ลูกจ้างกลับทำงาน คิดค่าจ้างเท่าเดิม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และศาลจะมีอำนาจในการสั่งให้นายจ้างให้มีผลอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">**ขอแนะนำ วิธีการนี้ไม่อยากแนะนำให้ทำถึงแม้ว่าสามารถทำได้ เพราะว่า มันเสียเวลาและว้ำซ้อนกัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4064/2530</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 นั้นจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุอันเป็นมูลเลิกจ้างว่าเป็นสาเหตุที่สมควรหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุว่านายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ เพราะการจ่ายค่าชดเชยเป็นผลตามมาภายหลังการเลิกจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ.แอบกระโดดขึ้นรถโดยสารที่โจทก์ขับและมีเงินค่าโดยสารไม่พอโจทก์จึงเรียกเก็บเพียงครึ่งราคาโดยไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือเจตนาทำผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม.</p>



<p class="wp-block-paragraph">โจทก์ฟ้องว่า จำเลยให้โจทก์ออกจากงานโดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ ทำผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย โดยโจทก์ไม่มีความผิดตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานและชดใช้ค่าเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">จำเลยให้การว่า โจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง โดยรับผู้โดยสารที่ไม่มีค่าโดยสารไปกับรถจำเลยและได้เรียกเก็บเงินค่าโดยสารจากผู้โดยสาร แต่นำเงินไปซื้อตั๋วไม่ครบตามจำนวนที่เรียกเก็บ โดยมีเจตนาทุจริต การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงาน จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นางสาวอมรรัตน์ผู้โดยสารแอบกระโดดขึ้นรถ หาใช่โจทก์เจตนาจะรับผู้โดยสารที่ไม่มีตั๋วโดยสารไม่ นางสาวอมรรัตน์ว่าจะไปหาพี่ที่กรุงเทพแต่ไม่ได้เอาบัตรนักเรียนมา และมีเงินอยู่เพียง 50 บาท โจทก์จึงซื้อตั๋วในอัตราครึ่งราคาเป็นเงิน 35 บาท โจทก์ยังไม่มีเงินทอนจึงบอกให้นางสาวอมรรัตน์รอเอาคืนข้างหน้า โจทก์หาได้มีเจตนาเอาเงินทอนนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตนไม่และได้มอบเงินนี้ให้นายตรวจโดยดี โจทก์จึงไม่มีเจตนาที่จะเก็บเงินไม่ครบ การกระทำของโจทก์จึงมิได้มีเจตนาทุจริตและทำผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่อัตราค่าจ้างเดิม และให้ใช้ค่าเสียหายตั้งแต่วันสั่งพักงานจนกว่าจะรับเข้าทำงาน และให้โจทก์คืนเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เนื่องจากการเลิกจ้างแก่จำเลยด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุอันเป็นมูลให้มีการเลิกจ้างว่าเป็นสาเหตุที่สมควรหรือไม่ การไม่จ่ายค่าชดเชยมิใช่เป็นสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง การเลิกจ้างจะเป็นธรรมหรือไม่ ไม่ได้อยู่ด้วยเหตุที่ว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง เพราะการไม่จ่ายค่าชดเชยนั้นเป็นผลที่ตามมาภายหลังการเลิกจ้างแล้วเท่านั้น สำหรับคดีนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง</p>



<p class="wp-block-paragraph">พิพากษายืน.</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นข้อต่อสู้ในคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ไม่จำเป็นจะต้องมีการชี้แจ้งไว้ในหนังสือเลิกจ้างเหมือนเช่น ประเด็นข้อต่อสู้ในการเรียกค่าชดเชย (ฎ.5481/2556)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5481/2556</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 108 บังคับให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และมาตรา 110 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยให้นายจ้างประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น แต่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ ไม่ได้บัญญัติถึงกระบวนการที่นายจ้างและลูกจ้างต้องปฏิบัติเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่กระบวนการดังกล่าวได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าในสถานประกอบกิจการมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น หากผู้ร้องประสงค์จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่แจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ผู้ร้องต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมิฉะนั้นผู้ร้องจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา 13 จนมีการเจรจาตกลงกันหรือหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ ต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อายุความ</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อายุความ 10 ปี</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การคำนวณค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คำนวณจาก</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. อายุของลูกจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">2.ระยะเวลาการทำงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">3.ความเดือนร้อนของลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">4.มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. เงินค่าชดเชยที่มีสิทธิ์ได้รับ</p>



<div class="wp-block-buttons has-custom-font-size has-large-font-size is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-d68bd233 wp-block-buttons-is-layout-flex" style="padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/unfair-dismissal/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การจดทะเบียนบริษัท</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/company-registration/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/company-registration/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Jan 2026 02:09:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=568</guid>

					<description><![CDATA[ในโลกของการทำธุรกิจ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ยอดขายเริ่มเติบโ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในโลกของการทำธุรกิจ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ยอดขายเริ่มเติบโตและฐานลูกค้าขยายใหญ่ขึ้น คำถามที่เจ้าของกิจการเกือบทุกท่านต้องเผชิญคือ &#8220;ถึงเวลาจดทะเบียนบริษัทหรือยัง?&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การจดทะเบียนบริษัทไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมาย หรือการมีตราประทับสวยๆ บนเอกสารเท่านั้น แต่มันคือ &#8220;รากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน&#8221; ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือต่อคู่ค้า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน หรือแม้แต่การบริหารจัดการภาษีอย่างเป็นระบบที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเหลือ &#8220;กำไร&#8221; ที่แท้จริงมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นจดบริษัทมักมาพร้อมกับคำถามมากมาย ทั้งเรื่องขั้นตอนที่ดูซับซ้อน การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการที่ต้องใช้เวลา การดำเนินการจำเป็นต้องดำเนินการเอง หรือสามารถว่าจ้างทนายความ หรือใครที่สามารถกระทำการแทนได้ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย  ยังรวมถึงการจัดเตรียมเอกสารที่วุ่นวาย และภาระทางบัญชีที่ตามมา เพื่อให้การเริ่มต้นของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายปี 2568 เราได้รวบรวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ที่นี่ ดังนี้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>นิติบุคคล มี 3 ประเภท</strong></h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>ห้างหุ้นส่วนสามัญ : หุ้นส่วนร่วมรับผิดชอบหนี้แบบไม่จำกัด</li>



<li>ห้างหุ้นส่วนจำกัด : มีทั้งหุ้นส่วนที่รับผิดแบบจำกัดและไม่จำกัด</li>



<li>บริษัทจำกัด : ผู้ถือหุ้นรับผิดตามมูลค่าหุ้นของตน เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท 256</strong>9</h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เริ่มจากการทำความเข้าใจรูปแบบของธุรกิจตนเองว่าเหมาะกับประเภทใด เพื่อวางแผนเอกสารและขั้นตอนล่วงหน้า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. เตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนจดทะเบียนบริษัท&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้เริ่มก่อการ/ผู้ถือหุ้น: อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป&nbsp;</li>



<li>ทุนจดทะเบียน ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำ แต่ควรสอดคล้องกับธุรกิจ ส่วนใหญ่นิยมเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท (หากมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติด้วยแนะนำทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท)</li>



<li>ชื่อบริษัท (ที่ผ่านการจองแล้ว)</li>



<li>ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ (เลขที่บ้าน, หมู่ที่, แขวง/ตำบล)</li>



<li>วัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจ (ขายอะไร ทำอะไร)</li>



<li>ข้อมูลผู้ถือหุ้นทุกคน (ชื่อ-สกุล, เลขบัตรประชาชน, ที่อยู่, จำนวนหุ้นที่ถือ)</li>



<li>พยาน 2 คน (ใช้ชื่อและเลขบัตรประชาชน)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. ตั้งชื่อบริษัทและจองชื่อ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จองชื่อบริษัทออนไลน์ ขั้นตอนแรกคือการตั้งชื่อบริษัทและตรวจสอบไม่ให้ซ้ำกับบริษัทที่จดทะเบียนไปแล้ว<br>&#8211; ทำที่ไหน: เว็บไซต์<a href="https://www.dbd.go.th/"> </a><a href="http://dbd.go.th">dbd.go.th<br></a>&#8211; เทคนิค: ควรเตรียมไว้ 3 ชื่อเรียงตามลำดับความชอบ ชื่อต้องไม่มีคำต้องห้าม (เช่น คำที่เกี่ยวกับ<br>ราชวงศ์ หรือชื่อกระทรวงต่างๆ)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. ยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจองชื่อเรียบร้อย ให้ยื่นเอกสารภายใน 30 วัน พร้อมแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ กรรมการ และผู้ถือหุ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. เปิดจองหุ้นและนัดประชุมผู้ถือหุ้น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เปิดให้ผู้ร่วมก่อตั้งหรือผู้สนใจถือหุ้นจองซื้อหุ้น และเตรียมจัดประชุมเพื่อแจ้งข้อมูลบริษัท</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>6. ประชุมแต่งตั้งกรรมการ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่งตั้งกรรมการบริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และอนุมัติงบประมาณ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>7. ยื่นขอจดทะเบียนบริษัท</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นจดทะเบียนให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือนหลังจากประชุมจัดตั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>8. ชำระค่าธรรมเนียม</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันการจดทะเบียนผ่านระบบ e-Registration มีค่าธรรมเนียมในอัตราพิเศษที่ถูกกว่าการเดินไปจดที่กรมฯ โดยตรง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าธรรมเนียมโดยประมาณ:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จดทะเบียนบริษัท 5,000 บาท</li>



<li>อากรแสตมป์ 210 บาท</li>



<li>ค่าหนังสือรับรองและสำเนาต่างๆ เพิ่มเติม</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>9. รับใบสำคัญการจดทะเบียน (หนังสือรับรอง)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว&nbsp; นายทะเบียนอนุมัติ คุณจะได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซึ่งเลขนี้จะถูกใช้เป็น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี&nbsp; ซึ่งเรียกว่า “หนังสือรับรอง” และใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ถือเป็นอันเสร็จสิ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>10. จดบริษัทเสร็จแล้ว ต้องทำอะไรต่อ?</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การได้หนังสือรับรองเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภายหลังจดทะเบียนเสร็จสิ้น 7 สิ่งที่ห้ามลืม คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เปิดบัญชีธนาคาร ในนามบริษัท</li>



<li>ขึ้นทะเบียนนายจ้าง กับสำนักงานประกันสังคม (ถ้ามีพนักงาน)</li>



<li>จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากคาดว่ารายได้จะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี</li>



<li>จัดทำบัญชี และจัดหาผู้สอบบัญชีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มดำเนินกิจการ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สรุป </strong>หากธุรกิจของคุณเริ่มมีรายได้สูงกว่า 750,000 บาท/ปี การจดทะเบียนบริษัทจะช่วยลดภาษี และเพิ่มความน่าเชื่อถือทางธุรกิจได้มากขึ้น ที่สำคัญคือการบริหารจัดการที่เป็นระบบ พร้อมต่อยอดสู่การขยายกิจการในอนาคต</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>จดทะเบียนบริษัท vs ห้างหุ้นส่วน ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนประหยัดภาษีกว่า</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การตัดสินใจเลือกจดทะเบียนระหว่าง &#8220;บริษัทจำกัด (บจก.)&#8221; หรือ &#8220;ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.)&#8221; ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลายคนเข้าใจผิดว่า หจก. ประหยัดภาษีกว่า หรือบริษัททำได้ยากกว่า แต่ในความเป็นจริงปี 2568 ทั้งสองรูปแบบมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันอย่างชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ความรับผิดชอบในหนี้สิน (หัวใจสำคัญที่ต้องรู้)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องชื่อ แต่เป็นเรื่อง &#8220;ความรับผิดชอบ&#8221; เมื่อเกิดปัญหาทางธุรกิจ:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บริษัทจำกัด (บจก.): ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบ &#8220;จำกัด&#8221; เฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น หากบริษัทเป็นหนี้ 10 ล้าน แต่คุณลงหุ้นไว้ 1 ล้านและจ่ายครบแล้ว ทรัพย์สินส่วนตัว (บ้าน, รถ, เงินฝาก) จะปลอดภัย</li>



<li>ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.): ต้องมี &#8220;หุ้นส่วนผู้จัดการ&#8221; อย่างน้อยหนึ่งคนที่เป็นประเภท &#8220;ไม่จำกัดความรับผิด&#8221; หมายความว่าหาก หจก. เป็นหนี้และสินทรัพย์ของหจก.ไม่พอจ่าย หุ้นส่วนผู้จัดการต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชดใช้หนี้ทั้งหมดจนกว่าจะครบ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. โครงสร้างและการบริหาร</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บจก.: บริหารงานผ่านคณะกรรมการบริษัท มีความน่าเชื่อถือสูงในสายตาธนาคารและคู่ค้าขนาดใหญ่ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขยายตัวหรือระดมทุน</li>



<li>หจก.: มักเป็นธุรกิจครอบครัวหรือเพื่อนฝูงที่ไว้ใจกันสูง การบริหารจัดการยืดหยุ่นกว่า แต่ความน่าเชื่อถือน้อยกว่าในการยื่นกู้ธนาคารหรือประมูลงานใหญ่</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. เปรียบเทียบเรื่อง &#8220;ภาษี&#8221; แบบชัดๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนถามว่า &#8220;แบบไหนประหยัดภาษีกว่า?&#8221; คำตอบคือ: &#8220;ทั้งสองแบบเสียภาษีในอัตราที่เท่ากัน&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้ง บจก. และ หจก. เสียภาษีจาก &#8220;กำไรสุทธิ&#8221; (รายได้ &#8211; ค่าใช้จ่าย) ในอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้:</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-background has-border-color has-palette-color-7-border-color" style="background-color:#b6e1d1"><thead><tr><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>กำไรสุทธิ (บาท)</strong></th><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>อัตราภาษีสำหรับ SME*</strong></th><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>อัตราภาษีบริษัทใหญ่</strong></th></tr></thead><tbody><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">0 &#8211; 300,000</td><td class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>ยกเว้น (0%)</strong></td><td class="has-text-align-center" data-align="center">20%</td></tr><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">300,001 &#8211; 3,000,000</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">15%</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">20%</td></tr><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">มากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">20%</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">20%</td></tr></tbody></table></figure>



<p class="wp-block-paragraph">เงื่อนไข SME: ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เปิดธุรกิจใหม่มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนอยากมี &#8220;บริษัท&#8221; เป็นของตัวเอง แต่ยังไม่กล้าเริ่มต้นเพราะไม่แน่ใจเรื่องค่าใช้จ่าย กลัวว่าจะมีงบบานปลาย บทความนี้เราจะมากางตัวเลขให้เห็นชัดๆ ว่าในปี 2568 การเปิดบริษัทหนึ่งแห่งต้องใช้เงินเท่าไหร่ และมีค่าอะไรบ้างที่คุณต้องจ่ายจริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน (จ่ายให้รัฐ)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าธรรมเนียมถูกกำหนดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งจะมีความแตกต่างกันตามช่องทางการจดทะเบียน:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ (e-Registration): * ราคาเหมาจ่าย: ประมาณ 5,500 บาท (รวมค่าอากรแสตมป์แล้ว)
<ul class="wp-block-list">
<li><em>หมายเหตุ:</em> เป็นวิธีที่ถูกที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนี้</li>
</ul>
</li>



<li>จดทะเบียนแบบ Walk-in (ไปที่กรมฯ):
<ul class="wp-block-list">
<li>จะคิดตามทุนจดทะเบียน (ล้านละ 5,000 บาท) ขั้นต่ำ 5,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท</li>



<li>ยังมีค่าอากรแสตมป์และค่าใบสำคัญอื่นๆ เพิ่มเติม รวมแล้วมักจะสูงกว่าการจดออนไลน์</li>
</ul>
</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. ทุนจดทะเบียน (ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่?)</p>



<p class="wp-block-paragraph">นี่คือส่วนที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด &#8220;ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ไม่ต้องมีเงินสด 1 ล้านบาทวางโชว์ในวันแรก&#8221;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การชำระหุ้นขั้นต่ำ: กฎหมายกำหนดให้ชำระเงินค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน</li>



<li>ตัวอย่าง: หากคุณจดบริษัทด้วยทุน 1 ล้านบาท คุณต้องมีเงินเข้าบัญชีบริษัทจริงอย่างน้อย 250,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการเริ่มต้นธุรกิจ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. ค่าใช้จ่ายแฝงในการเริ่มต้น (Hidden Costs) นอกจากค่าธรรมเนียมรัฐแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่ต้องเตรียมไว้:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ค่าตรายางบริษัท</li>



<li>ค่าบริการจ้างจดทะเบียนขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและบริการเสริม เช่น บริการเปิดบัญชีธนาคาร หรือจด VAT&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. งบประมาณที่ต้องเตรียมหลังจดบริษัทเสร็จ (รายเดือน/รายปี)&nbsp; เมื่อเป็นบริษัทแล้ว คุณจะมี &#8220;หน้าที่&#8221; ทางภาษีและบัญชีที่ต้องจ่าย</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ค่าทำบัญชีรายเดือน</li>



<li>ค่าตรวจสอบบัญชี (Audit): ต้องจ่ายปีละครั้งขึ้นอยู่กับจำนวนรายการค้า</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>&#8220;สิทธิประโยชน์และภาษี&#8221; (Benefits &amp; Tax)</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. สร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล&nbsp; การจดทะเบียนบริษัทคือการยืนยันตัวตนว่าธุรกิจของคุณมีที่ตั้งชัดเจน มีโครงสร้างการบริหาร และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สำหรับคู่ค้า:</strong> บริษัทใหญ่ๆ มักเลือกทำธุรกิจกับนิติบุคคลมากกว่าบุคคลธรรมดา เพราะสามารถออกใบกำกับภาษีได้ถูกต้อง</li>



<li><strong>สำหรับลูกค้า:</strong> การโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคล ลดโอกาสการถูกมองว่าเป็นมิจฉาชีพ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. จำกัดความเสี่ยง รับผิดชอบหนี้สินแค่ที่ลงหุ้น&nbsp; นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดในเชิงกฎหมาย หากคุณทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา แล้วเกิดปัญหาเป็นหนี้สิน ทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของคุณ (บ้าน, รถ, ที่ดิน) อาจถูกยึดเพื่อชำระหนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ในนามบริษัท:</strong> หากเกิดเหตุสุดวิสัยจนบริษัทล้มละลาย คุณจะรับผิดชอบหนี้สิน <strong>&#8220;จำกัดเพียงมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ&#8221;</strong> เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวที่เหลือจะถูกแยกออกจากหนี้ของบริษัทอย่างเด็ดขาด&nbsp;&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. วางแผนภาษีได้หลากหลายกว่าและประหยัดกว่าหลายคนกลัวภาษีนิติบุคคล แต่ความจริงแล้วการเป็นบริษัทช่วยให้คุณ &#8220;เสียภาษีอย่างชาญฉลาด&#8221; ได้มากกว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>หักค่าใช้จ่ายตามจริง:</strong> ทุกบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงาน หรือแม้แต่ค่ารับรองลูกค้า สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด</li>



<li><strong>อัตราภาษี SME:</strong> หากกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทแรก คุณจะได้รับ <strong>ยกเว้นภาษี (0%)</strong> และกำไรส่วนที่เกินจนถึง 3 ล้านบาท เสียเพียง 15% ซึ่งมักจะถูกกว่าฐานภาษีบุคคลธรรมดาเมื่อรายได้คุณสูงขึ้น</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้ง่าย&nbsp; หากต้องการขยายสาขาหรือสต็อกของเพิ่ม การขอสินเชื่อในนามบริษัท (SME Loan) มักทำได้ง่ายกว่าและได้วงเงินที่สูงกว่าบุคคลธรรมดา นอกจากนี้บริษัทยังสามารถสะสม &#8220;Statement&#8221; หรือประวัติทางการเงินที่สวยงาม เพื่อใช้ในการระดมทุนจากนักลงทุนหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. การบริหารจัดการที่เป็นระบบและยั่งยืน&nbsp; การจดบริษัทบังคับให้คุณต้องทำบัญชี ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจจริงๆ:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>รู้ว่าส่วนไหนคือ <strong>&#8220;กำไร&#8221;</strong> และส่วนไหนคือ <strong>&#8220;ต้นทุน&#8221;</strong></li>



<li>แยกกระเป๋าเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจออกจากกันชัดเจน</li>



<li>ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารหรือส่งต่อให้ทายาท (Business Continuity)</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ทำไมรายได้ถึง 1.8 ล้านต่อปี ถึงควรจดทะเบียนบริษัททันที?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">หากคุณทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา แล้วพบว่ายอดขาย (รายได้รวมแบบยังไม่หักค่าใช้จ่าย) เริ่มเข้าใกล้หรือแตะระดับ 1,800,000 บาทต่อปี นี่คือสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ บทความนี้จะเจาะลึกว่าทำไมตัวเลขนี้ถึงเป็น &#8220;จังหวะทอง&#8221; ที่คุณต้องจดทะเบียนบริษัททันที</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. กับดัก &#8220;ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตามกฎหมายสรรพากร เมื่อบุคคลธรรมดามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี &#8220;บังคับ&#8221; ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ภายใน 30 วัน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ความเสี่ยง: หากคุณไม่จดทะเบียนบริษัทแล้วยังฝืนทำในนามบุคคล คุณจะต้องควักเงินตัวเองจ่าย VAT 7% ส่งสรรพากรจากยอดขายทั้งหมดที่เกินมา ซึ่งมักจะทำให้กำไรหายไปเกือบทั้งหมด</li>



<li>ทางแก้: การจดบริษัทจะช่วยให้คุณบริหารจัดการภาษีซื้อ-ภาษีขาย ได้อย่างเป็นระบบ และสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อต้องออกใบกำกับภาษีให้กับคู่ค้า</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. ภาษีบุคคลธรรมดา &#8220;ยิ่งรวย ยิ่งจ่ายแพง&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาษีบุคคลธรรมดาเป็นแบบ &#8220;อัตราก้าวหน้า&#8221; ซึ่งสูงสุดถึง 35% * หากคุณมีรายได้สุทธิสูง การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (60%) ของบุคคลธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ทำให้คุณต้องเสียภาษีในฐานที่สูงมาก</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ในขณะที่บริษัท: เสียภาษีจาก &#8220;กำไรสุทธิ&#8221; (รายได้ลบค่าใช้จ่ายตามจริง) และถ้าเป็น SME กำไร 3 แสนแรก ฟรีภาษี! ส่วนที่เหลือเสียเพียง 15-20% ซึ่งประหยัดกว่าเห็นๆ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. การหักค่าใช้จ่าย &#8220;ตามจริง&#8221; คืออาวุธลับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในนามบุคคลธรรมดา สรรพากรยอมให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เพียงบางประเภทธุรกิจ (ส่วนใหญ่ 60%) แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนของคุณอาจสูงถึง 80%</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จดบริษัท: คุณสามารถนำค่าเช่าที่, ค่าไฟ, ค่าน้ำมัน, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าโฆษณา Facebook/Google มาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทุกบาททุกสตางค์ (ตราบที่มีใบเสร็จถูกต้อง) ทำให้กำไรสุทธิที่จะนำไปคิดภาษีน้อยลง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. แยก &#8220;เงินส่วนตัว&#8221; ออกจาก &#8220;เงินธุรกิจ&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อรายได้แตะ 1.8 ล้านบาท เงินหมุนเวียนในบัญชีจะเริ่มเยอะจนน่าตกใจ การทำธุรกิจในนามบุคคลจะทำให้บัญชีธนาคารส่วนตัวของคุณดูวุ่นวาย และเสี่ยงต่อการถูก ตรวจสอบบัญชีธนาคาร (กฎหมาย e-Payment)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การจดบริษัทช่วยให้คุณแยกกระเป๋าชัดเจน คุณจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองในฐานะกรรมการบริษัท ซึ่งเงินเดือนส่วนนี้ก็นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้อีกต่อหนึ่งด้วย!</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">5. ความเตรียมพร้อมเพื่อการก้าวกระโดด</p>



<p class="wp-block-paragraph">รายได้ 1.8 ล้านคือบทพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจของคุณไปได้รอด</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การจดบริษัทในช่วงนี้จะช่วยให้คุณมี งบการเงิน ที่สวยงามเพื่อใช้ยื่นกู้ธนาคารในปีถัดไป</li>



<li>เพิ่มโอกาสในการรับงานจากบริษัทใหญ่หรือหน่วยงานราชการที่มักกำหนดว่าคู่ค้าต้องเป็นนิติบุคคลที่จด VAT เท่านั้น</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ SME จดบริษัทใหม่ได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีจริงไหม?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">1.สิทธิยกเว้นภาษีจาก &#8220;กำไรสุทธิ&#8221; (SME Tax Rates)</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนใหม่และมีคุณสมบัติเป็น SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้รับสิทธิยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามลำดับขั้น ดังนี้:</p>



<figure class="wp-block-table is-style-regular"><table class="has-text-color has-background has-link-color has-border-color has-palette-color-7-border-color" style="color:#1c1e21;background-color:#b6e1d1"><thead><tr><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>กำไรสุทธิ (บาท)</strong></th><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>อัตราภาษีปี 2568</strong></th></tr></thead><tbody><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>0 &#8211; 300,000</strong></td><td class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>ยกเว้นภาษี (0%)</strong></td></tr><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">300,001 &#8211; 3,000,000</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">เสียภาษี 15%</td></tr><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">มากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">เสียภาษี 20%</td></tr></tbody></table></figure>



<p class="wp-block-paragraph">2. มาตรการ &#8220;หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า&#8221; (Double Deduction)</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากการยกเว้นภาษีจากกำไรแล้ว ปี 2568 ยังมีสิทธิพิเศษที่ช่วยให้คุณ &#8220;กำไรลดลงในทางบัญชีแต่เงินเหลือจริงมากขึ้น&#8221; ผ่านการหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าที่จ่ายจริง:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>SME Digital Transformation: หากซื้อซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือบริการดิจิทัลที่ลงทะเบียนกับ depa สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า (จ่าย 1 แสน หักได้ 2 แสน) สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท (มีผลถึงสิ้นปี 2570)</li>



<li>การจ้างงานผู้สูงอายุ: หากจ้างพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป (เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท) สามารถนำค่าจ้างมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า</li>



<li>การฝึกอบรมพนักงาน: ค่าส่งพนักงานไปอบรมเพื่อพัฒนาทักษะ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า เช่นกัน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. สิทธิพิเศษสำหรับ &#8220;New Startup&#8221; ในพื้นที่เฉพาะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากธุรกิจของคุณเป็นกลุ่ม Target Industries (เช่น เทคโนโลยี, อาหารแปรรูป, พลังงานสะอาด) และตั้งอยู่ในเขตพื้นที่พิเศษ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาจได้รับสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าปกติ เช่น:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 5-13 ปี (ต้องขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI)</li>



<li>ยกเว้นภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับในช่วงเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษี</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. สิทธิประโยชน์จากการ &#8220;ขาดทุนสะสม&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากปีแรกที่จดบริษัทคุณยังไม่มีกำไร (ขาดทุน) กฎหมายอนุญาตให้นำ &#8220;ผลขาดทุนสุทธิ&#8221; ในปีนี้ ไปหักออกจากกำไรในอนาคตได้นานถึง 5 รอบบัญชี ซึ่งช่วยให้คุณไม่ต้องเสียภาษีในวันที่ธุรกิจเริ่มทำกำไรได้ในช่วงแรกๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;ข้อควรระวังเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์</strong></p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ต้องยื่นแบบแม้ไม่มีภาษีต้องจ่าย:</strong> แม้กำไรจะไม่ถึง 300,000 บาท คุณยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (รายปี) และ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ให้ตรงกำหนด</li>



<li><strong>เอกสารต้องครบ:</strong> การใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า ต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและเอกสารรับรองตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด</li>



<li><strong>รักษาคุณสมบัติ SME:</strong> ระวังอย่าให้ทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้าน หรือรายได้เกิน 30 ล้าน เพราะจะทำให้ฐานภาษีเปลี่ยนเป็น 20% ตั้งแต่บาทแรกทันที</li>
</ol>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-white-color has-palette-color-2-background-color has-text-color has-background has-link-color has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-white-color has-text-color has-background has-link-color has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/company-registration/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟ้องคดีกู้ยืม</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/filing-a-lawsuit-over-a-loan/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/filing-a-lawsuit-over-a-loan/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jan 2026 01:00:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=557</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคที่ค่าครองชีพสูงสวนทางกับรายได้ การ &#8220;กู้ยืมเ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในยุคที่ค่าครองชีพสูงสวนทางกับรายได้ การ <strong>&#8220;กู้ยืมเงิน&#8221;</strong> จึงกลายเป็นทางออกที่หลายคนเลือกใช้  แต่ปัญหาคือการกู้ยืมเงินกันส่วนมากจะเกิดขึ้นระหว่าง ญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แม้แต่คนคู่รักก็ยังมีโอกาสกู้ยืมเงินกัน และการกู้ยืมเงินกันนั้นส่วนมากจะเป็นการกู้ยืมเงินโดยปากเปล่า ไม่มีหลักฐาน จะฟ้องก็ไม่ได้ จนทำให้เงินไม่ได้คืน และความสัมพันธ์ระหว่างกันก็มีปัญหาอีก </p>



<p class="wp-block-paragraph">เบื้องต้นในการแนะนำหลีกเลี่ยงในการให้กู้ยืมเงินกัน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต้องผู้ให้กู้ต้องทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินกันให้ชัดเจน หรือมีแชทข้อความการกู้ยืมเงินกัน มีสลิปการโอนเงิน ไว้ด้วย เพื่อเกิดปัญหาลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ จนทำให้มีข้อพิพาทต้องว่าจ้างทนายความฟ้องร้องคดีกันในศาล </p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักฐานการกู้ยืมเงิน</strong> </h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ </strong> </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 653</strong> “ การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">            ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ 2544&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 4</strong> “ในพระราชบัญญัตินี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ธุรกรรม” หมายความว่า การกระทําใดๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์หรือ ในการดําเนินงานของรัฐตามที่กําหนดในหมวด 4 &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“อิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทาง แสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่างๆ เช่นว่านั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ธุรกรรมที่กระทําขึ้นโดยใช้วิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ข้อความ” หมายความว่า เรื่องราวหรือข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบของตัว อักษร ตัวเลข เสียง ภาพ หรือรูปแบบอื่นใดที่สื่อความหมายได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดย ผ่านวิธีการใดๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือ ประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือโทรสาร</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่น ใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนํามาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็น เจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคล ดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ระบบข้อมูล” หมายความว่า กระบวนการประมวลผลด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สําหรับ สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การส่งหรือรับข้อความด้วย วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้มาตรฐานที่กําหนดไว้ล่วงหน้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ผู้ส่งข้อมูล” หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นผู้ส่งหรือสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก่อนจะมีการ เก็บรักษาข้อมูลเพื่อส่งไปตามวิธีการที่ผู้นั้นกําหนด โดยบุคคลนั้นอาจจะส่งหรือสร้างข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง หรือมีการส่งหรือสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในนามหรือแทนบุคคลนั้นก็ได้ ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นสื่อกลางสําหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ผู้รับข้อมูล” หมายความว่า บุคคลซึ่งผู้ส่งข้อมูลประสงค์จะส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้และ ได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นสื่อกลางสําหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“บุคคลที่เป็นสื่อกลาง” หมายความว่า บุคคลซึ่งกระทําการในนามผู้อื่นในการส่ง รับ หรือ เก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ รวมถึงให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์นั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ใบรับรอง” หมายความว่า ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือการบันทึกอื่นใด ซึ่งยืนยันความ เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของลายมือชื่อกับข้อมูลสําหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“เจ้าของลายมือชื่อ” หมายความว่า ผู้ซึ่งถือข้อมูลสําหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นในนามตนเองหรือแทนบุคคลอื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">“คู่กรณีที่เกี่ยวข้อง” หมายความว่า ผู้ซึ่งอาจกระทําการใดๆ โดยขึ้นอยู่กับใบรับรองหรือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่าง อื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดย พระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงนิติบุคคล คณะบุคคล หรือบุคคล ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ดําเนินงานของรัฐไม่ว่าในการใดๆ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 7</strong> “ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใด เพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 8</strong> “ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้การใดต้องทํา เป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทําข้อความขึ้นเป็นข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนํากลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความ นั้นได้ทําเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้ต้องมีการปิดอากรแสตมป์หากได้มีการชําระเงินแทนหรือ ดําเนินการอื่นใดด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานของรัฐซึ่ง เกี่ยวข้องประกาศกําหนด ให้ถือว่าหนังสือ หลักฐานเป็นหนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งมีลักษณะเป็นตรา สารนั้นได้มีการปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าตามกฎหมายนั้นแล้ว ในการนี้ในการกําหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว คณะกรรมการจะกําหนดกรอบและแนวทางเพื่อเป็น มาตรฐานทั่วไปไว้ด้วยก็ได้ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 9</strong> “ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; (1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อ รับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน และ</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้โดยเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่ง ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยคํานึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมหรือข้อตกลงของคู่กรณี</p>



<p class="wp-block-paragraph">วิธีการที่เชื่อถือได้ตาม (2) ให้คํานึงถึง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ก. ความมั่นคงและรัดกุมของการใช้วิธีการหรืออุปกรณ์ในการระบุตัวบุคคล สภาพพร้อมใช้ งานของทางเลือกในการระบุตัวบุคคล กฎเกณฑ์เกี่ยวกับลายมือชื่อที่กําหนดไว้ในกฎหมายระดับ ความมั่นคงปลอดภัยของการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์การปฏิบัติตามกระบวนการในการระบุตัว บุคคลผู้เป็นสื่อกลาง ระดับของการยอมรับหรือไม่ยอมรับ วิธีการที่ใช้ในการระบุตัวบุคคลในการทํา ธุรกรรม วิธีการระบุตัวบุคคล ณ ช่วงเวลาที่มีการทําธุรกรรมและติดต่อสื่อสาร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข. ลักษณะ ประเภท หรือขนาดของธุรกรรมที่ทําจํานวนครั้งหรือความสม่ําเสมอในการทํา ธุรกรรม ประเพณีทางการค้าหรือทางปฏิบัติความสําคัญ มูลค่าของธุรกรรมที่ทํา หรือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;ค. ความรัดกุมของระบบการติดต่อสื่อสาร</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;ให้นําความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับการประทับตราของนิติบุคคลด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ด้วยโดยอนุโลม”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การฟ้องคดี ต้องมีหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร</strong> </p>



<p class="wp-block-paragraph">การฟ้องร้องเรียกเงินคืนในกรณีผิดสัญญากู้ยืมเงินนั้น <strong>&#8220;หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ&#8221;</strong> คือหัวใจสำคัญที่สุด การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้&nbsp; ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลักฐานการ<strong>กู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องมีแบบไว้ </strong>ขอเพียงให้มีรายละเอียดสำคัญครบถ้วนดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ข้อมูลคู่สัญญา:</strong> ระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้กู้และใครเป็นผู้ให้กู้</li>



<li><strong>จำนวนเงิน:</strong> ยอดเงินที่กู้ยืมกันจริง (ควรระบุทั้งตัวเลขและตัวอักษร)</li>



<li><strong>เงื่อนไขการชำระคืน:</strong> กำหนดวันที่ต้องคืนเงิน หรือตกลงแบ่งจ่ายเป็นงวดอย่างไร</li>



<li><strong>ดอกเบี้ย (ถ้ามี):</strong> ระบุอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน (ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีตามกฎหมาย)</li>



<li><strong>ลายมือชื่อ:</strong> สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ <strong>&#8220;ลายมือชื่อผู้กู้&#8221;</strong> เพื่อเป็นการยืนยันความรับผิดชอบในหนี้นั้น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">หากสัญญามีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ก็ถือเป็นหลักฐานที่ใช้ยันต่อศาลได้ทันที แม้จะเป็นกระดาษที่เขียนขึ้นเองด้วยลายมือก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2.ไม่หลักฐานการกู้เป็นหนังสือ จะยื่นฟ้องร้องได้ไหม?</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนอาจกังวลว่า เมื่อเพื่อนหรือคนรู้จักมายืมเงินผ่านโซเชียลมีเดียแล้วไม่ได้ทำหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจะฟ้องร้องไม่ได้ <strong>แต่ในความเป็นจริง &#8220;หลักฐานดิจิทัล&#8221; มีน้ำหนักตามกฎหมายเทียบเท่าหนังสือสัญญา</strong> ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เจ้าหนี้สามารถใช้ประวัติการสนทนา ไม่ว่าจะเป็นจาก LINE, Messenger หรืออีเมล มาใช้ยื่นฟ้องต่อศาลได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือหลักฐานนั้นต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ตัวตนของผู้กู้:</strong> ข้อความต้องระบุได้ชัดเจนว่าใครเป็นคนขอกู้ (ชื่อบัญชีผู้ใช้ที่ยืนยันตัวตนได้)</li>



<li><strong>เจตนาการกู้ยืม:</strong> มีข้อความขอยืมเงินและตกลงจะคืนเงินอย่างชัดแจ้ง</li>



<li><strong>จำนวนเงิน:</strong> ระบุยอดเงินที่ขอกู้ยืม</li>



<li><strong>หลักฐานการส่งมอบเงิน:</strong> <strong>&#8220;สลิปการโอนเงิน&#8221; (Slip)</strong> คือหลักฐานสำคัญที่สุดที่ยืนยันว่าการกู้ยืมสมบูรณ์แล้ว</li>



<li><strong>วันกำหนดชำระ:</strong> หากมีระบุไว้จะช่วยให้การนับอายุความและการผิดนัดชัดเจนยิ่งขึ้น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 595,500 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมครบถ้วนแล้ว หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่ชำระต้นเงิน คงชำระดอกเบี้ย 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 6,550 บาท การที่โจทก์ส่งข้อความทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยมีใจความว่า เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7 ถึง มาตรา 9 มาใช้บังคับด้วย แม้ข้อความนี้จะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ก็ตาม แต่การส่งข้อความทางเฟสบุ๊คจะปรากฏชื่อผู้ส่งด้วยและโจทก์ก็ยอมรับว่าได้ส่งข้อความถึงจำเลยจริง ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2556</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การที่จำเลยนำบัตรกดเงินสดควิกแคชไปถอนเงินและใส่รหัสส่วนตัวเปรียบได้กับการลงลายมือชื่อตนเอง ทำรายการเบิกถอนเงินตามที่จำเลยประสงค์ และกดยืนยันทำรายการพร้อมรับเงินสดและสลิป การกระทำดังกล่าวถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7,8 และมาตรา 9 ประกอบกับคดีนี้จำเลยมีการขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเงินสดควิกแคชที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มีเอกสารซึ่งมีข้อความชัดว่าจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ขอขยายเวลาชำระหนี้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อมาแสดง จึงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมอีกโสดหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในการนำคดีขึ้นสู้ศาลนั้น  ไม่ใช่ทุกเรื่องจะเป็นข้อพิพาทที่สามารถนำไปขึ้นสู่ศาลได้ทั้งหมด  หากการกระทำนั้นขัดต่อหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด นิติกรรมนั้นอาจตกเป็น “โมฆะ” หรือ “โมฆียะ” ซึ่งส่งผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ  เช่น หนี้ค้ายาเสพติด หนี้การพนัน เป็นต้น เป็นหนี้ที่ไม่สามารถเรียกร้องกันได้ตามกฎหมาย  ถือเป็นโมฆะ  คือเรียกร้องกันไม่ได้  เนื่องจากเป็นหนี้ที่ขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน  นั้นจึงเป็นความเข้าใจผิดของหลายคน ที่คิดว่า  หนี้ที่มีการตกลงกันแล้ว ย่อมเป็นหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายทั้งหมด หากแต่ความเป็นจริง <strong>ไม่ใช่นิติกรรมทุกกรณีจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย</strong> </p>



<p class="wp-block-paragraph">นิติสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ฝ่าย หรือมากกว่านี้ เกิดจากการตั้งใจทำ <strong>“นิติกรรม”</strong> เพื่อให้มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย   เช่น การทำสัญญากู้ยืม การซื้อขาย การเช่า หรือการค้ำประกัน   นิติกรรมจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ </p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ต้องเป็นการกระทำของบุคคล</strong><strong><br></strong></li>



<li><strong>ต้องกระทำโดยสมัครใจ</strong> ไม่ถูกข่มขู่หรือหลอกลวง<br></li>



<li><strong>ต้องชอบด้วยกฎหมาย</strong> ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี<br></li>



<li><strong>ต้องมุ่งให้เกิดผลทางกฎหมาย</strong> เช่น ก่อให้เกิดหนี้ สิทธิ หรือหน้าที่</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง นิติกรรมอาจตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะได้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 </strong>&nbsp; “นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>นิติกรรมที่เป็น “โมฆะ” </strong>   หมายถึง <strong>นิติกรรมที่กฎหมายถือว่าไม่มีผลตั้งแต่ต้น</strong> เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ระหว่างคู่กรณี และไม่สามารถนำไปอ้างหรือบังคับได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามหรือขัดศีลธรรม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 </strong>การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ&nbsp; <strong>ตัวอย่าง&nbsp; </strong>หนี้การพนัน หนี้ที่เกิดจากการฉ้อโกง&nbsp; หนี้หวยใต้ดิน&nbsp; หนี้จากยาเสพติด หนี้ที่เกิดจากการกระทำอาญา ดอกเบี้ยเกินกฎหมาย หนี้นอกระบบ สัญญาที่สนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย&nbsp; นิติกรรมเหล่านี้ <strong>ไม่ถือเป็นหนี้ตามกฎหมาย</strong> และไม่สามารถฟ้องร้องหรือทวงถามได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา</strong> <strong>150&nbsp;</strong> “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. นิติกรรมที่ไม่ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 152</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ เช่น สัญญาที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ แต่กลับตกลงกันด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียน แต่เป็นการทำสัญญากันระหว่างคู่สัญญเท่านั้น กฎหมายกำหนดต้องมีพยาน แต่สัญญาไม่มีพยาน <strong>ผลทางกฎหมายของนิติกรรมโมฆะ หมายความว่า</strong>ไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น และไม่มีสิทธิฟ้องหรือทวงหนี้&nbsp; คู่กรณีอ้างสิทธิจากนิติกรรมนั้นไม่ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 152</strong>  “การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>นิติกรรมที่เป็น “โมฆียะ”</strong>    หมายถึง นิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ในเบื้องต้น แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิบอกล้างได้ หากมีการบอกล้าง นิติกรรมจะสิ้นผลย้อนหลังไปถึงวันทำสัญญา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>กรณีที่เป็นโมฆียะตามกฎหมาย เช่น </strong>ผู้เยาว์ทำสัญญาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม&nbsp; หรือบุคคลไร้ความสามารถทำนิติกรรมด้วยตนเอง จะทำให้ <strong>ผลทางกฎหมายของนิติกรรมโมฆียะ กล่าวคือ นิติกรรมจะ</strong>มีผลผูกพันอยู่ก่อน&nbsp; หากผู้มีสิทธิบอกล้าง จะทำให้นิติกรรมนั้นสิ้นผลได้ นั้นก็หมายความว่า หากไม่มีการบอกล้าง นิติกรรมยังคงมีผลใช้บังคับ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 153 </strong>“การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ดังนั้น</strong> หนี้ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ซึ่งจะสามารถใช้กลไกการทวงถามหนี้ได้นั้น จะต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</strong>มาตรา 149 และหากเป็นหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทางกฎหมายเป็นโมฆะหรือโมฆียะตามกฎหมาย เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิทวงถามหนี้ได้&nbsp; หากมีการคุกคามหรือใช้ความรุนแรง แม้หนี้นั้นจะ <strong>ไม่ใช่หนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย</strong> แต่เจ้าหนี้ยังคงต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่การรับผิดนั้นจะเป็นการรับผิดตามกฎหมายอื่นแทน&nbsp; &nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อายุความในการฟ้องคดี</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในการกู้ยืมเงิน หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ดี สิทธิดังกล่าว <strong>มิได้มีอยู่ตลอดไป</strong> แต่ถูกจำกัดด้วยเรื่อง <strong>“อายุความฟ้องหนี้เงินกู้”</strong> ตามที่กฎหมายกำหนด </p>



<p class="wp-block-paragraph">อายุความในการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ สามารถแบ่งออกได้เป็น <strong>2 กรณีหลัก</strong> คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อายุความ <strong>5 ปี</strong> และ</li>



<li>อายุความ <strong>10 ปี</strong></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1.กรณีกำหนดชำระเป็นงวด (อายุความ 5 ปี)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณี <strong>หนี้เงินกู้ที่ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด ๆ</strong> ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายปี หรือกำหนดชำระเป็นงวดตามสัญญา ถือเป็น <strong>อายุความหนี้ผ่อน</strong> ตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นงวดอย่างชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตาม <strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33</strong> “สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เจ้าหนี้มักเข้าใจคลาดเคลื่อน คือเรื่อง “อายุความหนี้เงินกู้” หลายคนเข้าใจว่า หนี้เงินกู้ทุกกรณีมีอายุความ 10 ปีเสมอ แต่ในทางกฎหมาย ความเข้าใจเช่นนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด แท้จริงแล้ว การพิจารณาอายุความ มิได้ดูเพียงชื่อของสัญญาว่าเป็น “สัญญากู้เงิน” เท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาไปถึง ลักษณะการชำระหนี้ที่คู่สัญญาเลือกผูกพันกันจริงว่าเป็นการชำระหนี้ก้อนเดียว หรือเป็นการผ่อนชำระเป็นงวด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12442/2553</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้มีข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินกู้คืนทุกเดือนตามคำสั่งหรือกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เดือนละ 148,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และงวดต่อๆ ไปทุกวันที่ 23 ของเดือน จนกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้มีการชำระครบถ้วนแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อผู้ให้กู้เดิมและจำเลยที่ 1 เลือกผูกพันตามข้อตกลงในการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนโดยวิธีชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกเดือนรวมระยะเวลา 5 ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กู้เดิมหรือโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องกับจำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามข้อตกลงที่คู่สัญญาเลือกปฏิบัติผูกนิติสัมพันธ์กันนั้น เมื่อข้อตกลงชำระหนี้เงินกู้คืนที่ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันนั้นเป็นการชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2551</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สัญญากู้ยืมเงินมีข้อตกลงว่า จำเลยสัญญาว่าจะใช้เงินต้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นเดือน เดือนละ 5,000 บาท ดังนี้ การฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจึงถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินเพื่อผ่อนต้นทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีกำหนดอายุความไว้ห้าปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) (มาตรา 166 เดิม) มิใช่กรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้อันต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2.กรณีไม่ได้กำหนดชำระเป็นงวด (อายุความ 10 ปี)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในกรณีที่ <strong>สัญญากู้ยืมเงินไม่ได้กำหนดรายละเอียดการชำระหนี้เป็นงวด</strong> ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายปี หรือไม่มีการระบุวันครบกำหนดชำระหนี้ไว้โดยชัดแจ้ง หนี้ดังกล่าวถือเป็น <strong>หนี้เงินกู้ที่ไม่มีการแบ่งงวดชำระ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ตาม <strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30</strong> “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8172/2551</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น<br>สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3441/2565</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จำเลยให้การว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อประเภทบัตรกดเงินสดจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างจากจำเลย รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปเป็นกรณีที่จำเลยให้การว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) หรือไม่ เท่านั้น แม้จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองว่า หนี้ส่วนนี้ขาดอายุความ 5 ปี ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นขึ้นเพราะเป็นเรื่องนอกคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ฎีกาในเรื่องนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7<br>ส่วนที่จำเลยให้การในตอนท้ายต่อมาว่า นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแต่ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น คำให้การในส่วนนี้ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่าขาดอายุความเรื่องใด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ 5 ปี ได้ความว่า สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ เป็นกรณีที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อเป็นวงเงินกู้ประเภทหมุนเวียนแบบมีกำหนดการชำระคืนขั้นต่ำและหรือแบบมีการกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งการเบิกรับเงินกู้สามารถเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติโดยใช้บัตรกดเงินสดที่ธนาคารออกให้หรือให้ธนาคารนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือวิธีการอื่น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้นับแต่วันที่ขอเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง รูปคดีจึงเป็นสัญญาบริการสินเชื่อหาใช่เป็นเรื่องผู้ประกอบธุรกิจรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยภายหลัง สิทธิเรียกร้องเช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มิใช่ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) ฟ้องโจทก์สำหรับหนี้สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ จึงไม่ขาดอายุความ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้ แม้ระยะเวลาอายุความจะต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่ทั้งสองกรณีมี <strong>หลักการเดียวกัน</strong> คือ<strong>การนับอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย </strong>เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วันที่มีการกู้ยืมเงินและถึงกำหนดชำระ<br></li>



<li>วันที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้<br></li>



<li>หรือวันที่เจ้าหนี้มีการทวงถามแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากเจ้าหนี้ <strong>ไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ</strong> ไม่ว่าจะเป็นกรณีอายุความ 5 ปี หรือ 10 ปี ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิ <strong>ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นอ้างต่อศาลได้</strong> ส่งผลให้ศาลไม่อาจบังคับคดีให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้ แม้หนี้เงินกู้นั้นจะยังมีอยู่จริงในทางข้อเท็จจริงก็ตาม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เขตอำนาจศาล</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนยื่นฟ้องคดีหนี้เงินกู้ เจ้าหนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า จะต้องยื่นฟ้องต่อศาลใดจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากหากยื่นฟ้องต่อศาลที่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดี อาจทำให้ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง หรือจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลักเกณฑ์เรื่องเขตอำนาจศาล บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น ในคดีหนี้เงินกู้ <strong>เจ้าหนี้สามารถเลือกยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ 2 แห่ง</strong> คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ศาลในท้องที่ <strong>ภูมิลำเนาของจำเลย</strong></li>



<li>ศาลในท้องที่ <strong>มูลคดีเกิดขึ้น</strong></li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">การตรวจสอบเขตอำนาจศาลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การฟ้องคดีเป็นไปอย่างถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ลดความเสี่ยงที่คดีจะสะดุดในชั้นต้น และช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในระยะยาว&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อให้เข้าใจเรื่องเขตอำนาจศาลมาก อยากให้ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 1824/2567 ประกอบปัญหาเรื่อง <strong>เขตอำนาจศาล</strong> เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนการยื่นฟ้องคดีแพ่ง โดยเฉพาะคดีที่คู่ความอยู่คนละท้องที่ หรือมีการทำสัญญาผ่านโทรศัพท์หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งศาลได้วินิจฉัยความหมายของคำว่า <strong>“มูลคดีเกิดขึ้น”</strong> ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ว่า หมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง มิได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่ภูมิลำเนาของจำเลยเท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ศาลฎีกาวางหลักว่า ในกรณีสัญญาซื้อขายที่ทำผ่านโทรศัพท์ สถานที่ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายใช้ในการเจรจาและตกลงทำสัญญา ต่างถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ร่วมกัน โจทก์จึงมีสิทธิเลือกยื่นฟ้องต่อศาลในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ แม้จำเลยจะไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่นั้นก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">คำพิพากษาฎีกาที่ 1824/2567&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการเสนอคำฟ้องนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า &#8220;คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่&#8221; คำว่า &#8220;มูลคดี&#8221; หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง มูลคดีของเรื่องนี้เป็นเรื่องสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 356 บัญญัติให้ถือว่าเป็นคำเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าด้วยเช่นกันนั้น คงมีผลแต่เพียงว่า การที่บุคคลคนหนึ่งทำคำเสนอไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ดังกล่าว หากมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองไว้ เสนอ ณ ที่ใดเวลาใดก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้นเท่านั้น มิได้บัญญัติไปถึงกับให้ถือว่าขณะนั้นทั้งผู้เสนอและผู้สนองอยู่ในสถานที่เดียวกันด้วย ข้อเท็จจริงยังคงต้องฟังว่า ขณะมีการเจรจาตกลงทำสัญญาซื้อขายรายนี้ จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 เจรจาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนโจทก์เจรจาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้น ทั้งจังหวัดสมุทรปราการที่โจทก์อยู่และจังหวัดกาญจนบุรีที่จำเลยที่ 2 อยู่ จึงต่างเป็นสถานที่ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายรายนี้ร่วมกัน โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลได้ การที่จำเลยที่ 2 ผู้เสนอได้รับคำสนองรับจากโจทก์นั้นเป็นแต่เพียงข้อพิจารณาว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วหรือไม่เท่านั้น มิได้ทำให้สถานที่ที่จำเลยที่ 2 อยู่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดเพียงแห่งเดียวแต่อย่างใด</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ความคุ้มค่าในการฟ้องคดีและการบังคับคดี</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ฟ้องคดีหนี้เงินกู้ ควรฟ้องหรือไม่ หากลูกหนี้ยังไม่มีทรัพย์สิน </strong>หากพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ เจ้าหนี้ย่อมหวังให้ได้รับเงินคืนตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี ก่อนตัดสินใจฟ้องคดี เจ้าหนี้ควรพิจารณาถึง <strong>ความคุ้มค่าในการดำเนินคดีและความเป็นไปได้ในการบังคับคดี</strong> ควบคู่กันไป&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป เจ้าหนี้ควรตรวจสอบว่า ความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ ว่า<strong>ลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอให้บังคับคดีได้หรือไม่ </strong>หากวันหนึ่งลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระหนี้คืนได้ เช่น ทรัพย์สินที่สามารถยึดได้ เงินเดือน รายได้ประจำ หรือสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินดังกล่าว เจ้าหนี้ต้องพิจารณาถึงศักยภาพ ในตัวลูกหนี้ ว่ามีความสามารถในการหารายได้ เพื่อชำระหนี้คืนอีกประการด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ การที่ลูกหนี้ ยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ในขณะฟ้องคดี มิได้หมายความว่าการฟ้องคดีจะไร้ประโยชน์เสมอไป เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้เป็นเรื่องที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าลูกหนี้จะมีทรัพย์สินหรือรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อใด</p>



<p class="wp-block-paragraph">การฟ้องคดีในช่วงที่สิทธิเรียกร้องยังไม่ขาดอายุความ จึงเป็นการ <strong>รักษาสิทธิของเจ้าหนี้ไว้ตามกฎหมาย</strong> เพื่อให้สามารถนำคำพิพากษาไปใช้บังคับคดีได้ทันทีในอนาคต เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในทางกลับกัน หากเจ้าหนี้เลือกที่จะไม่ฟ้องคดี และปล่อยให้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความไป ต่อให้ในภายหลังลูกหนี้จะมีทรัพย์สินหรือมีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น เจ้าหนี้ก็ไม่อาจใช้สิทธิทางศาลบังคับให้ชำระหนี้ได้อีก หากลูกหนี้ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น การประเมินความคุ้มค่าในการฟ้องคดี มิได้พิจารณาเพียงสภาพทรัพย์สินของลูกหนี้ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึง <strong>การรักษาสิทธิทางกฎหมายในระยะยาว</strong> และความเสี่ยงจากการขาดอายุความควบคู่กันไปด้วย</p>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/filing-a-lawsuit-over-a-loan/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลำดับทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/heir-to-inheritance/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/heir-to-inheritance/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 01:00:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=554</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-6abbc0d137046982e34a547f488f02f1 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกแก่<strong> &#8220;ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก&#8221; </strong></p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-723af6fe5ddc7529e63de210d76165e5 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">แต่ในการพิจารณาว่า ใครเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกนั้น มิได้เป็นเรื่องที่ใช้ความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเกณฑ์ หากแต่เป็นเรื่องที่ กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติให้ มีทายาทโดยธรรมมีทั้งหมด 6 ลำดับ และวางหลักการรับมรดกไว้เป็นระบบแน่นอน </p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-b11ec4cbf29e972bd46b0762757e6a3a wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าทายาททั้ง 6 ลำดับจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกร่วมกันทั้งหมดในคราวเดียวกันเสมอไป การแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายไทยใช้หลักที่เรียกว่า <strong>“ญาติสนิทตัดญาติห่าง”</strong> กล่าวคือ กฎหมายให้ความสำคัญกับความใกล้ชิดทางสายโลหิตเป็นลำดับแรก หากทายาทในลำดับที่ใกล้ที่สุดยังมีชีวิตอยู่ ทายาทในลำดับถัดไปย่อม ไม่มีสิทธิรับมรดก และในกรณีที่ทายาทอยู่ในลำดับเดียวกัน การแบ่งทรัพย์มรดกต้องเป็นไปอย่าง เท่าเทียมกันทุกคนก่อนเข้าสู่กระบวนการแบ่งทรัพย์มรดก ยังมีประเด็นทางกฎหมายสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับขั้นตอน ได้แก่<br><strong>ประการแรก</strong> ต้องตรวจสอบว่า เจ้ามรดกมีคู่สมรสหรือไม่ ซึ่งหากมี จะต้องดำเนินการ แบ่งสินสมรสออกก่อนตามกฎหมาย เนื่องจากสินสมรสไม่ใช่ทรัพย์มรดกทั้งหมด<br><strong>ประการที่สอง</strong> ต้องพิจารณาว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ เพราะพินัยกรรมมีผลเหนือการรับมรดกโดยธรรม<br><strong>และประการสุดท้าย</strong> ต้องตรวจสอบว่า ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกถูกตัดสิทธิ หรือมีการสละมรดกหรือไม่</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c1752c35d7224c1e869f168ce176a1b3 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เมื่อพิจารณาครบถ้วนตามลำดับดังกล่าวแล้ว ทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่จึงจะถือเป็น ทรัพย์มรดก ที่นำมาแบ่งให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์ มรดกทั้ง 6 ลำดับ</strong></h2>



<figure class="wp-block-image size-large is-style-default"><img decoding="async" width="724" height="1024" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-724x1024.png" alt="ทายาท 6 ลำดับ ที่สามารถรับทรัพย์มรดกได้ " class="wp-image-555" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-724x1024.png 724w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-212x300.png 212w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-768x1086.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-1086x1536.png 1086w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-1448x2048.png 1448w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1.png 1587w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-80f2fde25220279c291e4a062ed5a10a wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 1 : ผู้สืบสันดาน</strong> หมายถึง ผู้สืบสันดานตามสายโลหิตโดยตรงของเจ้ามรดก<strong> </strong>ได้แก่ บุตร หลาน เหลน ลื่อ ไม่จำกัดจำนวนชั้นตราบเท่าที่ยังมีสายสืบทอดต่อเนื่องกันอยู่ของบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และ บุตรนอกสมรสที่บิดาได้ให้การรับรองแล้ว<strong> ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627</strong> ผู้สืบสันดานของเจ้ามรดกลำดับที่ 1 ยังหมายความรวมถึงบุตรบุญธรรม <strong>ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/27</strong> ด้วย&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-7897e5d359e5a8c437a22febc1761fab wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ความแตกต่างระหว่างผู้สืบสายโลหิตกับบุตรบุญธรรมในเรื่อง “รับมรดกแทนที่” </strong>แม้ว่าบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรนอกสมรสที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม จะถูกจัดอยู่ในฐานะ “ผู้สืบสันดาน” เช่นเดียวกัน แต่กฎหมายได้วางหลักการแตกต่างกันไว้ในเรื่อง <strong>การรับมรดกแทนที่</strong> อย่างชัดเจน&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-ed69687f1678798e94ccab2cd320b1e8 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ผู้สืบสายโลหิตโดยตรง </strong>ซึ่งมีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และ บุตรนอกสมรสที่บิดาได้ให้การรับรองแล้ว จะใช้หลักเดียวกัน ในกรณีที่ผู้สืบสันดานซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดก ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก หลาน เหลน หรือลื่อ ซึ่งเป็นผู้สืบสายโลหิตลำดับถัดไป ย่อมมีสิทธิ รับมรดกแทนที่ บุคคลนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1631 และมาตรา 1639 การรับมรดกแทนที่ในกรณีผู้สืบสายโลหิตสามารถดำเนินต่อไปได้เป็นทอด ๆ จนกว่าสายสืบสันดานจะสิ้นสุดลง&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8cec2910c80f59cd03d78aec41f868de wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>&nbsp;บุตรบุญธรรม </strong>ในทางกลับกัน แม้บุตรบุญธรรมจะมีสถานะเป็นผู้สืบสันดาน และมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกโดยตรงเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หาก บุตรบุญธรรมถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก <strong>บุตรของบุตรบุญธรรมจะไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่</strong> เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ถือว่าหลานของเจ้ามรดกทางบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานของเจ้ามรดกตามสายโลหิต&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-262d2474c7985c7d3b253d45186be4ec wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไขสำคัญของการเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย </strong>การที่บุคคลหนึ่งจะมีสถานะเป็นบุตรบุญธรรม และมีสิทธิรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานได้นั้นต้องเป็นการรับบุตรบุญธรรมที่ สมบูรณ์ตามกฎหมาย เท่านั้น ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/27</strong> บัญญัติว่า “การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน” กล่าวคือ การเลี้ยงดูเด็กเสมือนบุตร โดย ไม่จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ไม่ก่อให้เกิดสถานะบุตรบุญธรรมในทางกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดก</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4957c879f11bf940c8a5b715b5fbb946 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 2 : บิดามารดา </strong>หมายถึง <strong>บิดาและมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น</strong> ซึ่งอธิบายแยกได้ดังนี้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-84078588d830eb312622ccf0adecfae2 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>มารดา</strong> ถือเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร และเป็นทายาทโดยธรรมโดยสมบูรณ์ ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-5e7bf4dac4c222d1386ae4eebaade2e8 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>บิดา </strong>ถือเฉพาะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากเป็นบิดาไม่ชอบด้วยกำหมาย ตาม&nbsp; ป.พ.พ.1627 จะไม่ได้สิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทลำดับที่ 2&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-f45c8b8326378c5ee21b535b1a15b7c8 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>กรณีบุตรบุญธรรมและผู้รับบุตรบุญธรรม </strong>แม้ผู้รับบุตรบุญธรรมจะมีสถานะเป็นบิดาหรือมารดาในทางกฎหมายก็ตาม แต่ <strong>กฎหมายมิได้ให้สิทธิผู้รับบุตรบุญธรรมรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรม </strong>ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/29&nbsp; “ การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการณ์รับบุตรบุญธรรมนั้น”</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e5ce7b5dd1e9afb01366d3e8334755e1 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 3 : พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน </strong>หมายถึง <strong>พี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกันโดยสายโลหิต</strong> กล่าวคือ เป็นพี่น้องที่เกิดจากบิดาและมารดาคนเดียวกันจริง ๆ การพิจารณาว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหรือไม่ <strong>ให้พิจารณาจากความสัมพันธ์ทางสายเลือดเป็นหลัก</strong> มิได้พิจารณาถึงความชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาแต่อย่างใด หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมลำดับนี้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี <strong>พี่น้องที่เกิดจากการรับบุตรบุญธรรมของบิดามารดา</strong> มิได้ถือเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตกัน จึง <strong>ไม่เข้าข่ายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3</strong>&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-7c5c16b77cc2d24d48c23c8f3c2e1507 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 จะมีสิทธิได้รับมรดก <strong>ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) และลำดับที่ 2 (บิดามารดา)</strong> เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-86bac23cd26e07b4516fee652b7a4104 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 4 : พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน&nbsp; </strong>หมายถึง <strong>พี่น้องร่วมบิดา หรือ มารดาเดียวกันโดยสายโลหิต</strong>&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-f67b514847240cbe2f40cc11a8f42b8e wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 4 จะมีสิทธิได้รับมรดก <strong>ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา)</strong>&nbsp; <strong>ลำดับที่3&nbsp; (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) </strong>เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-974f7f880cff5e6d13810be72d92f500 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 5 : ปู่ ย่า ตา ยาย </strong>หมายถึง ปู่ย่า คือ บิดามารดาของบิดาเจ้ามรดก&nbsp; ส่วนตา ยาย คือ บิดามารดาของมารดาเจ้ามรดก&nbsp; ปู่ ย่า ตา ยาย ที่จะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรานี้ได้ คือผู้บุพการี หรือญาติสืบสายโลหิตโดยตรงของเจ้ามรดกเท่านั้น และต้องเป็นปู่ ที่ชอบด้วยกฎหมายของมีบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ส่วนตาต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเจ้ามรดกตามคำพิพากษาฎีกาที่ 870/2594</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4820b3554f12d39b2a60bbdf71613eb6 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 5 จะมีสิทธิได้รับมรดก <strong>ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา)</strong>&nbsp; <strong>ลำดับที่ 3 (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 4 (พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน) </strong>เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-21095d20ded5286f61198e826db216cc wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 6 : ลุง ป้า น้า อา </strong>หมายถึง ญาติสายตรงในชั้นถัดไป ทั้งของทั้งฝั่งบิดาและมารดา เป็นลำดับสุดท้ายที่กฎหมายรับรองเป็นทายาทโดยธรรม</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-afd213f0956d1f8e6456e07606375bf7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 6 จะมีสิทธิได้รับมรดก <strong>ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา)</strong>&nbsp; <strong>ลำดับที่ 3 (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 4 (พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 5 (ปู่ ย่า ตา ยาย)&nbsp; </strong>เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4b5c6004a19e2802b6345bf85b2357b9 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สิทธิของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่: ทายาทโดยธรรม &#8220;ลำดับพิเศษ&#8221; </strong>ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่สมรสที่จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย ถูกกำหนดให้เป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคท้าย ซึ่งมีความพิเศษกว่าทายาทลำดับอื่น คือ &#8220;มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับทายาทโดยธรรมทุกลำดับ&#8221; ในสัดส่วนการแบ่งมรดกจะพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 ดังนี้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e63fe72f2a9c6c527c34ffa8c163f108 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>1. รับมรดกร่วมกับ &#8220;ลูก&#8221; (ทายาทลำดับที่ 1)&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-c5ec2a1dee4759ce399cf36e5a3a48ea" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไข:</strong> เจ้ามรดกมีผู้สืบสันดาน (บุตร) หรือผู้รับมรดกแทนที่บุตร</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-5d197a9cf107b39478006fce8bef52a4" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สัดส่วน:</strong> คู่สมรสมีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง <strong>&#8220;เสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร&#8221;</strong></li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-c26719d5e2a225883111e1a3a5113d3f" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>อธิบาย:</strong> ถ้านับจำนวนบุตรได้กี่คน ให้บวกคู่สมรสเข้าไปอีก 1 คน แล้วหารแบ่งในสัดส่วนที่เท่ากันทุกคน</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d73a716412a61bd9f82cedc8a949cade wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>2. รับมรดกร่วมกับ &#8220;พ่อแม่&#8221; หรือ &#8220;พี่น้องร่วมบิดามารดา&#8221; (ทายาทลำดับที่ 2 หรือ 3)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-f7d79c1b5cdce2bed57c23de4a816a1e" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไข:</strong> มีบิดามารดา (ลำดับ 2) หรือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (ลำดับ 3) ยังมีชีวิตอยู่</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-262432d35818d1d6ee2b3091a06ea99e" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สัดส่วน:</strong> คู่สมรสมีสิทธิได้รับมรดก <strong>&#8220;กึ่งหนึ่ง&#8221; (1/2)</strong> ของกองมรดกทั้งหมด</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-f8250ab4adafc72b3f9fd1ee7d668f23" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>อธิบาย:</strong> ทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งครึ่งแรกให้คู่สมรส ส่วนอีกครึ่งที่เหลือจึงนำไปแบ่งในกลุ่มทายาทลำดับที่ 2 หรือ 3</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-381b1bb4f81609bdbb27b95dc9085164 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>3. รับมรดกร่วมกับ &#8220;ทายาทลำดับรอง&#8221; (ลำดับที่ 4, 5 หรือ 6)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-6d1ced817f94705b8645af398887a20b" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไข:</strong> ไม่มีทายาทลำดับ 1ถึง3 แต่มีพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา (ลำดับ 4), ปู่ย่าตายาย (ลำดับ 5) หรือ ลุงป้าน้าอา (ลำดับ 6)</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-7782b3eccebb03667ffc25c2615403df" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สัดส่วน:</strong> คู่สมรสมีสิทธิได้รับมรดก <strong>&#8220;สองในสามส่วน&#8221; (2/3)</strong></li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-3661f4b4717879e4f5daa38316ad5a67" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>อธิบาย:</strong> แบ่งมรดกเป็น 3 ส่วน คู่สมรสรับไป 2 ส่วน และทายาทที่เหลือแบ่งกันเพียง 1 ส่วน</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8ca0ecc4e5feb9b0e9718172470bc200 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>4. กรณีไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับอื่นเลย</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-6286e955c8a29600f1525639bf02766a">
<li><strong>เงื่อนไข:</strong> ไม่เหลือทายาทลำดับที่ 1 ถึง 6 เลย</li>



<li><strong>สัดส่วน:</strong> คู่สมรสมีสิทธิได้รับ <strong>&#8220;มรดกทั้งหมด&#8221;</strong> แต่เพียงผู้เดียว</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>กฎหมายที่เกี่ยวข้อง</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-b70e06f4dbee0576dccd4d83d480f65d wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ </strong><strong>มาตรา1629 </strong>&nbsp;&#8220;ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-48c84dda236bb1a877eea418aa55820e wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) ผู้สืบสันดาน</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c85a19bac4823e2be37da5782b91fce9 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) บิดามารดา</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-5acf56c7d403d7d9bbc7bdba44e79acf wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-3bb8b4752a1c7258e39c9124881f837a wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-007eb4b3e97335a0a38e20ac71146739 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (5) ปู่ ย่า ตา ยาย</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-af0571ce0f08bec3841ebed045767d0c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (6) ลุง ป้า น้า อา</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-6e4a3d5b94e94399912559a254e50991 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635 &#8220;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4487dc03ce986bb63c75aea18b9002b7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>&nbsp;</strong><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 </strong>&#8220;ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-14f57cfb6b9a2aaafb9a4ca349874aed wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1)  ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8c1193baa1fdc918e8687e8f77a83623 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2)แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e89db5750eb7bb9e580a829c7cadaa0c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (4) หรือ (6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629 (5) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-068840b8e9a51de59c23dbd290caa5d2 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด&#8221;</p>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/heir-to-inheritance/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ร้องตั้งผู้จัดการมรดก</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/petition-to-appoint-an-executor-of-the-estate/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/petition-to-appoint-an-executor-of-the-estate/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 01:00:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=550</guid>

					<description><![CDATA[การร้องตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ย่อมเกิดจากการตายของเจ้ามร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">การร้องตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ย่อมเกิดจากการตายของเจ้ามรดก และเจ้ามรดกมีทรัพย์สินที่ทายาทไม่สามารถแบ่งบันให้กับบรรดาทายาทได้  เพราะเหตุเกิดจากการที่ทายาทไปติดต่อเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานแล้วบุคคลเหล่านั้นแนะนำให้ทายาทมาร้องต่อศาลให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกเสียก่อน </p>



<p class="wp-block-paragraph">การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก ยอมตกทอดแก่ทายาท มรดกจะเกิดขึ้นได้ยอมเกิดจากการตายของเจ้ามรดก ไม่ว่าจะเป็นการตายโดยธรรมชาติหรือผลของกฎหมายที่บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญตาม ป.พ.พ.มาตรา 62&nbsp; เมื่อบุคคลถึงแก่กรรม ทรัพย์สิน สิทธิ และภาระผูกพันต่าง ๆ เช่น ที่ดิน เงินฝาก หุ้น หนี้ หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าอื่น ๆ จะตกทอดแก่ทายาทโดยชอบธรรมตามกฎหมาย หรือผู้รับพินัยกรรมที่เจ้ามรดกได้กำหนดไว้</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ทายาทไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือจัดการทรัพย์มรดกเหล่านั้นได้ทันที <strong>ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้ง “ผู้จัดการมรดก” ก่อนเสมอ</strong> แม้จะมีพินัยกรรมหรือไม่มีพินัยกรรมก็ตาม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ร้องตั้งผู้จัดการมรดก คืออะไร ใครบ้างที่มีสิทธิยื่นคำร้อง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การร้องตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ตาม<strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188</strong> “ ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (4) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท แต่ในคดีที่ยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คำอนุญาตที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ปฏิเสธเสียหรือให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถอนคืนคำอนุญาตอันได้ให้ไว้แก่ผู้ไร้ความสามารถนั้น ให้ถือว่าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท แม้ถึงว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ไร้ความสามารถนั้นจะได้มาศาล และแสดงข้อคัดค้านในการให้คำอนุญาตหรือถอนคืนคำอนุญาตเช่นว่านั้น”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บุคคลผู้มีสิทธิขอยื่นตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาล</strong> ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713</strong> “ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อจัดการทรัพย์มรดกนั้น จะต้องพิจารณา บุคคลดังต่อไปนี้&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1.ถ้ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมของเจ้ามรดกผู้ตายไว้แล้ว</strong> ก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. หากไม่มีพินัยกรรม </strong>บุคคลตาม ป.พ.พ.มาตรา 1713 จึงสามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">          <strong>2.1 ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก</strong> คือจะต้องเป็นทายาทโดยธรรมที่อยู่ในลำดับที่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก&nbsp; และไม่เสียสิทธิในการรับมรดก&nbsp; เช่น ไม่เคยถูกจำกัดมิให้รับทรัพย์มรดก ไม่ถูกตัดไม่ให้รับทรัพย์มรดก หรือมิได้สละมรดก&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทายาทโดยธรรม (ป.พ.พ. มาตรา 1629) ตามลำดับดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ผู้สืบสันดาน (บุตรหลาน)<br>2. บิดา มารดา<br>3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน<br>4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน<br>5. ปู่ ย่า ตา ยาย<br>6. ลุง ป้า น้า อา<br>กรณีพิเศษ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตถือเป็นทายาทชั้นบุตร (ป.พ.พ. มาตรา1635)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หมายเหตุ</strong> ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่&nbsp; หรือมีการรับมรดกแทนที่&nbsp; หรือสืบมรดกแล้วแต่กรณี ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 ถึง 6 <strong>ไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก </strong>(ฏ. 1479/2553)</p>



<p class="wp-block-paragraph">          <strong>2.2 ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม </strong>แม้ไม่ใช่ญาติหรือคู่สมรสก็ตามและจะเป็นนิติบุคคลก็ได้ ข้อแม้คือพินัยกรรมนั้นจะต้องสมบูรณ์ จึงจะถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย<strong>&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เหตุผลทางกฎหมายคือ ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมเป็นผู้ที่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์มรดกเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย&nbsp; สิทธิในทรัพย์นั้นยังไม่เกิดผลสมบูรณ์ จนกว่าจะมีการจัดการกองมรดก&nbsp; ดังนั้น ผู้รับทรัพย์ย่อมมีส่วนได้เสียโดยตรงต่อการจัดการมรดก</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม จึงสามารถยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713</p>



<p class="wp-block-paragraph">         <strong>2.3 ผู้มีส่วนได้เสียหมาย</strong>ถึงบุคคลที่ไม่ใช่ทายาทของผู้ตายแต่มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายตัวอย่างจะเป็นเรื่องของกรณีคู่สมรสไม่ได้จดทะเบียน</p>



<p class="wp-block-paragraph">คู่สมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมแต่อาจมีสิทธิ์ได้ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกถ้าปรากฏว่าในระหว่างอยู่กินร่วมกันและทำมาหาได้ร่วมกันหรือมีชื่อในทรัพย์สินร่วมกันจนแบ่งแยกออกจากกันไม่ได้ (ฎ.1239/2554,3785-3787/2552)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>        2.4 อัยการมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้เอง</strong> แต่ไม่ได้หมายความว่าเอกชนจะไป “ขอให้อัยการช่วยยื่นแทน” ได้ทุกกรณี จากบทบัญญัตินี้ หลายคนเข้าใจว่า “หากทายาทไม่สะดวก ก็สามารถขอให้อัยการยื่นคำร้องแทนได้” แต่ในทางกฎหมาย ความหมายที่แท้จริงไม่เป็นเช่นนั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลักกฎหมายที่ถูกต้องคือ&nbsp; อัยการมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ “ในฐานะของอัยการเอง” ไม่ใช่การยื่นคำร้องแทนทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียตามคำขอส่วนตัว</p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีใดที่อัยการจะยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ต่อเมื่อเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อคุ้มครองกองมรดก เช่น&nbsp; ไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏตัว&nbsp; กองมรดกถูกทอดทิ้งไม่มีผู้จัดการ&nbsp; ทรัพย์มรดกอาจสูญหาย เสียหาย หรือถูกยักยอก&nbsp; หรือมีเหตุที่ต้องให้รัฐเข้าคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และในกรณีดังกล่าว อัยการเป็นผู้พิจารณาดุลพินิจเอง ว่าจะยื่นคำร้องหรือไม่<br>ไม่ใช่ว่าทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถบังคับหรือร้องขอให้อัยการยื่นคำร้องแทนตนได้โดยอัตโนมัติ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก </strong>จะต้องไม่ต้องห้ามตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 </strong>“บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย ”&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ขั้นตอนการร้องตั้งผู้จัดการมรดก ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อทายาทตกลงกันได้แล้วว่ามีความจำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดก (ตามเหตุขัดข้องในมาตรา 1713) ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมเอกสารและดำเนินกระบวนการทางศาล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. เอกสารที่ต้องเตรียม (สำคัญมาก)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การยื่นคำร้องต่อศาลต้องใช้เอกสารยืนยันความสัมพันธ์และสิทธิในทรัพย์มรดก โดยหลักๆ ประกอบด้วย:</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. เอกสารเกี่ยวกับผู้ตาย (เจ้ามรดก)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใบมรณบัตร (ฉบับจริงหรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง)</li>



<li>ทะเบียนบ้านของผู้ตาย (ฉบับที่มีการจำหน่ายว่า &#8220;ตาย&#8221;)</li>



<li>ใบสำคัญการสมรสหรือใบสำคัญการหย่า (ถ้ามี)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. เอกสารเกี่ยวกับผู้จะเป็นผู้จัดการมรดกและทายาท</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก</li>



<li>บัญชีเครือญาติ (แผนผังแสดงความสัมพันธ์ของทายาททุกคน)</li>



<li>สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน</li>



<li>หนังสือยินยอมจากทายาท (ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก)</li>



<li>ใบมรณบัตรของทายาทที่เสียชีวิตไปก่อนหน้า (ถ้ามี)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดก</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดิน, คู่มือจดทะเบียนรถยนต์, สมุดบัญชีธนาคาร, ใบหุ้น เป็นต้น (เพื่อยืนยันว่ามีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการจริง)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ขั้นตอนการดำเนินงานทางศาล</strong></p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ยื่นคำร้อง:</strong> ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลชั้นต้นที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ขณะถึงแก่ความตาย</li>



<li><strong>การประกาศโฆษณา:</strong> ศาลจะสั่งให้มีการประกาศโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือปิดประกาศที่ศาล เพื่อให้โอกาสทายาทคนอื่นที่อาจไม่ทราบเรื่องมาคัดค้าน (ปกติใช้เวลาประมาณ 15-30 วัน)</li>



<li><strong>วันนัดไต่สวน:</strong> ศาลจะนัดไต่สวนคำร้อง โดยผู้ร้อง (และทายาทบางส่วน) ต้องไปให้ถ้อยคำต่อศาลเพื่อยืนยันความเป็นทายาทและความเหมาะสมของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก</li>



<li><strong>ศาลมีคำสั่ง:</strong> หากไม่มีการคัดค้านและศาลเห็นว่าผู้ร้องมีคุณสมบัติเหมาะสม ศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก</li>



<li><strong>ขอคัดคำสั่งศาล:</strong> เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง (และไม่มีการอุทธรณ์) ผู้จัดการมรดกสามารถขอคัดสำเนาคำสั่งศาลพร้อม &#8220;ใบสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด&#8221; เพื่อนำไปใช้แสดงอำนาจต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือธนาคารได้</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ร้องตั้งผู้จัดการมรดก ใช้เวลานานไหม ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่</strong></h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>ระยะเวลาดำเนินกระบวนการในศาล นับแต่มีการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเข้าไป&nbsp; เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว จะกำหนดวัน&nbsp; ไต่สวนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก โดยเฉลี่ยจะประมาณ 45 ถึง 60 วัน&nbsp; ซึ่งปัจจุบันการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก สามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกผ่านระบบ e-Filing ศาล และสามารถยื่นคำร้องขอไต่สวนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ผ่านการประชุมทางจอภาพ Video Conference โดยใช้ระบบ Zoom, Google Meet หรือ Line Meeting ได้&nbsp;</li>



<li>การคิดค่าฤชาธรรมเนียม(ค่าขึ้นศาล) ในกรณีร้องตั้งขอผู้จัดการมรดก เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เรื่องละ 200 บาท ค่ารับรองเอกสารฉบับละ 50 บาท&nbsp; และค่าใบสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด ฉบับละ 50 บาท</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ไม่ร้องตั้งผู้จัดการมรดก ได้หรือไม่ มีผลเสียอย่างไร</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก หากทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกไม่เหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก(ผู้ตาย) เนื่องจากเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์สินที่ต้องจัดการ ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกก็ไม่จำเป็นต้องร้องตั้งผู้จัดการมรดก&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ถ้าทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก&nbsp; มีเหตุขัดข้องไม่สามารถจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก (ผู้ตาย) เช่น เจ้าพนักงานของกรมที่ดินไม่เปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินให้ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่อนุญาตให้ถอนเงินในบัญชี ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก จึงมีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องขอต่อศาล ให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน ผู้จัดการมรดกจึงจะเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกต่อไป ตาม(ป.พ.พ. มาตรา1713 (1))</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เขตอำนาจศาล</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ถือ เป็นคดีไม่ทุนทรัพย์ การยื่นคำร้องขอ จึงต้องยื่นที่ศาลจังหวัดเท่าน้้น เพราะศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาอรรถคดีในเขตอำนาจของตนได้ทั้งหมด ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 18</p>



<p class="wp-block-paragraph">คดีไม่มีข้อพิพาทโดยทั่วไปแล้วการยื่นคำร้องขอต่อศาล สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลมีอำนาจได้ 2 ศาล คือ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ศาลที่มูลคดีเกิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล&nbsp; ตาม(ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(2)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2)</strong> “ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อยกเว้น เขตอำนาจศาล ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น” การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก จึงต้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ตามภูมิเลาเนาของเจ้ามรดกขณะถึงแก่ความตาย ตามบทบัญญัติเป็นการเฉพาะ ตามป.วิแพ่งมาตรา 4จัตวา&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา</strong> “ คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล”</p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาหลายแห่งสามารถเลือกแห่งใดแห่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายก็ได้ เพื่อสะดวกในการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 และฎ.5912/2539</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 37</strong> “ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5912/2539&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้ผู้ตายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่จังหวัดพิจิตรและผู้ตายถึงแก่ความตายที่จังหวัดพิจิตรแต่ผู้ตายก็ได้อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ร้องจนมีบุตรด้วยกันถึง4คนที่จังหวัดสมุทรปราการรวมทั้งผู้ตายได้ซื้อที่ดินไว้ที่จังหวัดสมุทรปราการแสดงว่าผู้ตายมีบ้านที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นสถานที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญอีกแห่งหนึ่งด้วยบ้านที่จังหวัดสมุทรปราการจึงเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา37ดังนั้นผู้ร้องจึงมีสิทธิเสนอคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4 จัตวา</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อายุความ/กำหนดการยื่นคำร้อง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก มีปัญหาหนึ่งที่ทายาทมักสงสัยคือ &#8220;ต้องใช้สิทธิในการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกภายในกำหนดกี่ปีนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลไว้ เพราะ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก &#8220;ไม่มีอายุความ&#8221; </strong>เพราะว่าไม่ใช้เรื่องของการต้องใช้สิทธิเรียกร้อง เหมือนคดีหนี้สินหรือคดีฟ้องแบ่งมรดก จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของอายุความ ตราบใดที่ยังมีทรัพย์มรดกเหลืออยู่ หรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องดำเนินการทางทะเบียน เช่น การโอนที่ดิน, การปิดบัญชีธนาคาร ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป 10 ปี หรือ 20 ปีก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ต้องยื่นคำร้อง &#8220;ก่อนการแบ่งมรดกจะเสร็จสิ้น&#8221;</strong> การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกจะทำได้ก็ต่อเมื่อ &#8220;ยังมีทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้จัดการหรือแบ่งปัน&#8221; เท่านั้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หน้าที่ของผู้จัดการมรดก&nbsp;&nbsp;</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">หน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคือการสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตาย เพื่อนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทอย่างเป็นธรรมตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม โดยมีภารกิจสำคัญดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>รวบรวมทรัพย์มรดก:</strong> ออกไปตรวจสอบว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอะไรบ้าง (เช่น ที่ดิน, เงินในธนาคาร, หุ้น, รถยนต์) และนำมารวบรวมไว้เพื่อเตรียมการแบ่ง</li>



<li><strong>ชำระหนี้สินและค่าธรรมเนียม:</strong> หากผู้ตายมีหนี้สิน ผู้จัดการมรดกต้องนำทรัพย์มรดกมาชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน รวมถึงชำระค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าภาษีมรดก หรือค่าทำศพ</li>



<li><strong>จัดทำบัญชีเครือญาติและทรัพย์มรดก:</strong> ทำรายการทรัพย์สินและรายชื่อทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาท</li>



<li><strong>แบ่งปันทรัพย์มรดก:</strong> เมื่อชำระหนี้สินเรียบร้อยแล้ว จึงนำทรัพย์มรดกที่เหลือไปแบ่งให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน</li>



<li><strong>ดำเนินการทางทะเบียน:</strong> เป็นตัวแทนในการไปติดต่อหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานที่ดินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ หรือธนาคารเพื่อเบิกถอนเงิน</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เมื่อผู้จัดการมรดกบกพร่อง ผลทางกฎหมายและสิทธิที่ทายาทควรรู้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิจัดการทรัพย์สินตามอำเภอใจได้ ผู้จัดการมรดกมีเพียง &#8220;หน้าที่&#8221; และ &#8220;ความรับผิดชอบ&#8221; ที่ต้องจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคน หากผู้จัดการมรดกเพิกเฉย ไม่โปร่งใส หรือทุจริต ทายาทสามารถถอน หรือเรียกให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกให้ถูกต้อง หรือดำเนินคดีอาญากับผู้จัดการมรดกได้ ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การถอนผู้จัดการมรดก (กรณีการจัดการยังไม่เสร็จสิ้น)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หากในระหว่างที่ดำเนินการอยู่นั้น ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำหน้าที่ ไม่ทำบัญชีทรัพย์สิน หรือมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต เช่น ปิดบังทรัพย์มรดก, ไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์สินตามกำหนด, หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกองมรดก ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่ต้องรอให้การแบ่งมรดกจบลง สามารถยื่นคำร้องต่อศาล (ศาลเดิมที่มีคำสั่งตั้ง) เพื่อขอให้ <strong>&#8220;ถอนผู้จัดการมรดก&#8221;</strong> คนเดิม และขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่แทนได้ทันที <strong>ตามป.พ.พ. มาตรา 1727</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การฟ้องคดีแพ่ง (กรณีจัดการไม่ถูกต้องหรือฝ่าฝืนกฎหมาย)&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีที่ผู้จัดการมรดก จัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทเสร็จสินแล้ว แต่ผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เช่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ,1722,1723 ,1724 วรรคสอง ทายาทมีสิทธิยื่นฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท (ฟ้องแพ่ง) ให้จัดการทรัพย์มรดกให้ถูกต้อง <strong>ภายในกำหนดอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการทรัพย์มรดกเสร็จสินลง ป.พ.พ. มาตรา 1733&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. การดำเนินคดีอาญา (กรณีทุจริตหรือยักยอก)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพฤติกรรมของผู้จัดการมรดกเข้าข่ายการเบียดบังเอาทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเอง หรือโอนทรัพย์สินไปให้บุคคลอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทายาทสามารถดำเนินคดีอาญาได้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สิทธิตามกฎหมาย:</strong> ทายาทสามารถแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องร้องในความผิดฐาน <strong>&#8220;ยักยอกมรดก&#8221;</strong> ตาม <strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352</strong> หรือหากมีโทษหนักขึ้นในฐานะผู้มีอาชีพหรือวิชาชีพที่ได้รับความไว้วางใจตาม <strong>มาตรา 354</strong></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อควรระวัง:</strong> ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องดำเนินการภายใน <strong>3 เดือน</strong> นับแต่วันที่รู้เรื่องการกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด (อายุความร้องทุกข์)</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="747" height="1043" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-7-ร้องตั้งผู้จัดการมรดก-1.png" alt="หน้าที่ของผู้จัดการมรดก" class="wp-image-551" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-7-ร้องตั้งผู้จัดการมรดก-1.png 747w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-7-ร้องตั้งผู้จัดการมรดก-1-215x300.png 215w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-7-ร้องตั้งผู้จัดการมรดก-1-733x1024.png 733w" sizes="(max-width: 747px) 100vw, 747px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/petition-to-appoint-an-executor-of-the-estate/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หนังสือบอกกล่าวทวงถาม</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/notice/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/notice/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Jan 2026 01:00:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=539</guid>

					<description><![CDATA[ในการดำเนินฟ้องคดีแพ่ง หลายคนมักมีข้อสงสัยว่า “จำเป็นต้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในการดำเนินฟ้องคดีแพ่ง หลายคนมักมีข้อสงสัยว่า “จำเป็นต้องทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องคดีหรือไม่” คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะของหนี้และบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ในการฟ้องคดีที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ที่แน่นอน</strong> ไม่จำเป็นต้องแจ้งเป็นหนังสือบอกกล่าวทวงถามก็สามารถฟ้องดำเนินคดีต่อศาลได้เลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรค 2 แต่ถ้าเป็น<strong>หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน</strong> ตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้เลย และลูกหนี้ก็คืนทันทีเหมือนกัน ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้คืน ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดโดยเขาเตือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคแรก&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การเตือน</strong> คือการทวงถามหรือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบไว้ จึงอาจจะเป็นการเตือนด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ และนอกจากนี้การส่งสำนวนคำฟ้องให้กับลูกหนี้ก็ถือว่าเป็นการเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้และให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดตั้งแต่วันฟ้อง ตาม(ฎ.10166/2539)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถึงแม้ว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดวิธีการเตือนไว้ แต่การเตือนที่นิยอมใช้เป็นหลักฐาน เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาล ส่วนมากจะเป็นการเตือนด้วย ”หนังสือบอกกล่าวทวงถาม”<br></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</strong> <strong>มาตรา 203 </strong>&nbsp; ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204</strong>&nbsp; ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หนังสือบอกกล่าวทวงถาม หรือหนังสือเตือน</strong> หากแต่กฎหมายบางเรื่องยังเป็นการบังคับว่า<strong>ต้องมีการบอกกล่าวทวงถามก่อน </strong>หากไม่ได้มีการบอกกล่าว ศาลย่อมพิพากษาได้ เช่น การบังคับจำนองต้องบอกล่าวบังคับจำนองเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 และตามฎีกาที่ 4909/2533)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2533</strong> แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาจำนองได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงเรื่องการบอกกล่าวการโอนการรับจำนองหรือจำเลยได้ยินยอมด้วยแล้ว เมื่อจำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยไม่รู้เรื่องการโอนดังกล่าว การโอนการรับจำนองนี้จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลย การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น &nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา728 </strong>เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ถ้าผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาสิบห้าวันนั้น ให้ผู้จำนองเช่นว่านั้นหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวันดังกล่าว&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729 </strong> ในการบังคับจำนองตามมาตรา ๗๒๘ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดภายในบังคับแห่งเงื่อนไขดังจะกล่าวต่อไปนี้แทนการขายทอดตลาดก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">            (1) ลูกหนี้ได้ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึงห้าปี และ</p>



<p class="wp-block-paragraph">            (2) ผู้รับจำนองแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นน้อยกว่าจำนวนเงินอันค้างชำระ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p class="wp-block-paragraph">จากเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น จะได้เห็นว่า หนังสือบอกกล่าวทวงถาม หนังสือทวงถาม หนังสือเตือน หรือว่าจะเรียกกันว่าอย่าไรก็ตาม หนังสือบอกกล่าวทวงถาม ที่ส่วนใหญ่ตั้งคำถามกันว่า <strong>หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คืออะไร</strong> จะของอธิบายว่า<strong> หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คือเอกสารทางกฎหมายที่ผู้มีสิทธิ หรือคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง จัดทำขึ้นเพื่อ แจ้งให้อีกฝ่ายทราบอย่างเป็นทางการ ให้ปฏิบัติตามหน้าที่หรือสิทธิที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือสัญญา ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน</strong> เอกสารฉบับนี้มักใช้เป็น หลักฐานแสดงการบอกกล่าวก่อนดำเนินการทางกฎหมาย และเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการฟ้องร้องหรือใช้สิทธิบางประการตามกฎหมาย&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>วัตถุประสงค์ของหนังสือบอกกล่าวทวงถาม</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามมีวัตถุประสงค์หลากหลายตามความต้องความต้องการของผู้ที่ถูกกระทบสิทธิ หรือสัญญาต่างๆ เช่น&nbsp;&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ขอให้อีกฝ่าย <strong>ชำระหนี้</strong> หรือเข้ามาเจรจาเรื่องการชำระหนี้</li>



<li>ขอให้อีกฝ่าย <strong>ติดต่อกลับเพื่อแก้ไขข้อพิพาท</strong></li>



<li>ขอให้อีกฝ่าย <strong>งดหรือยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิ</strong> เช่น การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">แจ้งเจตนาในการ <strong>บอกเลิกสัญญา</strong> เช่น สัญญาเช่า&nbsp; สัญญาจ้างทำของ&nbsp; สัญญาเงินกู้หรือสัญญาทางแพ่งอื่น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ความสำคัญของหนังสือบอกกล่าวทวงถาม</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">หนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นหลักฐานแสดงความสุจริตใจของผู้ส่ง เป็นด้านแรกของการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยให้สองฝ่ายได้มีโอกาสได้เจรจากัน เพื่อช่วยลดข้อพิพาท หรือเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีศาล&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักการร่างหนังสือบอกล่าวทวงถามหนี้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในการร่างหนังสือบอกล่าวทวงถามหนี้โดยทั่วไปประกอบด้วยรูปแบบ ดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สถานที่ทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ระบุให้ชัดเจนถึงชื่อ สำนักงาน ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ</li>



<li>วันที่เขียนหนังสือ ให้สังเกตุว่าการเขียนวันที่ จะใส่ตัวเลข พ.ศ.ลงไปเลย โดยไม่ต้องมีตัวย่อ พ.ศ. เช่น วันที่ 1 มกราคม 2568&nbsp;</li>



<li>เรื่อง เป็นการระบุว่าต้องการให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามอย่างไร เช่น ลูกหนี้ผิดสัญญาต้องการเรียกค่าเสียหายก็ระบุว่า “ ขอให้ชำระค่าเสียหาย ”&nbsp; หรือลูกหนี้ทำละเมิดต้องการให้ลูกหนี้ชำระค่าสินไหมก็ระบุว่า “ ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ”</li>



<li>เรียน ให้ระบุตัวลูกหนี้ กรณีบุคคลธรรมดา ให้ขึ้นต้นเป็นนาย นางสาว นาง ตามด้วยชื่อ สกุล ไม่ควรใช้คำว่าคุณ ส่วนกรณีลูกหนี้เป็นนิติบุคคล ต้องระบุตำแหน่งของผู้แทนนิติบุคคล เช่น เรียนกรรมการผู้จัดการบริษัท นก&nbsp; หรือ เรียนหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ไก่&nbsp;</li>



<li>สิ่งที่อ้างถึง ส่วนนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่หากมี เช่นกรณีเรื่องผิดสัญญาต้องการอ้างถึงก็นสามารถทำได้ เช่น อ้างถึงสัญญากู้ยืมเงินฉบับวันที่ 1 มกราคม 2567&nbsp;</li>



<li>สิ่งที่ส่งมาด้วย ส่วนนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่หากมีเอกสารที่แนบไปด้วย ก็ให้ระบบเป็นสำเนา เช่น สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาสัญญากู้ยืมเงินฉบับวันที่ 1 มกราคม 2567&nbsp;</li>



<li>เนื้อหาของหนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเอกสาร ขอแบ่งเนื้อออกเป็น 3 ย่อหน้า ดังนี้&nbsp;</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">                      ย่อหน้าที่ 1 เป็นส่วนนิติสัมพันธ์ ระหว่างคู่กรณี ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ตามที่ …”</p>



<p class="wp-block-paragraph">                      ย่อหน้าที่ 2 การอันถูกโต้แย้งสิทธิ บรรยายให้เห็นว่าเหตุที่ผู้ทวงถามถูกโต้แย้งสิทธิ เช่น กรณีผิด             สัญญา เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ปรากฎว่า …”</p>



<p class="wp-block-paragraph">                      ย่อหน้าที่ 3 บรรยายถึงผู้ทำหนังสือ ว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ และ บรรยายว่าจะให้ลูกหนี้ทำอะไร และหากไม่สามารถทำได้ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ดังนั้น…”และปิดท้ายด้วยคำว่า “มิฉะนั้น…”</p>



<p class="wp-block-paragraph">                      ส่วนลงท้าย จะใช้คำว่า “ขอแสดงความนับถือ” ลงชื่อ นายแมว เกิดแล้ว ทนายความผู้รับมอบอำนาจ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เนื้อหาในการร่างหนังสือบอกกล่าวจะต้องไม่เป็นเนื้อหา เป็นการขู่กรรโชก มิฉะนั้นอาจเป็นเรื่องความผิดอาญาตาม ป.อ.มาตรา 337 ประกอบมาตรา 80 ได้&nbsp; และ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 และแก้ไข 2567 ได้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 </strong>&nbsp;&#8221; ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 </strong>&nbsp;&#8221; ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น&#8221; </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>พระราชบัญญัติ การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11</strong> &#8220;ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่า เป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจํานองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในการติดต่อลูกหนี้ที่ทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(6) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ความใน (5) มิให้นํามาใช้บังคับกับการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล&#8221; </p>



<ol start="8" class="wp-block-list">
<li>หนังสือบอกกล่าวทวงถามจะไม่มีเรื่อง จะเริ่มต้นด้วย<strong>ทำที่</strong>เลย&nbsp;</li>



<li>การเขียนแต่และย่อหน้าจะไม่มีการเว้นของบรรทัด</li>



<li>กำหนดเวลา ให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามส่วนมากจะให้ เวลา 7 ,15, 30 วัน</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ตัวอย่างหนังสือบอกกล่าวทวงถาม</strong></h2>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="1024" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-724x1024.png" alt="" class="wp-image-540" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-724x1024.png 724w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-212x300.png 212w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-768x1086.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-1086x1536.png 1086w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-1448x2048.png 1448w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1.png 1587w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ข้อควรระวังก่อนส่งหนังสือบอกกล่าว</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">แม้ว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวหรือหนังสือทวงถามจะเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะหากทำไม่ถูกวิธี ไม่เพียงแต่โนติสจะไม่มีผลตามกฎหมาย ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย เช่น ส่งหนังสือไปยังบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือผู้มีอำนาจ&nbsp; การเขียนหรือระบุข้อความบนหน้าซองว่าเป็น “จดหมายทวงหนี้” หรือแสดงให้ทราบว่าเป็นการทวงหนี้ เช่นใช้โลโก้สำนักงานกฎหมาย โลโก้บริษัททวงหนี้ เป็นต้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และในการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม แม้กฎหมายมิได้กำหนดวิธีการส่งไว้เป็นการเฉพาะ แต่เพื่อความรอบคอบและใช้เป็นพยานหลักฐานในกรณีมีข้อพิพาท ในการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม <strong>เจ้าหนี้ควรส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ (ใบตอบรับ)</strong> ทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้รับได้รับหนังสือแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย จะได้ลดข้อโต้แย้งว่า “ไม่เคยได้รับหนังสือ” ส่วนใบตอบรับไปรษณีย์มี 2 สี คือสีเหลือง และสีฟ้า สีฟ้าสำหรับส่งเอกสารแบบ EMS สีเหลืองสำหรับส่งเอกสารแบบธรรมดา หรือลงทะเบียน เลือกใช้แบบใดก็ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-541" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-1024x1024.png 1024w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-300x300.png 300w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-150x150.png 150w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-768x768.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1.png 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-color:#f78da7;border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/notice/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/debt-collection/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/debt-collection/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jan 2026 01:00:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=536</guid>

					<description><![CDATA[ก่อนปี 2558 ประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการทวงหนี้โดย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ก่อนปี 2558 ประเทศไทย <strong>ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการทวงหนี้โดยตรง</strong> ทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังหลายประการที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ได้แก่&nbsp; การทวงหนี้เกินขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์รบกวนลูกหนี้วันละหลายสิบครั้ง&nbsp; การโทรศัพท์ไปหาญาติ เพื่อน ที่ทำงาน หรือโพสต์ประจานลูกหนี้&nbsp; การใช้คำพูดข่มขู่ คุกคาม หรือหลอกลวงลูกหนี้&nbsp; การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล&nbsp; เจ้าหนี้และบริษัททวงหนี้ขาดมาตรฐาน ไม่มีการขึ้นทะเบียน ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะ จึงเป็นเหตุผลให้มีการบังคับใช้ <strong>พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>นิยามศัพท์ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><br>มาตรา 3 “ในพระราชบัญญัตินี้ </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ผู้ทวงถามหนี้”</strong> หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชําระหนี้อันเกิดจากการกระทําที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ดังกล่าว ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ผู้ให้สินเชื่อ”</strong> หมายความว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) บุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อต่อไปทุกทอด </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“สินเชื่อ”</strong> หมายความว่า สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาโดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตรเครดิต การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และสินเชื่อในรูปแบบอื่นที่มีลักษณะทํานองเดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ลูกหนี้”</strong> หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ําประกัน ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ธุรกิจทวงถามหนี้</strong>” หมายความว่า การรับจ้างทวงถามหนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นปกติธุระ แต่ไม่รวมถึงการทวงถามหนี้ของทนายความซึ่งกระทําแทนลูกความของตน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้”</strong> หมายความว่า ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทํางานของลูกหนี้ และให้หมายความรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์และโทรสาร และสถานที่ติดต่อโดยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือโดยสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ที่สามารถติดต่อกับลูกหนี้ได้ด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“คณะกรรมการ”</strong> หมายความว่า คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“นายทะเบียน”</strong> หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้เป็นผู้มีหน้าที่ รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“<strong>พนักงานเจ้าหน้าที่”</strong> หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ตามการเสนอแนะของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“รัฐมนตรี”</strong> หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">การทวงถามหนี้เป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ไม่ใช่ใครก็สามารถรับจ้างทวงหนี้ได้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงหนี้ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย&nbsp; จึงกำหนดขอบเขตของผู้ที่มีสิทธิทวงถามหนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ใครคือ “ผู้ทวงถามหนี้” ตามกฎหมาย&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กฎหมายกำหนดให้ “ผู้ทวงถามหนี้” ต้องเป็นบุคคลหรือองค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ</li>



<li>ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค</li>



<li>เจ้าหนี้ที่มีสิทธิรับชำระหนี้จากการค้าหรือกิจการตามปกติ</li>



<li>ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้</li>



<li>ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอำนาจช่วง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">กฎหมายระบุชัดว่า <strong><em>ไม่ว่าหนี้นั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม</em></strong> ผู้ทวงถามหนี้ก็ยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ฉบับนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การทวงหนี้เป็น “ธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาต” </strong>คำว่า <strong>“ธุรกิจทวงถามหนี้”</strong> หมายถึง การรับจ้างทวงหนี้เป็นปกติธุระ ผู้ที่จะประกอบธุรกิจนี้ <strong>ต้องจดทะเบียนและได้รับอนุญาตตามกฎหมาย </strong>ซึ่ง<strong>บุคคลทั่วไปไม่สามารถรับจ้างทวงหนี้ได้โดยพลการ</strong> <strong>ยกเว้น ทนายความ ซึ่งทนายความสามารถทวงถามหนี้แทนลูกความได้ </strong>ไม่ถือว่าเป็นการประกอบ “ธุรกิจทวงถามหนี้” เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทนายความ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. ลูกหนี้</strong> ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จะไม่ครอบคลุมกรณีลูกหนี้เป็นนิติบุคคล ต้องเป็นเพียง บุคคลธรรมดา และ ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. การทวงถามต้องอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ซึ่งมีการ</strong>กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลของ คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้&nbsp; นายทะเบียน&nbsp; พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อควบคุม มาตรฐาน และความชอบด้วยกฎหมายในการทวงถามหนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักการติดต่อทวงถามหนี้กับลูกหนี้ ที่ผู้ทวงถามต้องปฏิบัติ</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ตาม<strong>พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong><strong>มาตรา 9 </strong> “การทวงถามหนี้ ให้ผู้ทวงถามหนี้ปฏิบัติดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) สถานที่ติดต่อ ในกรณีที่ติดต่อโดยบุคคลหรือทางไปรษณีย์ ให้ติดต่อตามสถานที่ที่ลูกหนี้ หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ได้แจ้งให้เป็นสถานที่ติดต่อ ในกรณีที่บุคคลดังกล่าว ไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าหรือสถานที่ที่ได้แจ้งไว้ไม่สามารถติดต่อได้ โดยผู้ทวงถามหนี้ได้พยายามติดต่อ ตามสมควรแล้ว ให้ติดต่อตามภูมิลําเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทํางานของบุคคลดังกล่าว หรือสถานที่อื่น ตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) เวลาในการติดต่อ การติดต่อโดยบุคคล โทรศัพท์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศประเภทอื่น ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ให้ติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 20.00 นาฬิกา และในวันหยุดราชการ เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 18.00 นาฬิกา หากไม่สามารถติดต่อตามเวลา ดังกล่าวได้หรือช่วงเวลาดังกล่าวไม่เหมาะสม ให้ติดต่อได้ในช่วงเวลาอื่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) จํานวนครั้งที่ติดต่อ ในช่วงเวลาตาม (2) ให้ติดต่อตามจํานวนครั้งที่เหมาะสมและคณะกรรมการ อาจประกาศกําหนดจํานวนครั้งด้วยก็ได้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) ในกรณีที่เป็นผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบ ธุรกิจทวงถามหนี้ หรือผู้รับมอบอํานาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ให้ผู้ทวงถามหนี้แจ้งให้ ทราบถึงชื่อตัวและชื่อสกุล หรือชื่อหน่วยงานของตนและของเจ้าหนี้ และจํานวนหนี้ และถ้าผู้รับมอบอํานาจ ดังกล่าวทวงถามหนี้ต่อหน้า ให้แสดงหลักฐานการมอบอํานาจให้ทวงถามหนี้ด้วย”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า การทวงถามหนี้กับลูกหนี้โดยตรง</strong> ผู้ทวงถามสามารถกระทำได้โดยวิธีการตามมาตรา 9&nbsp; ดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การติดต่อโดยบุคคล (การเข้าพบด้วยตนเอง)<br></li>



<li>การติดต่อทางโทรศัพท์<br></li>



<li>การติดต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์<br></li>



<li>การติดต่อผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>และผู้ทวงถามหนี้ต้องดำเนินการ </strong>ตามลำดับ ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ต้องแสดงตนอย่างชัดเจน </strong>โดยต้องแจ้ง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อและนามสกุลจริงของผู้ทวงถามหนี้</li>



<li>หน่วยงานหรือบริษัทที่สังกัด&nbsp;</li>



<li>ชื่อเจ้าหนี้ที่ตนติดต่อแทน</li>



<li>หากผู้ทวงถามหนี้เป็นการทวงถามต่อหน้า ผู้ทวงถามต้องแสดงหลักฐานหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินการทวงถามด้วย</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. แจ้งรายละเอียดหนี้อย่างสุภาพและตรงไปตรงมา </strong>สามารถแจ้ง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จำนวนเงินคงค้าง</li>



<li>ประเภทของหนี้</li>



<li>เหตุแห่งการติดต่อ<br>ได้เฉพาะกับลูกหนี้หรือบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เท่านั้น</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. เวลาในการติดต่อทวงถามหนี้</strong> กฎหมายกำหนดช่วงเวลาที่สามารถติดต่อได้ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วันทำการจันทร์ ถึงศุกร์ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 20.00 น.</li>



<li>วันหยุดราชการ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 18.00 น.</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4.จำนวนครั้งในการติดต่อ</strong> การติดต่อทวงถามหนี้ต้องกระทำ ตามความเหมาะสม<br>ห้ามติดต่อในลักษณะรบกวน คุกคาม หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควร&nbsp; ในทางปฏิบัติ บริษัททวงถามหนี้แต่ละแห่งมักกำหนดแนวปฏิบัติภายในเกี่ยวกับจำนวนครั้งในการติดต่อ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. สถานที่ในการติดต่อทวงถามหนี้&nbsp; </strong>หากเป็นการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นการติดต่อด้วยบุคคล ผู้ทวงถามหนี้ต้องติดต่อ ณ ที่อยู่ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการติดต่อ เป็นหลัก เว้นแต่กรณีไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่สมควร จึงอาจติดต่อได้ที่&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ภูมิลำเนา</li>



<li>สถานที่ทำงาน</li>



<li>หรือสถานที่อื่นตามที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประกาศกำหนด</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักการติดต่อกับบุคคลอื่น ที่ผู้ทวงถามต้องปฏิบัติ</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ตาม<strong> พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong><strong> </strong><strong>มาตรา 8 “</strong>ห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้เพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่บุคคล ซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการดังกล่าว</p>



<p class="wp-block-paragraph">การติดต่อกับบุคคลอื่นนอกจากบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการสอบถาม หรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เท่านั้น โดยผู้ทวงถามหนี้ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) แจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล และแสดงเจตนาว่าต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) ห้ามแจ้งถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บุคคลอื่นนั้นเป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของลูกหนี้ และบุคคลอื่นดังกล่าวได้สอบถามผู้ทวงถามหนี้ถึงสาเหตุของการติดต่อ ให้ผู้ทวงถามหนี้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้เท่าที่จําเป็นและตามความเหมาะสม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในหนังสือ หรือในสื่ออื่นใดที่ใช้ในการติดต่อสอบถาม ซึ่งทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ ของลูกหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) ห้ามติดต่อหรือแสดงตนที่ทําให้เข้าใจผิดเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้ หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า </strong>โดยหลักแล้ว การทวงถามหนี้สามารถกระทำได้เฉพาะกับลูกหนี้หรือบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เท่านั้น ผู้ทวงถามหนี้ ไม่สามารถทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ทวงถามหนี้ ติดต่อบุคคลอื่นได้เป็นข้อยกเว้น เฉพาะกรณีที่จำเป็น เพื่อ “สอบถามหรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้ หรือบุคคลที่ลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้” ทั้งนี้ การติดต่อดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 และประกอบมาตรา 9 อย่างเคร่งครัด ซึ่งผู้ทวงถามสามารถติดต่อบุคคลอื่นเพื่อสอบถามถึงลูกหนี้ได้โดยวิธีการเหมือนกับการติดต่อลูกหนี้โดยตรง คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การติดต่อโดยบุคคล (การเข้าพบด้วยตนเอง)</li>



<li>การติดต่อทางโทรศัพท์</li>



<li>การติดต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์</li>



<li>การติดต่อผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>และผู้ทวงถามต้องดำเนินการติดต่อบุคคลอื่น </strong>ตามวิธีการและลำดับ ดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ต้องแสดงตัวตนให้ถูกต้อง </strong>โดยผู้ทวงถาม ต้องแจ้ง&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>&nbsp;<strong>ชื่อตัว–ชื่อสกุลจริง</strong> ของตน (มาตรา 8 (1))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. รายละเอียดของการติดต่อ </strong>โดยผู้ทวงถาม ต้องแจ้ง&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>แสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่า <strong>ติดต่อเพื่อสอบถามหรือยืนยันข้อมูลสถานที่ติดต่อของลูกหนี้ และยังไม่ความรวมถึงข้อมูลที่อยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน และเบอร์ติดต่อลูกหนี้ด้วย </strong>(มาตรา 8 (1))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อห้ามในการติดต่อบุคคลอื่น&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ห้ามเปิดเผยความเป็นหนี้ของลูกหนี้ </strong>หมายความว่าถึงแม้บุคคลอื่นอยากรู้และพยายามถามถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ ผู้ทวงถามก็ไม่สามารถแจ้งข้อมูลความเป็นหนี้ได้ได้โดยเด็ดขาด <strong>ยกเว้น: </strong>&nbsp;บุคคลอื่นนั้นเป็น</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>สามีหรือภริยา</li>



<li>บุพการี</li>



<li>ผู้สืบสันดานของลูกหนี้<br>และบุคคลดังกล่าว เป็นฝ่ายสอบถามถึงสาเหตุการติดต่อสอบ ซึ่งการตอบคำถามของผู้ทวงถามหนี้สามารถชี้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้<strong>เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น </strong>&nbsp;(มาตรา 8 (2))&nbsp;&nbsp;</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ห้ามสื่อสารที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นการทวงหนี้&nbsp; ไม่ว่าเป็น </strong>ข้อความ&nbsp; เครื่องหมาย&nbsp; สัญลักษณ์&nbsp; ชื่อทางธุรกิจ ที่ปรากฎบนซองจดหมาย หนังสือ หรือสื่ออื่นใด (มาตรา 8 (3))</li>



<li><strong>ห้ามติดต่อหรือแสดงตนในลักษณะหลอกลวง </strong>ที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด และให้ตนได้มาซึ่งข้อมูลสถานที่ติดต่อลูกหนี้ เบอร์ลูกหนี้ (มาตรา 8 (4))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3.เวลาในการติดต่อทวงถามหนี้</strong> ให้ถือกำหนดช่วงเวลาที่สามารถติดต่อบุคคลอื่นได้เช่นเดียวกับการติดต่อลูกหนี้โดยตรง ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วันทำการจันทร์ ถึงศุกร์ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 20.00 น.</li>



<li>วันหยุดราชการ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 18.00 น.</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4.จำนวนครั้งในการติดต่อ</strong> ให้ถือหลักการติดต่อบุคคลอื่นเช่นการติดต่อลูกหนี้โดยตรง คือ ต้องกระทำตามความเหมาะสม&nbsp; ห้ามทำการติดต่อในลักษณะเป็นการรบกวน คุกคาม หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควร&nbsp; ในทางปฏิบัติบริษัททวงถามหนี้แต่ละแห่งมักกำหนดแนวปฏิบัติภายในองค์กรเกี่ยวกับจำนวนครั้งในการติดต่อ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายอยู่แล้ว&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. สถานที่ในการติดต่อบุคคลอื่น </strong>ในการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นการติดต่อด้วยบุคคล ผู้ทวงถามจะสามารถติดต่อบุคคลอื่นได้เฉพาะที่อยู่ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการติดต่อเท่านั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ข้อห้ามเด็ดขาดในการทวงถามหนี้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">(ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 ถึง 14 ) ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรา 11 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่า เป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจํานองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในการติดต่อลูกหนี้ที่ทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(6) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ความใน (5) มิให้นํามาใช้บังคับกับการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล”</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรา 12 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่เป็นเท็จ หรือทําให้เกิด ความเข้าใจผิดดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) การแสดงหรือการใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทําให้เข้าใจว่า เป็นการกระทําของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) การแสดงหรือมีข้อความที่ทําให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทําโดยทนายความ สํานักงานทนายความ หรือสํานักงานกฎหมาย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) การแสดงหรือมีข้อความที่ทําให้เชื่อว่าจะถูกดําเนินคดี หรือจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์ หรือเงินเดือน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) การติดต่อหรือการแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดําเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต หรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต”</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรา 13 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชําระหนี้ได้”</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรา 14 “ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) ทวงถามหน้ีหรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นหนี้ของสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีอํานาจกระทําได้ตามกฎหมาย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า</strong> การทวงถามหนี้มิใช่เป็นการกระทำที่ผู้ทวงถามจะสามารถดำเนินการได้โดยมุ่งหมายเพียงเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จนบรรลุเป้าหมายแต่เพียงอย่างเดียว&nbsp; หากแต่ผู้ทวงถามหนี้จำต้องใช้ความระมัดระวังในการกระทำทุกขั้นตอนให้เป็นไปโดยสุจริตและอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้ และป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือการคุกคามเกินสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จึงได้บัญญัติกำหนด ข้อห้ามเด็ดขาด สำหรับการทวงถามหนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งผู้ทวงถามหนี้ไม่อาจฝ่าฝืนได้ไม่ว่ากรณีใด ทั้งนี้ การฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความรับผิดตามกฎหมายทั้งทางปกครองและทางอาญา ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือคุกคามลูกหนี้หรือผู้อื่น</strong> ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือการกระทำใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน (มาตรา 11 (1))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ห้ามใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น เหยียดหยาม </strong>รวมถึงการเจรจาหรือข้อความในลักษณะกดดัน ทำให้ลูกหนี้ หรือผู้อื่นอับอายหรือเสียศักดิ์ศรี (มาตรา 11 (2))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. ห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้แก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น </strong>ญาติ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน นายจ้าง หรือบุคคลอื่นใด ยกเว้น สามีภริยา บุพการี ผู้สืบสันดานของลูกหนี้ ถ้าบุคคลดังกล่าวสอบถาม ผู้ทวงถามสามารถเปิดเผยได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)&nbsp; (มาตรา 11 (3))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. ห้ามทวงหนี้โดยวิธีที่เป็นการประจานหรือสื่อชัดว่าเป็นการทวงหนี้ </strong>&nbsp;เช่น&nbsp; ส่งไปรษณียบัตร&nbsp; เอกสารเปิดผนึก&nbsp; โทรสาร(FAX)&nbsp; หรือสื่ออื่นใดที่ทำให้ผู้อื่นทราบว่าเป็นการทวงหนี้ ยกเว้น กรณีการบอกกล่าวบังคับจำนองตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 11 (4))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. ห้ามใช้ชื่อ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ บนซองจดหมาย </strong>&nbsp;ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้&nbsp; เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจนั้นไม่สื่อว่าเป็นธุรกิจทวงถามหนี้<br>(มาตรา 11 (5))&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หมายเหตุ: ชื่อหรือสัญลักษณ์ ไม่ใช้บังคับ กับหนังสือทวงหนี้ที่ทำขึ้นเพื่อใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล (ท้ายมาตรา 11)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>6. ห้ามทวงหนี้ในลักษณะอื่นที่ไม่เหมาะสม </strong>ตามที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประกาศกำหนด (มาตรา 11 (6))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>7. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นศาล หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าของรัฐ</strong> รวมถึงการใช้ เครื่องหมาย เครื่องแบบ ข้อความ หรือสัญลักษณ์ใด ๆ (มาตรา 12 (1))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>8. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นทนายความหรือสำนักงานกฎหมาย</strong> (มาตรา 12 (2))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>9. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่า ถูกฟ้อง ถูกยึด หรือถูกอายัด </strong>ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล&nbsp; (มาตรา 12 (3))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><em>10 </em></strong><strong>ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่า </strong>ผู้ทวงถามหนี้มีความเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริษัทข้อมูลเครดิต หมายถึงผู้ทวงถามสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนแก่ลูกหนี้ ว่าผู้ทวงถามหนี้สามารถกระทำการใด ๆ อันทำให้ลูกหนี้หลงเชื่อว่าตนมีความเกี่ยวข้อง มีอำนาจ หรือสามารถดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลเครดิตของลูกหนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าสามารถแก้ไข ลบ หรือช่วยเหลือเกี่ยวกับประวัติการค้างชำระหนี้ในบริษัทข้อมูลเครดิต</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>11. ห้ามเรียกเก็บค่าทวงหนี้หรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด </strong>ไม่ว่าจะเรียกชื่อในรูปแบบใดก็ตาม (มาตรา 13 (1))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>12. ห้ามจูงใจหรือบังคับให้ลูกหนี้ออกเช็ค</strong> ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เพื่อเจตนาที่จะฟ้องคดีอาญาเช็คเป็นการบีบให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้กับตน (มาตรา 13 (2))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>13. ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ </strong>(มาตรา 14 (1))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>14. ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงหนี้หรือสนับสนุนการทวงหนี้ของผู้อื่น&nbsp; </strong>เว้นแต่เป็นหนี้ของตนเอง คู่สมรส บุพการี หรือผู้สืบสันดาน&nbsp; หรือกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้โดยเฉพาะ (มาตรา 14 (2))</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>บทลงโทษผู้กระทำความผิดในการทวงถามหนี้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">(ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า</strong> การกำหนดบทลงโทษตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมและกำกับการทวงถามหนี้ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยกฎหมายได้วางหลักการลงโทษไว้เป็นลำดับขั้นตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด กล่าวคือ ในกรณีที่เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดในลักษณะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง กฎหมายมุ่งใช้มาตรการลงโทษทางปกครองเป็นหลัก เพื่อเป็นการตักเตือนและแก้ไขพฤติกรรมของผู้ทวงถามหนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ดี หากการกระทำความผิดมีลักษณะร้ายแรงขึ้น กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้อย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายย่อมกำหนดให้มีความรับผิดทางอาญา เพื่อเป็นการลงโทษและป้องปรามมิให้เกิดการกระทำในลักษณะดังกล่าวอีก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น บทลงโทษตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จึงแบ่งออกเป็นทั้งบทลงโทษทางปกครองและบทลงโทษทางอาญา โดยพิจารณาจากลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำเป็นสำคัญ ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>โทษปกครอง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 “ ในกรณีที่ปรากฏแก่คณะกรรมการตามมาตรา 27 ว่าผู้ทวงถามหนี้ฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 วรรคสอง (1) หรือ (4) มาตรา 9 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง มาตรา 11 (6) หรือมาตรา 13 (1) ให้คณะกรรมการตามมาตรา 27 มีอํานาจสั่งให้ระงับการกระทําที่ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติ ให้ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากผู้ทวงถามหนี้ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ตามมาตรา 27 พิจารณามีคําสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งแสนบาท”<strong>&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า </strong>ความผิดที่ถือว่าเป็นโทษทางปกครอง จะเป็นกรณีดังต่อไปนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ผู้ทวงถามหนี้ไม่แจ้งชื่อตัวและชื่อสกุลแก่บุคคลอื่น&nbsp; (มาตรา 8 วรรคสอง (1))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อหรือแสดงตนต่อบุคคลอื่นในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกหนี้ &nbsp; (มาตรา 8 วรรคสอง (4))&nbsp;</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลอื่นนอกเหนือจากสถานที่ที่ลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการติดต่อ ทั้งกรณีการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการติดต่อด้วยตนเอง เว้นแต่กรณีไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่สมควร จึงอาจติดต่อได้ ณ ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทำงานของลูกหนี้ (มาตรา 9 (1))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้นอกช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด &nbsp; (มาตรา 9 (2))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อด้วยความถี่ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการติดต่อ ณ สถานที่นอกเหนือจากที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ &nbsp; (มาตรา 9 (3))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ไม่แสดงหลักฐานการรับมอบอำนาจในการติดต่อทวงถามหนี้ &nbsp; (มาตรา 9 (4))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ไม่ออกหลักฐานการรับชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ &nbsp; (มาตรา 10 วรรคแรก)</li>



<li>การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่น &nbsp; (มาตรา 11 (6))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด&nbsp; (มาตรา 13 (1))</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">หากตรวจพบการกระทำความผิด ให้พิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำ และมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 100,000 บาท &nbsp; (ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 35)</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>โทษอาญา</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 39 “บุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 5 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 วรรคสอง (2) หรือ (3) มาตรา 11 (2) (3) (4) หรือ (5) หรือมาตรา 13 (2) ต้องระวางโทษ จําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนี่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 40 “บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 12 (2) (3) หรือ (4) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 41 “บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 11 (1) หรือมาตรา 12 (1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 42 “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ ไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 43 “บุคคลใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งตามมาตรา 24 หรือขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ตามมาตรา 32 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า</strong> พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ได้กำหนด บทลงโทษทางอาญา สำหรับการทวงถามหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายไว้เป็นลำดับขั้น โดยพิจารณาจาก ความร้ายแรงของการกระทำ ตั้งแต่โทษจำคุกระยะสั้น ไปจนถึงโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของลูกหนี้อย่างแท้จริง&nbsp; โดยสามารถจำแนกความผิดทางอาญา ได้ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ความผิดอาญา จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่&nbsp; ในกรณีที่ผู้ทวงถามหนี้ ไม่ปฎิบัติตาม หรือขัดขวางคำสั่งของพนักงาน ดังต่อไปนี้&nbsp; (มาตรา 43)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่พบว่ามีการ <strong>ทวงถามหนี้ผิดกฎหมาย</strong> หรือคุกคามลูกหนี้ เจ้าหน้าที่สามารถมีคำสั่งให้ “หยุด แก้ไข หรือยุติการทวงหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” (มาตรา 24)</li>



<li>ขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ขอเอกสาร หรือสั่งให้ให้ความร่วมมือ ผู้ทวงหนี้ต้องปฏิบัติตาม และห้ามขัดขวาง&nbsp; หรือปฏิเสธไม่ยอมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ หรือไม่ยอมส่งเอกสารที่เจ้าหน้าเรียก (มาตรา 32)&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในลักษณะความผิด ดังต่อไปนี้ (มาตรา 39)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>&nbsp;บุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น ถึงจะสามารถทวงถามหนี้ได้ หากเป็นบุคคลอื่นคนที่ ไม่มีสิทธิ เช่น ไม่ใช่เจ้าหนี้ ไม่ได้รับมอบอำนาจ หรือไม่ใช่ผู้ทวงถามหนี้ตามกฎหมาย ห้ามมาทวงหนี้ลูกหนี้โดยเด็ดขาด(ฝ่าฝืนมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง)</li>



<li>ทวงถามหนี้กับบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่ลูกหนี้ หรือบุคคลอื่นที่ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้&nbsp; (มาตรา 8 วรรคแรก)</li>



<li>เปิดเผยความเป็นหนี้กับญาติ เพื่อน หรือที่ทำงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกหนี้&nbsp; (มาตรา 8 วรรคสอง (2)</li>



<li>สื่อสารให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าลูกหนี้เป็นหนี้ด้วยข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจ ในหนังสือ สื่ออื่น &nbsp; (มาตรา 8 วรรคสอง (3)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการ ใช้คำพูดข่มขู่&nbsp; ดูหมิ่น หรือกดดันเกินสมควร (มาตรา 11(2))</li>



<li>ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการเปิดเผยความเป็นหนี้ให้กับบุคคลอื่นทราบที่ไม่ลูกหนี้ ผู้ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการชำระชำระ หรือบุคคลที่ได้รับการยกเว้นพิเศษ เป็น สามีภริยา บุพการี ผู้สืบสันดาน (มาตรา 11(3))</li>



<li>ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการติดต่อลูกหนี้เป็นเอกสารเปิดผนึก ให้บุคคลอื่นเห็นถึงความเห็นหนี้ (มาตรา 11(4))</li>



<li>ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยการแสดงบนซองจดหมาย สื่ออื่นๆ ด้วยข้อคววาม สัญญลักษณ์ เคื่องหมาย หรือชื่อทางธุรกิจแสดงให้รู้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้&nbsp; (มาตรา 11(5))</li>



<li><strong>การเรียกเก็บเงินเกินสิทธิ </strong>เกินกว่าที่กฎหมายหรือสัญญาอนุญาต<strong> </strong>เช่น ดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือค่าใช้จ่าย&nbsp; (มาตรา 13(1))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3.ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีดังต่อไปนี้ (มาตรา 40)&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทำโดยทนายความ สำนักงานทนายความ (มาตรา 12 (2))</li>



<li>หรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดี หรือถูกยึด อายัดทรัพย์ หรือเงินเดือน&nbsp; (มาตรา 12 (3))</li>



<li>การแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดำเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตหรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต (มาตรา 12 (4))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีดังต่อไปนี้&nbsp; (มาตรา 41) มาตรา 42&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้ทวงถามเป็นการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิด ความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น (มาตรา 11 (1))&nbsp;</li>



<li>การแสดงหรือการใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ (มาตรา 12 (1))&nbsp;</li>



<li>เจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ทวงหนี้หรือสนับสนุนการทวงหนี้ซึ่งมิใช่หนี้ของตนโดยตรง(มาตรา 14 )&nbsp;&nbsp;</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อายุความในการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล</strong></h2>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>หนี้บัตรเครดิต&nbsp; อายุความ 2 ปี&nbsp; </strong>เนื่องจากเป็นหนี้อันเกิดจาก บัญชีเดินสะพัด ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1)&nbsp; </strong>“ สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า</strong> หนี้บัตรเครดิต แม้กฎหมายอายุความจะมิได้บัญญัติคำว่า “บัญชีเดินสะพัด” ไว้โดยตรง แต่จากลักษณะของสัญญาและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ถือว่าเป็นหนี้ที่มีลักษณะเป็นบัญชีเดินสะพัด จึงอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34&nbsp;</p>



<ol start="2" class="wp-block-list">
<li><strong>หนี้บัตรกดเงินสด / สินเชื่อส่วนบุคคลแบบหมุนเวียน อายุความ 5 ปี </strong>ตาม<strong> ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) </strong>“ สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี<br>(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ”<br></li>



<li><strong>หนี้เงินกู้ทั่วไป (มีสัญญากู้ยืมเงิน) อายุความ 10 ปี</strong> <strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30</strong> “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี”</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การนับและการสะดุดหยุดอายุความ&nbsp; </strong>อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้&nbsp; และอายุความ <strong>สะดุดหยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15</strong> ในกรณีต่อไปนี้&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14</strong> “อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (3) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (4) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/16 </strong>“หนี้ใดซึ่งตามมูลแห่งหนี้นั้น เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้เป็นคราว ๆ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ในเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนอายุความครบบริบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าอายุความสะดุดหยุดลง ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ผลของการขาดอายุความ </strong>เมื่อหนี้ขาดอายุความ เจ้าหนี้ยังสามารถฟ้องคดีได้ตามปกติ&nbsp; และหากลูกหนี้มิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลย่อมไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องได้ ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29</strong> “เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้”</p>



<p class="wp-block-paragraph">และการขาดอายุความไม่ทำให้หนี้ระงับ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิทวงถามหนี้ได้ โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 อย่างเคร่งครัดเหมือนเดิม&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ข้อควรระวังของลูกหนี้โกงเจ้าหนี้การโกงเจ้าหนี้อาจเป็นความผิดอาญา</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในทางกฎหมาย ลูกหนี้มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 แต่อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือบิดเบือนการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้&nbsp; โดยไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย สิ่งที่ลูกหนี้ต้องตระหนักอย่างยิ่งคือ การกระทำบางอย่างเพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหนี้ อาจเข้าข่าย “โกงเจ้าหนี้” ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา <strong>ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 </strong>“ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยสาระสำคัญของความผิดนี้ คือ&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกหนี้มีหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย</li>



<li>ลูกหนี้ <strong>จงใจ</strong> กระทำการเพื่อให้เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้</li>



<li>การกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้</li>
</ul>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-color:var(--theme-palette-color-1, #2872fa);border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-color:#f78da7;border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/debt-collection/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฉ้อโกงออนไลน์</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/fraudulent/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/fraudulent/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Jan 2026 01:00:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีอาญา]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=530</guid>

					<description><![CDATA[ปัจจุบัน คดีฉ้อโกง มีการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น คดีฉ้อโกงออ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-525c5b03a8e61377eb82f6c0c6a61003 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">ปัจจุบัน <strong>คดีฉ้อโกง </strong>มีการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น <strong>คดีฉ้อโกงออนไลน์</strong> อย่างที่เห็น และทราบข่าวกัน จะมาในรูปแบบของ <strong>แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แชทการสนทนาผ่านออนไลน์ ส่งข้อความ SMS และอีเมลเพื่อให้กดลิงค์ต่างๆ</strong> จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนพบเจอเป็นจำนวนมาก กลโกงเหล่านี้มีความหลากหลาย ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อย “ตามไม่ทัน” และตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-112c9a04077c5a6dae33b654f2667ac6 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Digital Transformation 100%) เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด การใช้ชีวิตประจำวัน การทำธุรกรรมทางการเงิน และการติดต่อสื่อสาร ล้วนพึ่งพาเทคโนโลยีแทบทั้งหมด ขณะเดียวกัน มิจฉาชีพก็อาศัยช่องว่างจาก ความไม่รู้ ความประมาท และความเร่งรีบ ของประชาชน เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงให้หลงเชื่อ กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายที่เกิดกับผู้อื่น ส่งผลให้เกิด<strong>อาชญากรรมออนไลน์และโจรทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว </strong>คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า มิจฉาชีพมาในรูปแบบใด&nbsp; แต่คือ เราจะป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ หลักคิดที่สำคัญที่สุด คือ <strong><em>“รู้เขา รู้เรา” </em></strong>การรู้เขา คือ การรู้เท่าทันรูปแบบกลโกง วิธีการหลอก และพฤติกรรมของมิจฉาชีพ การรู้เรา คือ การรู้ขอบเขตของตนเอง รู้ว่าเรื่องใดควรตรวจสอบ เรื่องใดไม่ควรเชื่อโดยง่าย และรู้สิทธิทางกฎหมายของตน เมื่อมีความรู้และสติ การหลอกลวงย่อมทำได้ยากขึ้น<br>และหากเกิดเหตุขึ้นจริง ก็สามารถรับมือ แก้ไข และดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-bc7c40e73177dbc3f051358b3247975f wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">รูปแบบการฉ้อโกงที่พบได้บ่อย ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>หลอกให้ร่วมลงทุน โดยอ้างผลตอบแทนสูงและความน่าเชื่อถือปลอม</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-11e319b5a7de8255c2f11485e9967a3a" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">หลอกว่ามีงานทำ รายได้ดี ทำงานง่ายจากที่บ้าน</li>



<li>หลอกให้รักหรือสร้างความสัมพันธ์ทางออนไลน์ (Romance Scam) ก่อนชักชวนให้โอนเงิน</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-7e7cae7ff596fdceded66efada07390c" style="color:#173364">หลอกขายสินค้า หรือหลอกให้โอนเงินค่าสินค้าโดยไม่ส่งของ</li>



<li>หลอกให้โอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและสถาบันการเงิน</li>



<li>รวมถึงรูปแบบการหลอกลวงอื่น ๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีและช่องทางสื่อสารออนไลน์เป็นเครื่องมือ</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>คดีฉ้อโกงออนไลน์ แนวทางปฏิบัติเมื่อถูกหลอกโอนเงินและการดำเนินคดีตามกฎหมาย</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-5a17b80cc284af80c102aae3cbb95488 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.234), 17px);">เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าตนเองตกเป็นผู้เสียหายใน <strong>คดีฉ้อโกงออนไลน์</strong> ผู้เสียหายควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8101f3abc211d226db5d35562d2a0000 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.234), 17px);"><strong>1. ตั้งสติและงดการโอนเงินเพิ่มเติม&nbsp; </strong>ผู้เสียหายควรตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนก งดการโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องสงสัย และ <strong>ไม่ควรลบข้อความหรือหลักฐานใด ๆ</strong> เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีฉ้อโกงออนไลน์</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-9aecf87408ce544c965a763c8147de04 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.234), 17px);"><strong>2. รวบรวมพยานหลักฐานคดีฉ้อโกงออนไลน์&nbsp; </strong>ให้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-647a6dbf5703a03ab5ea65bb3244b9ed" style="color:#173364">ข้อความแชตหรือการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-5298d5e74cf611cb41da41808f0b2c47" style="color:#173364">หลักฐานการโอนเงิน สลิปโอนเงิน หรือรายการเดินบัญชี</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-47e9091dfa122240f23a9fc2c52ad6b4" style="color:#173364">เลขบัญชีและชื่อบัญชีผู้รับเงิน</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-c6cda47ab41e5b2c9c106451689930a8" style="color:#173364">หมายเลขโทรศัพท์หรือช่องทางการติดต่อ</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-85c7dfe362d5fbada358ac5dfe1a48a9" style="color:#173364">ชื่อเพจ ชื่อบัญชี Line, Facebook, TikTok</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-e12ca3c2f6534ef0d4644917ea5caeff" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">URL เว็บไซต์ หรือลิงก์โฆษณาที่ใช้ในการหลอกลวง</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-a82e2aa0584b740908a9853500923f41 wp-block-paragraph" style="color:#173364"><strong>3. เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ (Time Line) </strong>ผู้เสียหายควรจัดทำลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ตั้งแต่การเริ่มติดต่อ วิธีการฉ้อโกง วันและเวลาที่มีการโอนเงิน รวมถึงมูลค่าความเสียหายทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบการแจ้งความคดีฉ้อโกงออนไลน์</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-519f0202a988a37eb809558e61e1f5ca wp-block-paragraph" style="color:#173364"><strong>4. แจ้งความร้องทุกข์คดีฉ้อโกงออนไลน์ </strong>ให้นำเอกสารและพยานหลักฐานทั้งหมด&nbsp; เข้าแจ้งความต่อ <strong>พนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจใกล้บ้าน</strong> โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งในท้องที่เกิดเหตุเท่านั้น เนื่องจากคดีฉ้อโกงออนไลน์ถือเป็นคดีอาญาที่สามารถรับคำร้องทุกข์ได้ทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้มีการรับคำร้องทุกข์ สอบสวน และดำเนินคดีฉ้อโกงออนไลน์ตามกระบวนการยุติธรรม<strong><em> </em>หรือ</strong></p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-ed6955f78c188e4d382e9d7eef07d5e9 wp-block-paragraph" style="color:#173364"><strong>&nbsp;</strong>แจ้งความออนไลน์ <strong>ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.)</strong> หน่วยงานเฉพาะด้านคดีออนไลน์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับ คดีฉ้อโกงออนไลน์&nbsp; คดีหลอกโอนเงิน&nbsp; อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์&nbsp; โดยสามารถแจ้งความผ่านช่องทางแจ้งเรื่องออนไลน์ผ่านระบบรับแจ้งคดีของตำรวจไซเบอร์ เว็บไซต์ <a href="https://www.thaipoliceonline.go.th/"><em>https://www.thaipoliceonline.go.th/ </em></a>&nbsp;หรือโทรสายด่วน <strong>1441</strong> ทันทีได้ตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-1c7eba24b1d1b1ae5234aa04e51f3d3a wp-block-paragraph" style="color:#173364"><strong>กรณีถูกหลอกโอนเงิน ต้องทำอย่างไร </strong>ในกรณี <strong>ถูกหลอกโอนเงิน</strong> ผู้เสียหายควรดำเนินการโดยเร่งด่วนเป็นลำดับแรก ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-b13bfb28c72ee3dcde9faf40a482864b" style="color:#173364">ติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องทันที</li>
</ol>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-71a6e5960cb3662f510d817259b67c7d wp-block-paragraph" style="color:#173364">        2. ขอให้ดำเนินการ <strong>อายัดบัญชีและอายัดธุรกรรมทางการเงิน </strong>เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืนและลดความ        เสียหายจากคดีฉ้อโกงออนไลน์</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เจาะลึกข้อกฎหมาย &#8220;ฉ้อโกงออนไลน์&#8221; คือคดีอะไร และมีองค์ประกอบความผิดอย่างไร?</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8d8de49f6bd59294cfb6d5510e057ad9 wp-block-paragraph" style="color:#173364">ตามกฎหมายความผิดฐานฉ้อโกงออนไลน์ <strong>&nbsp;</strong>เป็นความผิดทางอาญา ก่อนอื่นต้องมาดูก่อนว่าความผิดฐานฉ้อโกงออนไลน์เกิดจากหลักกฎหมายอาญา ตาม <strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 “ </strong>ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ” และความผิดฐานฉ้อโกงตาม <strong>ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341</strong>เป็นความผิดที่สามารถยอมความกันได้ตาม<strong>ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 348</strong>&nbsp; “ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา 343 เป็นความผิดอันยอมความได้”&nbsp; นั้นหมายความว่า บุคคลที่ได้รับความเสียหาย จะต้องดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนภายในกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่ทราบหรือควรทราบถึงการตัวผู้กระทำความผิด ไม่อย่างนั้นจะขาดอายุความ ตาม<strong>ประมวลกฎหมายอาญามาตรา มาตรา 96 “ </strong>ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d298fbb3c3f2a19f5b55290acc12909f wp-block-paragraph" style="color:#173364">ความผิดฐานฉ้อโกง มีองค์ประกอบดังนี้<br>1. องค์ประกอบภายนอก ได้แก่<br>1.1 ผู้กระทำ : ผู้ใด<br>1.2 การกระทำ : การหลอกลวง โดย<br>1.2.1 แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ<br>1.2.2 ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง<br>1.3 กรรม : ผู้อื่น<br>1.4 ผลของการกระทำ : ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และมีการโอนไปซึ่งทรัพย์สิน โดย<br>1.4.1 ผู้กระทำได้ทรัพย์สินไป หรือ<br>1.4.2 มีการทำ/ถอน/ทำลายเอกสารสิทธิ</p>



<ol start="2" class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-253f45d73a2d1e8125608e2db6dd160a" style="color:#173364">องค์ประกอบภายใน ได้แก่<br>2.1 มีเจตนาธรรมดา ตามมาตรา 59 คือรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร<br>2.2.มีเจตนาพิเศษ “โดยทุจริต” คือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น</li>
</ol>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-f07da74fdca42daa5376e6b6bb21ce59 wp-block-paragraph" style="color:#173364">หากการกระทำความผิดดังกล่าวตาม มาตรา 341 จะเป็นความอาญาข้อหานําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 “ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br>(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ” ได้นั้น</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-156baa84f6c7cf418040cb94ab51834e wp-block-paragraph" style="color:#173364">ผู้โพสต์หรือแชร์ข้อความที่จะมีความผิดตามมาตรา 14 (1) ได้ก็ต่อเมื่อ สิ่งที่นำเสนอนั้นเป็น “ความเท็จ” โดยมีเจตนา “ทุจริตหรือหลวงลวง” ซึ่งข้อมูลนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-b8fde89fc33e4fdc16d9770642783e7d wp-block-paragraph" style="color:#173364">นั้นหมายความว่า ผู้โพสต์หรือแชร์ ข้อความจะต้องรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองโพสต์นั้นเป็นความเท็จ ไม่ใช่ความจริง นอกจากนี้ คำว่า “โดยทุจริต” ตามคำนิยามของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 ให้ความหมาย “เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น” ดังนั้น ข้อความที่โพสต์หรือแชร์เป็นความจริง หรือเป็นความเท็จแต่ถ้าผู้โพสต์ข้อความหรือแสดงความคิดเห็นไม่ได้มีเจตนาทุจริตแต่แรก ก็ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 14(1) เนื่องจากขาดองค์ประกอบความผิดเรื่องเจตนา อีกทั้ง กฎหมายยังตีกรอบไม่ให้ใช้ในลักษณะเดียวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทอีกด้วย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567<br>และความผิดฐานนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 เป็นความผิดไม่สามารถยอมความกันได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคท้าย “ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ” ดังนั้นเมื่อบุคคลได้รับความเสียหายสามารถดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลได้นับตั้งแต่รู้หรือควรรู้ถึงการกระทำความผิด ภายในกำหนดระระเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 “ ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ<br>(3) สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี ”</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d0d8474696f1117d7588ab7f5b6445b7 wp-block-paragraph" style="color:#173364">ความผิดฐาน นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550  มาตรา 14 (1) มีองค์ประกอบดังนี้<br>ข้อมูลเท็จ: สิ่งที่นำเสนอต้องเป็นความจริงที่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>&#8220;บิดเบือนหรือปลอม&#8221; หรือ</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-fe5ffbde926093fd86f7324efe81208d" style="color:#173364">เป็น &#8220;ความเท็จ&#8221;<br>เจตนาทุจริต: ผู้โพสต์หรือแชร์ต้องรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ แต่ยังเจตนานำเข้าสู่ระบบเพื่อหลอกลวงให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน<br>กรณีแบบไหนที่ &#8220;ไม่ผิด&#8221; พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550  มาตรา 14 (1)  ดังต่อไปนี้ <br>ข้อมูลที่เป็นความจริง: เช่น การถ่ายคลิปเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นแล้วนำมาโพสต์<br>การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต: เช่น การติชมรัฐบาล การวิพากษ์วิจารณ์สินค้าหรือบริการตามประสบการณ์จริง (ซึ่งอาจไปเข้าข่ายเรื่องหมิ่นประมาทแทน แต่ไม่ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์)<br>ขาดเจตนาทุจริต: หากผู้โพสต์เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริง (ไม่ได้รู้ว่าเป็นเท็จ) ก็ถือว่าขาดองค์ประกอบความผิดเรื่องเจตนา</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักฐานที่ต้องใช้พิสูจน์ &#8220;องค์ประกอบความผิด&#8221;</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-941135aea9fa9af78b74e43e7fe02d86 wp-block-paragraph" style="color:#173364">เพื่อให้ครบองค์ประกอบและดำเนินคดีได้สำเร็จ ควรต้องเตรียมหลักฐาน ดังต่อไปนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>URL หรือลิงก์หน้าโปรไฟล์: ของผู้กระทำผิด (เพื่อยืนยันการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบ)</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-e59d09eb6a3adf4ad610b956a79fa857" style="color:#173364">ภาพแคปหน้าจอ (Screenshot): ข้อความที่หลอกลวง, โพสต์ขายของ, หรือแชทที่คุยกัน</li>



<li>หลักฐานการโอนเงิน (Slip): สลิปโอนเงินที่ระบุเลขบัญชีปลายทาง วันที่ และเวลาอย่างชัดเจน</li>



<li>Statement: รายการเดินบัญชีที่แสดงยอดเงินที่ถูกตัดไป</li>
</ol>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-31ca8f77923b3340e67694ed82acaaf6 wp-block-paragraph" style="color:#173364"><strong>ข้อแนะนำเพิ่มเติม </strong>ปัจจุบันมี พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งช่วยให้ผู้เสียหายสามารถ แจ้งธนาคารเพื่อระงับบัญชีม้าได้ทันทีภายใน 72 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอใบแจ้งความจากตำรวจในตอนแรก</p>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-color:var(--theme-palette-color-1, #2872fa);border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/fraudulent/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
