<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เรื่องทั่วไป &#8211; นพภัสสร ทนายอุ่นใจ</title>
	<atom:link href="https://tanyaounjai.com/category/general/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://tanyaounjai.com</link>
	<description>ที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Jul 2026 04:42:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/โลโก้สำนักงาน-512-x-512-px-150x150.png</url>
	<title>เรื่องทั่วไป &#8211; นพภัสสร ทนายอุ่นใจ</title>
	<link>https://tanyaounjai.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พินัยกรรม อัพเดทปี 2569</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/testament/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/testament/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Jan 2026 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=547</guid>

					<description><![CDATA[พินัยกรรม&#160;คือ การแสดงเจตนาล่วงหน้าของบุคคลไว้&#038;nbsp [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>พินัยกรรม&nbsp;</strong>คือ</h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-215cd61de646d241f03f4b0244fb8bfd wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การแสดงเจตนาล่วงหน้าของบุคคลไว้&nbsp;<strong>ก่อนถึงแก่ความตาย</strong>&nbsp;ว่าเมื่อผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตแล้ว ทรัพย์สินของเขาจะตกเป็นของใคร และให้ใครเป็นผู้จัดการมรดก การที่พินัยกรรมจะมีผลบังคับตามกฎหมายได้&nbsp;<strong>ต้องเกิดขึ้นหลังจากผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้วเท่านั้น</strong></p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-ec887bda16c3eeadbabe6d7567ac80c9 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">หากเจ้าของทรัพย์สิน ได้ทำการโอน ยกให้ หรือมอบทรัพย์สินแก่ผู้อื่นไปแล้ว&nbsp;<strong>ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่</strong>&nbsp;การโอนดังกล่าว&nbsp;<strong>ไม่ถือเป็นพินัยกรรม</strong>&nbsp;แต่เป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งมีผลทางกฎหมายแตกต่างโดยสินเชิง</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ทำไมคนที่ยังมีชีวิตอยู่จึงควรทำพินัยกรรม</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-599715244a2772fff967f5bb0cd97508 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เมื่อบุคคลมีทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน เงินฝาก รถยนต์ หุ้น หรือทรัพย์สินอื่นใด ย่อมมีความตั้งใจที่จะส่งต่อทรัพย์สินเหล่านั้นให้แก่<strong>บุคคลอันเป็นที่รัก</strong> หรือ<strong>บุคคลที่เห็นว่าสมควรได้รับ</strong>  เพื่อดูแลทรัพย์สินต่อไปภายหน้า หลังจากตนเสียชีวิตของตนเอง หรือ กำหนดบุคคลผู้ควรรับพินัยกรรมไว้ก่อนเพื่อช่วยลดปัญหาขอพิพาทอันไม่อาจคาดเดาได้ อันเกิดจากการแย่งชิงทรัพย์มรดกของทายาท หลังจากการตายแล้ว จนนำไปสู่การว่าจ้างทนายความ เพื่อนำความเข้าสู่กระบวนการทางศาล เสียทั้งเงิน ญาติพี่น้อง และเวลา</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d10288c5b889da4e5dcf07fe2c74ee88 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การทำพินัยกรรม ช่วยลดปัญหาต่างๆ ที่อาจขึ้นหลังการตายของเจ้ามรดก (ผู้ทำพินัยกรรม) ได้เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การข้อโต้แย้งหรือแย่งชิงทรัพย์สินกันระหว่างทายาท</li>



<li>ทรัพย์สินตกไปอยู่ในมือบุคคลที่ผู้ตายไม่ประสงค์ให้ได้รับ</li>



<li>การแบ่งทรัพย์มรดกที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ตรงตามความตั้งใจของผู้ตาย</li>



<li>เกิดข้อพิพาทเป็นคดีความมรดกยืดเยื้อกันอยู่ในชั้นศาล สร้างภาระทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-aceca94c76c3a77c7804672811ca8dc6 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ด้วยเหตุนี้ <strong>การทำพินัยกรรม</strong> จึงเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญ ในการป้องกันตั้งแต่ต้น ด้วยการวางแผนทรัพย์สินและการทำพินัยกรรมไว้อย่างถูกต้อง ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และยังเป็นการ<strong>กำหนดทิศทางของทรัพย์สินอย่างชัดเจน</strong> ว่าใครควรเป็นผู้รับมรดกโดยพินัยกรรม ทรัพย์สินส่วนใดควรตกเป็นของใคร และใครควรเป็นผู้จัดการมรดก ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของทรัพย์อย่างแท้จริง  ซึ่งถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความห่วงใยต่อบุคคลที่อยู่ข้างหลังอย่างแท้จริง</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8ea4d3d24b502538b2b4b35099a71721 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">พินัยกรรมสะท้อนถึงความรับผิดชอบของผู้ทำ ที่ไม่ต้องการให้ทรัพย์สินซึ่งสร้างมาด้วยความอุตสาหะ กลายเป็นภาระหรือเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งของคนที่อยู่ต่อไปหลังจากตนเสียชีวิต</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>คุณสมบัติของผู้ทำพินัยกรรม&nbsp;</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ทำพินัยกรรม (เจ้าของมรดก) ถือเป็นสาระสำคัญที่สุดที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับเกณฑ์อายุและสติสัมปชัญญะของเจ้าของทรัพย์ขณะทำพินัยกรรมไว้สองประการหลัก ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. </strong><strong>เกณฑ์อายุ: ผู้ทำพินันกรรมต้องมีอายุเกิน 15 </strong><strong>ปีบริบูรณ์ ( ป.พ.พ. มาตรา 1703)&nbsp;</strong>นั่นหมายความว่า เจ้าของทรัพย์สินจะต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์บวกอีก 1 วันขึ้นไป ในวันที่ลงมือทำพินัยกรรม หากทำขึ้นก่อนหน้านั้น แม้จะได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง พินัยกรรมฉบับนั้นก็จะตกเป็น&nbsp;<strong>โมฆะ&nbsp;</strong>(ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายตั้งแต่แรก) ทันที</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. </strong><strong>สติสัมปชัญญะ: ต้องไม่เป็นบ้า หรือบุคคลไร้ความสามารถ ( ป.พ.พ. มาตรา 1704)&nbsp;</strong>ในขณะที่ทำพินัยกรรม เจ้าของทรัพย์สินจะต้องมีสติสัมปชัญญะที่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยกฎหมายมีข้อห้ามสำคัญ 2 กรณี</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ต้องไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ:</strong>&nbsp;หากศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถ (เนื่องจากวิกลจริต) บุคคลนั้นจะไม่สามารถทำพินัยกรรมได้เลย หากทำขึ้นพินัยกรรมจะเป็น&nbsp;<strong>โมฆะ</strong></li>



<li><strong>ขณะทำต้องไม่เป็นคนบ้า (วิกลจริต) ที่ศาลยังไม่ได้สั่ง:</strong>&nbsp;ในกรณีที่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ แต่ใน&nbsp;<strong>“ขณะลงมือทำพินัยกรรม”</strong>&nbsp;บุคคลนั้นมีอาการจริตวิกล หรือขาดสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถรับรู้ผิดชอบได้ พินัยกรรมนั้นจะตกเป็นโมฆะเช่นกัน</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong><strong>พินัยกรรมสามารถทำได้ทั้งหมด 5 แบบ</strong></strong></h2>



<ol start="1" class="wp-block-list">
<li><strong>พินัยกรรมแบบธรรมดา</strong>&nbsp;(ป.พ.พ. มาตรา 1656) เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยหลักแล้วจะต้องมีพยาน 2 คน&nbsp; อยู่พร้อมกัน และลงลายมือชื่อเป็นพยานต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรม</li>



<li><strong>พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ</strong>&nbsp;(ป.พ.พ. มาตรา 1657) เป็นการเขียนข้อความด้วยลายมือของผู้ทำพินัยกรรมเองทั้งฉบับ (ไม่จำเป็นต้องมีพยาน 2 คน)&nbsp;</li>



<li><strong>พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง</strong>&nbsp;(ป.พ.พ. มาตรา 1658) เป็นการแสดงเจตนาต่อ เจ้าพนักงาน เช่น นายอำเภอ ซึ่งวิธีการนี้ต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน และจะมีเจ้าพนักงานบันทึกข้อความในพินัยกรรมให้ และพินัยกรรมจะต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน วิธีการนี้ตามกฎหมายมีความน่าเชื่อถือสูง และโอกาสในการถูกโต้แย้งเรื่องความไม่ชอบพินัยกรรมมีน้อย</li>



<li><strong>พินัยกรรมแบบลับ (</strong>&nbsp;ป.พ.พ. มาตรา 1660) เป็นการจัดทำเอกสารพินัยกรรมเองหรือให้ผู้อื่นจัดทำ แล้วปิดผนึกเอกสาร&nbsp; แสดงต่อเจ้าพนักงานและพยาน 2 คน ว่าเป็นพินัยกรรมของตน เนื้อหาถูกปกปิด&nbsp;</li>



<li><strong>พินัยกรรมแบบวาจา (</strong>ป.พ.พ. มาตรา 1663) จะใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น อยู่ในภาวะอันตรายใกล้ตาย อยู่ในเรือที่เดินทะเล อยู่ในเขตสงคราม เวลามีโรคระบาด เป็นต้น ผู้ทำพินัยกรรมสามารถพูดเอ่ยต่อหน้าพยาน 2 คน ได้ถือว่าใช้ได้ หลังจากนั้นพยานทั้ง 2 ต้องรีบนำข้อความไปแจ้งอำเภอให้เร็วที่สุด</li>
</ol>



<ol style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-7b0f50c89bb77959f1c25e2c9178b7b8"></ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักการเขียนพินัยกรรม</strong>ตามกฎหมาย </h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในการร่างพินัยกรรม มีกฎหมายอ้างอิง ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์&nbsp;</strong><strong>มาตรา&nbsp;</strong>1656 “พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์&nbsp;</strong><strong>มาตรา1671&nbsp;</strong>“เมื่อบุคคลใดนอกจากผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้เขียนข้อความแห่งพินัยกรรม บุคคลนั้นต้องลงลายมือชื่อของตนทั้งระบุว่าเป็นผู้เขียน</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าบุคคลนั้นเป็นพยานด้วย ให้เขียนข้อความระบุว่าตนเป็นพยานไว้ต่อท้ายลายมือชื่อของตนเช่นเดียวกับพยานอื่น ๆ “</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</strong><strong>มาตรา 1654</strong>&nbsp;“ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้นให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความสามารถของผู้รับพินัยกรรมนั้น ให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตายเท่านั้น”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</strong><strong>มาตรา1704&nbsp;</strong>&nbsp; “พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้นเป็นโมฆะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่” &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เนื่องจากกฎหมายกำหนดรูปแบบการเขียนพินัยกรรมไว้ ชัดเจน ถ้าเขียนไม่ถูกต้องจะทำให้พินัยกรรมนั้นเป็นผล<strong>โมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา </strong><strong>1705)</strong>&nbsp;เพื่อให้ถูกต้อง และมีผลบังคับตามกฎหมายได้จริง ผู้ทำพินัยกรรมจึงนิยมว่าจ้างให้ทนายความดำเนินการร่างพินัยกรรมให้ โดยมีองค์ประกอบการเขียนพินัยกรรมดังนี้ </p>



<ol start="1" class="wp-block-list">
<li>พินัยกรรมต้องทำเป็นหนังสือ</li>



<li>ให้ระบุว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นเป็นพินัยกรรมของใคร&nbsp;</li>



<li>ระบุสถานที่ทำพินัยกรรม</li>



<li>ระบุ วัน เดือน ปี ขณะทำพินัยกรรม</li>



<li>ระบุว่าขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ทำพินัยกรรมขึ้นในขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ด้วยความสมัครใจ ข้อความในพินัยกรรมตรงตามเจตนาที่แท้จริง </li>



<li>ให้ระบุชื่อผู้รับพินัยกรรม เป็นชื่อบุคคล หรือนิติบุคคล ที่เป็นผู้รับพินัยกรรมว่าเป็นใครไปเลย</li>



<li>ผู้ทำพินัยกรรมจะพิมพ์นิ้วมือก็ได้ และต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย 2 คน (ป.พ.พ. มาตรา 1665) เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมแบบทำเองทั้งฉบับจะพิมพ์นิ้วมือไม่ได้ต้องเซ็นชื่อเท่านั้น (ป.พ.พ. 1657 วรรคท้าย)&nbsp;</li>



<li>ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงชื่อต่อหน้าพยาน 2 คน และพยาน 2 คนก็ต้องลงชื่อต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรม เช่นกัน และพยานต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
<ol start="1" class="wp-block-list">
<li>พยานต้องไม่เป็นผู้รับพินัยกรรม และ/หรือ คู่สมรสของผู้รับพินัยกรรม (ป.พ.พ. มาตรา 1653)</li>



<li>พยานจะพิมพ์ลายนิ้วไม่ได้&nbsp;<strong>จะต้องเซ็นชื่อเป็นพยานอย่างเดียว</strong>&nbsp;(ป.พ.พ. มาตรา 1666)</li>



<li>พยานต้องบรรลุนิติภาวะ (ป.พ.พ. มาตรา 1670)</li>



<li>พยานต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต /เสมือนไร้ความสามารถ (ป.พ.พ. มาตรา 1670)</li>



<li>พยานต้องไม่หูหนวก เป็นใบ้ ตาบอด 2 ข้าง (ป.พ.พ. มาตรา 1670)</li>
</ol>
</li>



<li>ผู้ทำพินัยกรรมจะระบุทรัพย์สินยกทรัพย์สินให้บุคคลอื่นได้เฉพาะทรัพย์สินของตนเท่านั้น จะทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่งให้กับบุคคลอื่นไม่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1481)&nbsp;</li>



<li>หากมีการขูด ลบ ตก เติม หรือแก้ไข เปลี่ยนแปลง ต้องเซ็นกำกับไว้ด้วย&nbsp;</li>



<li>บุคคลอื่นผู้เขียนพินัยกรรมให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงชื่อผู้เขียน และถ้าเป็นพยานด้วยก็ให้ต่อท้ายเป็นพยานด้วย โดยเขียนว่า&nbsp;&nbsp;<strong>“</strong><strong>ผู้เขียน/พยาน”&nbsp;&nbsp;</strong>(ป.พ.พ. มาตรา 1671)</li>



<li><strong>แนะนำเพิ่มเติม</strong> ในการทำพินัยกรรมทุกครั้ง <strong>ควรทำการถ่ายภาพและอัดวีดิโอไว้ทุกครั้ง</strong> เพื่อตัดข้อกังขาเรื่องการทำพินัยปลอม พินัยกรรมไม่ถูกต้องต้อง</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ตัวอย่างการเขียนพินัยกรรม</strong></h2>



<figure class="wp-block-image size-full"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1587" height="2245" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-8-พินัยกรรม-1.png" alt="พินัยกรรม" class="wp-image-548" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-8-พินัยกรรม-1.png 1587w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-8-พินัยกรรม-1-212x300.png 212w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-8-พินัยกรรม-1-724x1024.png 724w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-8-พินัยกรรม-1-768x1086.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-8-พินัยกรรม-1-1086x1536.png 1086w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-8-พินัยกรรม-1-1448x2048.png 1448w" sizes="(max-width: 1587px) 100vw, 1587px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-color:var(--theme-palette-color-1, #2872fa);border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-color:#f78da7;border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/testament/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การจดทะเบียนบริษัท</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/company-registration/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/company-registration/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Jan 2026 02:09:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=568</guid>

					<description><![CDATA[ในโลกของการทำธุรกิจ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ยอดขายเริ่มเติบโ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในโลกของการทำธุรกิจ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ยอดขายเริ่มเติบโตและฐานลูกค้าขยายใหญ่ขึ้น คำถามที่เจ้าของกิจการเกือบทุกท่านต้องเผชิญคือ &#8220;ถึงเวลาจดทะเบียนบริษัทหรือยัง?&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การจดทะเบียนบริษัทไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมาย หรือการมีตราประทับสวยๆ บนเอกสารเท่านั้น แต่มันคือ &#8220;รากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน&#8221; ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือต่อคู่ค้า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน หรือแม้แต่การบริหารจัดการภาษีอย่างเป็นระบบที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเหลือ &#8220;กำไร&#8221; ที่แท้จริงมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นจดบริษัทมักมาพร้อมกับคำถามมากมาย ทั้งเรื่องขั้นตอนที่ดูซับซ้อน การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการที่ต้องใช้เวลา การดำเนินการจำเป็นต้องดำเนินการเอง หรือสามารถว่าจ้างทนายความ หรือใครที่สามารถกระทำการแทนได้ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย  ยังรวมถึงการจัดเตรียมเอกสารที่วุ่นวาย และภาระทางบัญชีที่ตามมา เพื่อให้การเริ่มต้นของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายปี 2568 เราได้รวบรวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ที่นี่ ดังนี้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>นิติบุคคล มี 3 ประเภท</strong></h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>ห้างหุ้นส่วนสามัญ : หุ้นส่วนร่วมรับผิดชอบหนี้แบบไม่จำกัด</li>



<li>ห้างหุ้นส่วนจำกัด : มีทั้งหุ้นส่วนที่รับผิดแบบจำกัดและไม่จำกัด</li>



<li>บริษัทจำกัด : ผู้ถือหุ้นรับผิดตามมูลค่าหุ้นของตน เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท 256</strong>9</h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เริ่มจากการทำความเข้าใจรูปแบบของธุรกิจตนเองว่าเหมาะกับประเภทใด เพื่อวางแผนเอกสารและขั้นตอนล่วงหน้า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. เตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนจดทะเบียนบริษัท&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้เริ่มก่อการ/ผู้ถือหุ้น: อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป&nbsp;</li>



<li>ทุนจดทะเบียน ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำ แต่ควรสอดคล้องกับธุรกิจ ส่วนใหญ่นิยมเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท (หากมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติด้วยแนะนำทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท)</li>



<li>ชื่อบริษัท (ที่ผ่านการจองแล้ว)</li>



<li>ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ (เลขที่บ้าน, หมู่ที่, แขวง/ตำบล)</li>



<li>วัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจ (ขายอะไร ทำอะไร)</li>



<li>ข้อมูลผู้ถือหุ้นทุกคน (ชื่อ-สกุล, เลขบัตรประชาชน, ที่อยู่, จำนวนหุ้นที่ถือ)</li>



<li>พยาน 2 คน (ใช้ชื่อและเลขบัตรประชาชน)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. ตั้งชื่อบริษัทและจองชื่อ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จองชื่อบริษัทออนไลน์ ขั้นตอนแรกคือการตั้งชื่อบริษัทและตรวจสอบไม่ให้ซ้ำกับบริษัทที่จดทะเบียนไปแล้ว<br>&#8211; ทำที่ไหน: เว็บไซต์<a href="https://www.dbd.go.th/"> </a><a href="http://dbd.go.th">dbd.go.th<br></a>&#8211; เทคนิค: ควรเตรียมไว้ 3 ชื่อเรียงตามลำดับความชอบ ชื่อต้องไม่มีคำต้องห้าม (เช่น คำที่เกี่ยวกับ<br>ราชวงศ์ หรือชื่อกระทรวงต่างๆ)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. ยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจองชื่อเรียบร้อย ให้ยื่นเอกสารภายใน 30 วัน พร้อมแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ กรรมการ และผู้ถือหุ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. เปิดจองหุ้นและนัดประชุมผู้ถือหุ้น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เปิดให้ผู้ร่วมก่อตั้งหรือผู้สนใจถือหุ้นจองซื้อหุ้น และเตรียมจัดประชุมเพื่อแจ้งข้อมูลบริษัท</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>6. ประชุมแต่งตั้งกรรมการ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่งตั้งกรรมการบริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และอนุมัติงบประมาณ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>7. ยื่นขอจดทะเบียนบริษัท</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นจดทะเบียนให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือนหลังจากประชุมจัดตั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>8. ชำระค่าธรรมเนียม</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันการจดทะเบียนผ่านระบบ e-Registration มีค่าธรรมเนียมในอัตราพิเศษที่ถูกกว่าการเดินไปจดที่กรมฯ โดยตรง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าธรรมเนียมโดยประมาณ:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จดทะเบียนบริษัท 5,000 บาท</li>



<li>อากรแสตมป์ 210 บาท</li>



<li>ค่าหนังสือรับรองและสำเนาต่างๆ เพิ่มเติม</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>9. รับใบสำคัญการจดทะเบียน (หนังสือรับรอง)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว&nbsp; นายทะเบียนอนุมัติ คุณจะได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซึ่งเลขนี้จะถูกใช้เป็น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี&nbsp; ซึ่งเรียกว่า “หนังสือรับรอง” และใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ถือเป็นอันเสร็จสิ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>10. จดบริษัทเสร็จแล้ว ต้องทำอะไรต่อ?</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การได้หนังสือรับรองเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภายหลังจดทะเบียนเสร็จสิ้น 7 สิ่งที่ห้ามลืม คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เปิดบัญชีธนาคาร ในนามบริษัท</li>



<li>ขึ้นทะเบียนนายจ้าง กับสำนักงานประกันสังคม (ถ้ามีพนักงาน)</li>



<li>จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากคาดว่ารายได้จะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี</li>



<li>จัดทำบัญชี และจัดหาผู้สอบบัญชีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มดำเนินกิจการ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สรุป </strong>หากธุรกิจของคุณเริ่มมีรายได้สูงกว่า 750,000 บาท/ปี การจดทะเบียนบริษัทจะช่วยลดภาษี และเพิ่มความน่าเชื่อถือทางธุรกิจได้มากขึ้น ที่สำคัญคือการบริหารจัดการที่เป็นระบบ พร้อมต่อยอดสู่การขยายกิจการในอนาคต</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>จดทะเบียนบริษัท vs ห้างหุ้นส่วน ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนประหยัดภาษีกว่า</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การตัดสินใจเลือกจดทะเบียนระหว่าง &#8220;บริษัทจำกัด (บจก.)&#8221; หรือ &#8220;ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.)&#8221; ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลายคนเข้าใจผิดว่า หจก. ประหยัดภาษีกว่า หรือบริษัททำได้ยากกว่า แต่ในความเป็นจริงปี 2568 ทั้งสองรูปแบบมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันอย่างชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ความรับผิดชอบในหนี้สิน (หัวใจสำคัญที่ต้องรู้)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องชื่อ แต่เป็นเรื่อง &#8220;ความรับผิดชอบ&#8221; เมื่อเกิดปัญหาทางธุรกิจ:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บริษัทจำกัด (บจก.): ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบ &#8220;จำกัด&#8221; เฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น หากบริษัทเป็นหนี้ 10 ล้าน แต่คุณลงหุ้นไว้ 1 ล้านและจ่ายครบแล้ว ทรัพย์สินส่วนตัว (บ้าน, รถ, เงินฝาก) จะปลอดภัย</li>



<li>ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.): ต้องมี &#8220;หุ้นส่วนผู้จัดการ&#8221; อย่างน้อยหนึ่งคนที่เป็นประเภท &#8220;ไม่จำกัดความรับผิด&#8221; หมายความว่าหาก หจก. เป็นหนี้และสินทรัพย์ของหจก.ไม่พอจ่าย หุ้นส่วนผู้จัดการต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชดใช้หนี้ทั้งหมดจนกว่าจะครบ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. โครงสร้างและการบริหาร</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บจก.: บริหารงานผ่านคณะกรรมการบริษัท มีความน่าเชื่อถือสูงในสายตาธนาคารและคู่ค้าขนาดใหญ่ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขยายตัวหรือระดมทุน</li>



<li>หจก.: มักเป็นธุรกิจครอบครัวหรือเพื่อนฝูงที่ไว้ใจกันสูง การบริหารจัดการยืดหยุ่นกว่า แต่ความน่าเชื่อถือน้อยกว่าในการยื่นกู้ธนาคารหรือประมูลงานใหญ่</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. เปรียบเทียบเรื่อง &#8220;ภาษี&#8221; แบบชัดๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนถามว่า &#8220;แบบไหนประหยัดภาษีกว่า?&#8221; คำตอบคือ: &#8220;ทั้งสองแบบเสียภาษีในอัตราที่เท่ากัน&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้ง บจก. และ หจก. เสียภาษีจาก &#8220;กำไรสุทธิ&#8221; (รายได้ &#8211; ค่าใช้จ่าย) ในอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้:</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-background has-border-color has-palette-color-7-border-color" style="background-color:#b6e1d1"><thead><tr><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>กำไรสุทธิ (บาท)</strong></th><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>อัตราภาษีสำหรับ SME*</strong></th><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>อัตราภาษีบริษัทใหญ่</strong></th></tr></thead><tbody><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">0 &#8211; 300,000</td><td class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>ยกเว้น (0%)</strong></td><td class="has-text-align-center" data-align="center">20%</td></tr><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">300,001 &#8211; 3,000,000</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">15%</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">20%</td></tr><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">มากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">20%</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">20%</td></tr></tbody></table></figure>



<p class="wp-block-paragraph">เงื่อนไข SME: ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เปิดธุรกิจใหม่มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนอยากมี &#8220;บริษัท&#8221; เป็นของตัวเอง แต่ยังไม่กล้าเริ่มต้นเพราะไม่แน่ใจเรื่องค่าใช้จ่าย กลัวว่าจะมีงบบานปลาย บทความนี้เราจะมากางตัวเลขให้เห็นชัดๆ ว่าในปี 2568 การเปิดบริษัทหนึ่งแห่งต้องใช้เงินเท่าไหร่ และมีค่าอะไรบ้างที่คุณต้องจ่ายจริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน (จ่ายให้รัฐ)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าธรรมเนียมถูกกำหนดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งจะมีความแตกต่างกันตามช่องทางการจดทะเบียน:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ (e-Registration): * ราคาเหมาจ่าย: ประมาณ 5,500 บาท (รวมค่าอากรแสตมป์แล้ว)
<ul class="wp-block-list">
<li><em>หมายเหตุ:</em> เป็นวิธีที่ถูกที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนี้</li>
</ul>
</li>



<li>จดทะเบียนแบบ Walk-in (ไปที่กรมฯ):
<ul class="wp-block-list">
<li>จะคิดตามทุนจดทะเบียน (ล้านละ 5,000 บาท) ขั้นต่ำ 5,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท</li>



<li>ยังมีค่าอากรแสตมป์และค่าใบสำคัญอื่นๆ เพิ่มเติม รวมแล้วมักจะสูงกว่าการจดออนไลน์</li>
</ul>
</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. ทุนจดทะเบียน (ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่?)</p>



<p class="wp-block-paragraph">นี่คือส่วนที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด &#8220;ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ไม่ต้องมีเงินสด 1 ล้านบาทวางโชว์ในวันแรก&#8221;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การชำระหุ้นขั้นต่ำ: กฎหมายกำหนดให้ชำระเงินค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน</li>



<li>ตัวอย่าง: หากคุณจดบริษัทด้วยทุน 1 ล้านบาท คุณต้องมีเงินเข้าบัญชีบริษัทจริงอย่างน้อย 250,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการเริ่มต้นธุรกิจ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. ค่าใช้จ่ายแฝงในการเริ่มต้น (Hidden Costs) นอกจากค่าธรรมเนียมรัฐแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่ต้องเตรียมไว้:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ค่าตรายางบริษัท</li>



<li>ค่าบริการจ้างจดทะเบียนขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและบริการเสริม เช่น บริการเปิดบัญชีธนาคาร หรือจด VAT&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. งบประมาณที่ต้องเตรียมหลังจดบริษัทเสร็จ (รายเดือน/รายปี)&nbsp; เมื่อเป็นบริษัทแล้ว คุณจะมี &#8220;หน้าที่&#8221; ทางภาษีและบัญชีที่ต้องจ่าย</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ค่าทำบัญชีรายเดือน</li>



<li>ค่าตรวจสอบบัญชี (Audit): ต้องจ่ายปีละครั้งขึ้นอยู่กับจำนวนรายการค้า</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>&#8220;สิทธิประโยชน์และภาษี&#8221; (Benefits &amp; Tax)</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. สร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล&nbsp; การจดทะเบียนบริษัทคือการยืนยันตัวตนว่าธุรกิจของคุณมีที่ตั้งชัดเจน มีโครงสร้างการบริหาร และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สำหรับคู่ค้า:</strong> บริษัทใหญ่ๆ มักเลือกทำธุรกิจกับนิติบุคคลมากกว่าบุคคลธรรมดา เพราะสามารถออกใบกำกับภาษีได้ถูกต้อง</li>



<li><strong>สำหรับลูกค้า:</strong> การโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคล ลดโอกาสการถูกมองว่าเป็นมิจฉาชีพ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. จำกัดความเสี่ยง รับผิดชอบหนี้สินแค่ที่ลงหุ้น&nbsp; นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดในเชิงกฎหมาย หากคุณทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา แล้วเกิดปัญหาเป็นหนี้สิน ทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของคุณ (บ้าน, รถ, ที่ดิน) อาจถูกยึดเพื่อชำระหนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ในนามบริษัท:</strong> หากเกิดเหตุสุดวิสัยจนบริษัทล้มละลาย คุณจะรับผิดชอบหนี้สิน <strong>&#8220;จำกัดเพียงมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ&#8221;</strong> เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวที่เหลือจะถูกแยกออกจากหนี้ของบริษัทอย่างเด็ดขาด&nbsp;&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. วางแผนภาษีได้หลากหลายกว่าและประหยัดกว่าหลายคนกลัวภาษีนิติบุคคล แต่ความจริงแล้วการเป็นบริษัทช่วยให้คุณ &#8220;เสียภาษีอย่างชาญฉลาด&#8221; ได้มากกว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>หักค่าใช้จ่ายตามจริง:</strong> ทุกบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงาน หรือแม้แต่ค่ารับรองลูกค้า สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด</li>



<li><strong>อัตราภาษี SME:</strong> หากกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทแรก คุณจะได้รับ <strong>ยกเว้นภาษี (0%)</strong> และกำไรส่วนที่เกินจนถึง 3 ล้านบาท เสียเพียง 15% ซึ่งมักจะถูกกว่าฐานภาษีบุคคลธรรมดาเมื่อรายได้คุณสูงขึ้น</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้ง่าย&nbsp; หากต้องการขยายสาขาหรือสต็อกของเพิ่ม การขอสินเชื่อในนามบริษัท (SME Loan) มักทำได้ง่ายกว่าและได้วงเงินที่สูงกว่าบุคคลธรรมดา นอกจากนี้บริษัทยังสามารถสะสม &#8220;Statement&#8221; หรือประวัติทางการเงินที่สวยงาม เพื่อใช้ในการระดมทุนจากนักลงทุนหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. การบริหารจัดการที่เป็นระบบและยั่งยืน&nbsp; การจดบริษัทบังคับให้คุณต้องทำบัญชี ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจจริงๆ:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>รู้ว่าส่วนไหนคือ <strong>&#8220;กำไร&#8221;</strong> และส่วนไหนคือ <strong>&#8220;ต้นทุน&#8221;</strong></li>



<li>แยกกระเป๋าเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจออกจากกันชัดเจน</li>



<li>ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารหรือส่งต่อให้ทายาท (Business Continuity)</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ทำไมรายได้ถึง 1.8 ล้านต่อปี ถึงควรจดทะเบียนบริษัททันที?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">หากคุณทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา แล้วพบว่ายอดขาย (รายได้รวมแบบยังไม่หักค่าใช้จ่าย) เริ่มเข้าใกล้หรือแตะระดับ 1,800,000 บาทต่อปี นี่คือสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ บทความนี้จะเจาะลึกว่าทำไมตัวเลขนี้ถึงเป็น &#8220;จังหวะทอง&#8221; ที่คุณต้องจดทะเบียนบริษัททันที</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. กับดัก &#8220;ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตามกฎหมายสรรพากร เมื่อบุคคลธรรมดามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี &#8220;บังคับ&#8221; ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ภายใน 30 วัน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ความเสี่ยง: หากคุณไม่จดทะเบียนบริษัทแล้วยังฝืนทำในนามบุคคล คุณจะต้องควักเงินตัวเองจ่าย VAT 7% ส่งสรรพากรจากยอดขายทั้งหมดที่เกินมา ซึ่งมักจะทำให้กำไรหายไปเกือบทั้งหมด</li>



<li>ทางแก้: การจดบริษัทจะช่วยให้คุณบริหารจัดการภาษีซื้อ-ภาษีขาย ได้อย่างเป็นระบบ และสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อต้องออกใบกำกับภาษีให้กับคู่ค้า</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. ภาษีบุคคลธรรมดา &#8220;ยิ่งรวย ยิ่งจ่ายแพง&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาษีบุคคลธรรมดาเป็นแบบ &#8220;อัตราก้าวหน้า&#8221; ซึ่งสูงสุดถึง 35% * หากคุณมีรายได้สุทธิสูง การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (60%) ของบุคคลธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ทำให้คุณต้องเสียภาษีในฐานที่สูงมาก</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ในขณะที่บริษัท: เสียภาษีจาก &#8220;กำไรสุทธิ&#8221; (รายได้ลบค่าใช้จ่ายตามจริง) และถ้าเป็น SME กำไร 3 แสนแรก ฟรีภาษี! ส่วนที่เหลือเสียเพียง 15-20% ซึ่งประหยัดกว่าเห็นๆ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. การหักค่าใช้จ่าย &#8220;ตามจริง&#8221; คืออาวุธลับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในนามบุคคลธรรมดา สรรพากรยอมให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เพียงบางประเภทธุรกิจ (ส่วนใหญ่ 60%) แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนของคุณอาจสูงถึง 80%</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จดบริษัท: คุณสามารถนำค่าเช่าที่, ค่าไฟ, ค่าน้ำมัน, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าโฆษณา Facebook/Google มาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทุกบาททุกสตางค์ (ตราบที่มีใบเสร็จถูกต้อง) ทำให้กำไรสุทธิที่จะนำไปคิดภาษีน้อยลง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. แยก &#8220;เงินส่วนตัว&#8221; ออกจาก &#8220;เงินธุรกิจ&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อรายได้แตะ 1.8 ล้านบาท เงินหมุนเวียนในบัญชีจะเริ่มเยอะจนน่าตกใจ การทำธุรกิจในนามบุคคลจะทำให้บัญชีธนาคารส่วนตัวของคุณดูวุ่นวาย และเสี่ยงต่อการถูก ตรวจสอบบัญชีธนาคาร (กฎหมาย e-Payment)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การจดบริษัทช่วยให้คุณแยกกระเป๋าชัดเจน คุณจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองในฐานะกรรมการบริษัท ซึ่งเงินเดือนส่วนนี้ก็นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้อีกต่อหนึ่งด้วย!</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">5. ความเตรียมพร้อมเพื่อการก้าวกระโดด</p>



<p class="wp-block-paragraph">รายได้ 1.8 ล้านคือบทพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจของคุณไปได้รอด</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การจดบริษัทในช่วงนี้จะช่วยให้คุณมี งบการเงิน ที่สวยงามเพื่อใช้ยื่นกู้ธนาคารในปีถัดไป</li>



<li>เพิ่มโอกาสในการรับงานจากบริษัทใหญ่หรือหน่วยงานราชการที่มักกำหนดว่าคู่ค้าต้องเป็นนิติบุคคลที่จด VAT เท่านั้น</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ SME จดบริษัทใหม่ได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีจริงไหม?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">1.สิทธิยกเว้นภาษีจาก &#8220;กำไรสุทธิ&#8221; (SME Tax Rates)</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนใหม่และมีคุณสมบัติเป็น SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้รับสิทธิยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามลำดับขั้น ดังนี้:</p>



<figure class="wp-block-table is-style-regular"><table class="has-text-color has-background has-link-color has-border-color has-palette-color-7-border-color" style="color:#1c1e21;background-color:#b6e1d1"><thead><tr><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>กำไรสุทธิ (บาท)</strong></th><th class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>อัตราภาษีปี 2568</strong></th></tr></thead><tbody><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>0 &#8211; 300,000</strong></td><td class="has-text-align-center" data-align="center"><strong>ยกเว้นภาษี (0%)</strong></td></tr><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">300,001 &#8211; 3,000,000</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">เสียภาษี 15%</td></tr><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">มากกว่า 3,000,000 ขึ้นไป</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">เสียภาษี 20%</td></tr></tbody></table></figure>



<p class="wp-block-paragraph">2. มาตรการ &#8220;หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า&#8221; (Double Deduction)</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากการยกเว้นภาษีจากกำไรแล้ว ปี 2568 ยังมีสิทธิพิเศษที่ช่วยให้คุณ &#8220;กำไรลดลงในทางบัญชีแต่เงินเหลือจริงมากขึ้น&#8221; ผ่านการหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าที่จ่ายจริง:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>SME Digital Transformation: หากซื้อซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือบริการดิจิทัลที่ลงทะเบียนกับ depa สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า (จ่าย 1 แสน หักได้ 2 แสน) สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท (มีผลถึงสิ้นปี 2570)</li>



<li>การจ้างงานผู้สูงอายุ: หากจ้างพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป (เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท) สามารถนำค่าจ้างมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า</li>



<li>การฝึกอบรมพนักงาน: ค่าส่งพนักงานไปอบรมเพื่อพัฒนาทักษะ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า เช่นกัน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. สิทธิพิเศษสำหรับ &#8220;New Startup&#8221; ในพื้นที่เฉพาะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากธุรกิจของคุณเป็นกลุ่ม Target Industries (เช่น เทคโนโลยี, อาหารแปรรูป, พลังงานสะอาด) และตั้งอยู่ในเขตพื้นที่พิเศษ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาจได้รับสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าปกติ เช่น:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 5-13 ปี (ต้องขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI)</li>



<li>ยกเว้นภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับในช่วงเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษี</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. สิทธิประโยชน์จากการ &#8220;ขาดทุนสะสม&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากปีแรกที่จดบริษัทคุณยังไม่มีกำไร (ขาดทุน) กฎหมายอนุญาตให้นำ &#8220;ผลขาดทุนสุทธิ&#8221; ในปีนี้ ไปหักออกจากกำไรในอนาคตได้นานถึง 5 รอบบัญชี ซึ่งช่วยให้คุณไม่ต้องเสียภาษีในวันที่ธุรกิจเริ่มทำกำไรได้ในช่วงแรกๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;ข้อควรระวังเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์</strong></p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ต้องยื่นแบบแม้ไม่มีภาษีต้องจ่าย:</strong> แม้กำไรจะไม่ถึง 300,000 บาท คุณยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (รายปี) และ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ให้ตรงกำหนด</li>



<li><strong>เอกสารต้องครบ:</strong> การใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า ต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและเอกสารรับรองตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด</li>



<li><strong>รักษาคุณสมบัติ SME:</strong> ระวังอย่าให้ทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้าน หรือรายได้เกิน 30 ล้าน เพราะจะทำให้ฐานภาษีเปลี่ยนเป็น 20% ตั้งแต่บาทแรกทันที</li>
</ol>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-white-color has-palette-color-2-background-color has-text-color has-background has-link-color has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-white-color has-text-color has-background has-link-color has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/company-registration/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สืบหาทรัพย์และบังคับคดี</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/execute-a-case/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/execute-a-case/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Jan 2026 02:09:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=566</guid>

					<description><![CDATA[บ้างครั้งการชนะคดีในศาล อาจเป็นเพียง &#8220;ครึ่งทาง&#8 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">บ้างครั้งการชนะคดีในศาล อาจเป็นเพียง &#8220;ครึ่งทาง&#8221; ของความสำเร็จ เพราะขั้นตอนที่สำคัญกว่าคือจะทำอย่างไรให้ได้เงินคืน บทความนี้จะสรุปขั้นตอนการสืบทรัพย์และบังคับคดีแบบเข้าใจง่าย พร้อมข้อกฎหมายที่สำคัญ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การสืบทรัพย์ คืออะไร</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การสืบทรัพย์ คือ กระบวนการตรวจสอบและค้นหาทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น ที่ดิน บ้าน รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของ และสามารถยึดหรืออายัดได้ เช่น ที่ดิน บ้าน รถ เงินในบัญชีธนาคาร ฯลฯ&nbsp; เพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยขั้นตอนนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เจ้าหนี้สามารถนำทรัพย์สินเหล่านั้นไปขายทอดตลาด หรือบังคับเอากับสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ทรัพย์สินที่ยึดและอายัดได้</strong> </h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทรัพย์สินที่ยึดได้</strong> เช่น&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การยึดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (มาตรา 305)</li>



<li>การยึดตั๋วเงินหรือตราวสารเปลี่ยนมือ (มาตรา 306)</li>



<li>การยึดหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด (มาตรา 307)</li>



<li>การยึดสิทธิในสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนไว้แล้ว (มาตรา 308)</li>



<li>จะยึดสิทธิเครื่องหมายการค้าที่ยังมี และจดทะเบียนลิขสิทธิ์เสร็จขอรับสิทธิบัตรสิทธิในชื่อทางการค้าหรือยี่ห้อมาตรา 309</li>



<li>&nbsp;การยึดสิทธิการเช่าทรัพย์สิน&nbsp; หรือสิทธิที่จะได้ใช้บริการต่างๆ&nbsp; ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ (มาตรา 310)</li>



<li>&nbsp;การยึดสิทธิบัตรตามใบอนุญาต&nbsp; ประทานบัตร&nbsp; อาชญาบัตร&nbsp; สัมปทาน&nbsp; (มาตรา 311)</li>



<li>&nbsp;บ้าน ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของ (ไม่ว่าจะติดจำนองหรือไม่)</li>



<li>รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ที่ไม่ใช่เครื่องมือหลักในการประกอบอาชีพของลูกหนี้</li>



<li>เครื่องมือประกอบอาชีพที่มีมูลค่าเกิน 100,000 บาท&nbsp;</li>



<li>ครื่องนุ่งห่มหลับนอน คือ ที่นอน หมอน ผ้าห่ม มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท</li>



<li> เครื่องใช้ในครัวเรือน คือ โครก ถ้วย ชาม  เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ  มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท</li>



<li>เครื่องใช้สอยส่วนตัว คือ เสื้อผ้า เครื่องประดับ  เครื่องประดับ เพชร พลอย นาฬิกา สร้อยคอทองคำ มูลค่าร่วมกันที่เกินกว่า 20,000 บาท </li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทรัพย์สินที่อายัดได้</strong> เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้อื่นที่มีลักษณะจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานเป็นรายเดือนอายัดได้แต่ต้องคงเหลือไม่น้อยกว่า 20,000 บาท&nbsp;</li>



<li>เงินโบนัส&nbsp; อายัดไม่เกินร้อยละ 50&nbsp;</li>



<li>เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ที่อายัดได้ แต่ต้องคงเหลือไว้ไม่น้อยกว่า 300,000 บาท&nbsp;</li>



<li>เงินตอบแทนจากการทำงานเป็นครั้งคราว เช่น ค่าล่วงเวลา อายัดได้ไม่เกินร้อยละ 30</li>



<li>เงินค่าตำแหน่งทางวิชาการ (เฉพาะสังกัดเอกชน)</li>



<li>เงินฝากในสถาบันการเงินต่างๆ&nbsp;</li>



<li>เงินปันผลจากหุ้น</li>



<li>ค่าเช่าทรัพย์สิน</li>



<li>ค่างวดงานตามสัญญาจ้างงาน</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ทรัพย์สินที่ไม่สามารถยึดและอายัดได้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทรัพย์สินที่ห้ามยึด ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 301</strong>&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(1) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละสองหมื่นบาท แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีจะกำหนดให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทดังกล่าวที่มีราคารวมกันเกินสองหมื่นบาทเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(2) สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีความจำเป็นในการเลี้ยงชีพก็อาจร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตใช้สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เท่าที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพในกิจการดังกล่าวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีราคารวมกันเกินกว่าจำนวนราคาที่กำหนดนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหรืออนุญาตได้เท่าที่จำเป็นภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(3) สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(4) ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่าง ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(5) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทรัพย์สินหรือจำนวนราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดตามวรรคหนึ่ง ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งกำหนดใหม่ได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในกรณีที่พฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินหรือจำนวนราคาทรัพย์สินที่ศาลกำหนดไว้เดิมได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประโยชน์แห่งข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้ขยายไปถึงทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งอันเป็นของคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือของบุคคลอื่น ซึ่งทรัพย์สินเช่นว่านี้ตามกฎหมายอาจบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สรุปรายการทรัพย์สินและเงินที่ “ห้ามยึด”</strong>  กฎหมายคุ้มครองลูกหนี้บางส่วนเพื่อการดำรงชีพไม่ให้ลูกหนี้ลำบากจนเกินไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 301 ดังนี้ </p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>เครื่องนุ่งห่มหลับนอน</strong> คือ ที่นอน หมอน ผ้าห่ม&nbsp; <strong>เครื่องใช้ในครัวเรือน</strong> คือ โครก ถ้วย ชาม&nbsp; หรือ<strong>เครื่องใช้สอยส่วนตัว</strong> คือ เสื้อผ้า เครื่องประดับ&nbsp; <strong>โดยประมาณรวมกันแล้ว ประเภทละไม่เกิน 20,000 บาท</strong> ห้ามยึด (แต่ถ้าของมีราคาสูงเกินฐานะ เจ้าพนักงานฯ อาจใช้ดุลพินิจให้ยึดได้)</li>



<li><strong>เครื่องมือทำมาหากิน</strong> สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือที่ลูกหนี้ต้องใช้ในการประกอบอาชีพ (เช่น รถกระบะส่งของ, เครื่องจักรเย็บผ้า, คอมพิวเตอร์กราฟิก) <strong>ถ้ารวมกันราคาไม่เกิน 100,000 บาท</strong> ห้ามยึด <strong>อุปกรณ์แทนร่างกาย</strong> อวัยวะหรือช่วยร่างกาย (เช่น รถเข็นผู้ป่วย, ขาเทียม, เครื่องช่วยฟัง) <strong>ห้ามยึดเด็ดขาด</strong></li>



<li><strong>ของรักตระกูล/เอกสารส่วนตัว</strong> เช่น หนังสือประจำวงศ์ตระกูล จดหมายส่วนตัว หรือสมุดบัญชีต่างๆ <strong>ห้ามยึด</strong></li>



<li><strong>ทรัพย์สินที่โอนไม่ได้ตามกฎหมาย:</strong> เช่น สิทธิการเช่าบางประเภท หรือทรัพย์สินที่มีกฎหมายเฉพาะสั่งห้ามโอน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อควรรู้: &#8220;ขอเพิ่มหรือลดจำนวนเงินได้&#8221;</strong>   กฎหมายเปิดช่องไว้ว่า หากลูกหนี้มีภาระเยอะ (เช่น ต้องดูแลพ่อแม่ป่วย หรือลูกหลายคน เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำมาหาเลี้ยงชีพ) หรือเจ้าหนี้เห็นว่าลูกหนี้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเกินไป </p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ลูกหนี้/เจ้าหนี้</strong> สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี &#8220;ปรับลด&#8221; หรือ &#8220;เพิ่ม&#8221; จำนวนเงินที่ยกเว้นได้</li>



<li>หากไม่พอใจคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ให้ <strong>ร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายใน 15 วัน</strong> นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทรัพย์สินที่ห้ามอายัด ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 302</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(1) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจำนวนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(2) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">              (4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">              (5) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่นเป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินตาม (1) (3) และ (4) ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย และสำหรับในกรณีตาม (1) และ (3) ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้นและไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการกำหนดจำนวนเงินเช่นว่านั้น เพื่อขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินใหม่ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในกรณีที่พฤติการณ์แห่งการดำรงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนแปลงไป บุคคลตามวรรคสามจะยื่นคำร้องให้ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้วแต่กรณี กำหนดจำนวนเงินตาม (1) และ (3) ใหม่ก็ได้ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สรุปสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงินของลูกหนี้ที่ “ห้ามอายัด”</strong>  กฎหมายคุ้มครองลูกหนี้บางส่วนเพื่อการดำรงชีพไม่ให้ลูกหนี้ลำบากจนเกินไปตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 302  ดังนี้ </p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เบี้ยเลี้ยง/เงินยกให้เพื่อเลี้ยงชีพ:</strong> เงินที่บุคคลอื่นยกให้เพื่อให้ลูกหนี้ไว้ใช้กินอยู่ <strong>ห้ามอายัดในส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน</strong></li>



<li><strong>รายได้ข้าราชการ/ลูกจ้างรัฐ:</strong> เงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จ บำนาญ ของข้าราชการหรือพนักงานรัฐ <strong>ห้ามอายัดเด็ดขาด (100%)</strong></li>



<li><strong>เงินเดือนพนักงานเอกชน&nbsp;</strong>
<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เงินเดือน:</strong> ห้ามอายัดในส่วนที่ <strong>ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน</strong> (ถ้าเงินเดือน 30,000 จะอายัดได้แค่ 10,000 บาท)</li>



<li><strong>บำเหน็จ/ค่าชดเชย:</strong> ห้ามอายัดในส่วนที่ <strong>ไม่เกิน 300,000 บาท</strong></li>
</ul>
</li>



<li><strong>เงินฌาปนกิจสงเคราะห์:</strong> เงินที่ได้จากการตายของคนอื่น เพื่อนำมาจัดงานศพตามฐานะ <strong>ห้ามอายัด</strong></li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ขั้นตอนการบังคับคดีหลังศาลมีคำพิพากษา</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ขั้นตอนที่ 1: ศาลมีคำพิพากษาและออก &#8220;คำบังคับ&#8221;</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>รายละเอียด:</strong> เมื่อศาลตัดสินแล้ว ศาลจะออก &#8220;คำบังคับ&#8221; เพื่อสั่งให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา (เช่น ให้จ่ายเงินภายใน 15 หรือ 30 วัน)</li>



<li><strong>จุดสำคัญ:</strong> ต้องมีการส่งคำบังคับให้ลูกหนี้ทราบอย่างเป็นทางการ (ถ้าลูกหนี้อยู่ฟังคำพิพากษา ระยะเวลาจะเริ่มนับทันที)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ขั้นตอนที่ 2: ขอออก &#8220;หมายบังคับคดี&#8221; (หมายตั้งเจ้าพนักงาน)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>รายละเอียด:</strong> หากพ้นกำหนดเวลาในคำบังคับแล้วลูกหนี้ยังเฉย ทนายต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ <strong>&#8220;ออกหมายบังคับคดี&#8221;</strong></li>



<li><strong>ผลลัพธ์:</strong> หมายนี้จะเป็นเอกสารที่แต่งตั้งให้ &#8220;เจ้าพนักงานบังคับคดี&#8221; (กรมบังคับคดี) มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ขั้นตอนที่ 3: การสืบทรัพย์ (หน้าที่เจ้าหนี้)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>รายละเอียด:</strong> เจ้าหนี้ต้องไปสืบหาว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรบ้าง (ที่ดิน, บ้าน, เงินฝาก, รถยนต์, หุ้น)</li>



<li><strong>จุดสำคัญ:</strong> หมายบังคับคดีในขั้นตอนที่ 2 จะถูกนำมาใช้เป็นเอกสารอ้างอิงเพื่อขอคัดถ่ายข้อมูลจากหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น สำนักงานที่ดิน หรือกรมการขนส่งทางบก</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ขั้นตอนที่ 4: การตั้งเรื่องยึด หรือ อายัดทรัพย์</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>รายละเอียด:</strong> เมื่อเจอทรัพย์แล้ว ทนายจะนำรายละเอียดทรัพย์นั้นไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี
<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ยึด:</strong> ใช้กับทรัพย์ที่มีรูปร่าง เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์</li>



<li><strong>อายัด:</strong> ใช้กับสิทธิเรียกร้อง เช่น เงินในบัญชีธนาคาร, เงินเดือน, เงินปันผล</li>
</ul>
</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ขั้นตอนที่ 5: การขายทอดตลาด (กรณีการยึด)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>รายละเอียด:</strong> หากเป็นทรัพย์สินที่ยึดมา (เช่น ที่ดิน) เจ้าพนักงานบังคับคดีจะประกาศขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้</li>



<li><strong>กรณีอายัดเงิน:</strong> หากอายัดเงินในบัญชีหรือเงินเดือน ธนาคารหรือนายจ้างจะส่งเงินตรงมายังกรมบังคับคดีเพื่อจ่ายให้เจ้าหนี้ (ไม่ต้องขายทอดตลาด)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&#8220;ข้อควรระวัง&#8221;</strong> ลงไปในบทความว่า &#8220;การสืบทรัพย์ต้องรีบทำตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากลูกหนี้รู้ตัวและเริ่มโอนทรัพย์สินหนี้ (เช่น โอนที่ดินให้ญาติ) แม้จะฟ้องฐานโกงเจ้าหนี้ได้ แต่กระบวนการจะซับซ้อนและเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกมาก&#8221;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ขั้นตอนการยึดและอายัดทรัพย์สิน</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพบทรัพย์สินแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องนำรายละเอียดไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>การยึด</strong> ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ เพื่อนำออกขายทอดตลาด&nbsp;</li>



<li><strong>การอายัด</strong> เป็นการบังคับเอากับสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงินของลูกหนี้&nbsp; เช่น เงินในบัญชีธนาคาร หรืออายัดเงินเดือน&nbsp; โดยการสั่งให้บุคคลภายนอกมีให้ชำระหนี้แก่ลูกหนี้แต่ให้ชำระแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแทนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">โดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องเตรียมข้อมูลเพื่อ <strong>ตั้งเรื่องยึด/อายัด&#8221;</strong> ที่กรมบังคับคดี ดังต่อไปนี้<br><strong>ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง</strong><strong> </strong>ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>&nbsp;ต้นฉบับโฉนดที่ดิน&nbsp; สัญญาจำนอง(ถ้ามี) ถ้าเป็นสำเนาต้องเป็นสำเนาที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด</li>



<li>สำเนาทะเบียน (ทร. 14/1) บ้านของลูกหนี้&nbsp; ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมถ้ามีคู่สมรสของลูกหนี้(ถ้ามี)&nbsp; ทายาทของลูกหนี้ผู้ตาย(ถ้ามี)&nbsp; ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด</li>



<li>หลักฐานการเปลี่ยนชื่อสกุลของเจ้าหนี้&nbsp; ลูกหนี้&nbsp; ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม (ถ้ามี)&nbsp;&nbsp;</li>



<li>แผนที่การเดินทางไปที่ตั้งทรัพย์ที่ยึด</li>



<li>ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่จะยึด&nbsp; และแผนผังของทรัพย์ที่จะยึดโดยระบุขนาดกว้างและยาว</li>



<li>ราคาประเมินที่ดินซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด</li>



<li>เอกสารอื่นๆ&nbsp; เช่น&nbsp; สำเนาคำฟ้อง&nbsp; สำเนาคำพิพากษา&nbsp; สำเนาบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม</li>



<li>เขียนคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 2,500 บาท</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยึดห้องชุด </strong>ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>&nbsp;ต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด&nbsp; สัญญาจำนอง (ถ้ามี)&nbsp; ถ้าเป็นสำเนาต้องเป็นสำเนาที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด</li>



<li>สำเนาทะเบียนบ้าน(ทร.14/1) ของลูกหนี้&nbsp; ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม&nbsp; (ถ้ามี)&nbsp; คู่สมรสของลูกหนี้&nbsp; (ถ้ามี) ทายาทของลูกหนี้ผู้ตาย (ถ้ามี) ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด</li>



<li>หลักฐานการเปลี่ยนชื่อและสกุลของเจ้าหนี้&nbsp; ลูกหนี้&nbsp; ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม (ถ้ามี)</li>



<li>แผนที่การเดินทางไปที่ตั้งทรัพย์ที่ยึด</li>



<li>ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่จะยึด และแผนผังของทรัพย์ที่จะยึดโดยระบุขนาดกว้างและยาว</li>



<li>หนังสือรับรองนิติบุคคลอาคารชุดที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด</li>



<li>ราคาประเมินห้องชุดซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันยึด</li>



<li>เอกสารอื่นๆ&nbsp; เช่น&nbsp; สำเนาคำฟ้อง&nbsp; สำเนาคำพิพากษา&nbsp; สำเนาบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม</li>



<li>เขียนคำขอยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 2,500 บาท</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อายัดสิทธิเรียกร้อง </strong>ให้จัดเตรียมเอกสารดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>หลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้อง หรือสำเนาเอกสารที่มีข้อความระบุถึงความมีอยู่ของเงินนั้น</li>



<li>สำเนาทะเบียนบ้าน (ทร.14/1) หรือสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของลูกหนี้ และบุคคลภายนอกผู้รับคำสั่งอายัด ซึ่งนายทะเบียนรับรองไม่เกิน 1 เดือนนับถึงวันขออายัด</li>



<li>เขียนคำร้องขออายัดสิทธิเรียกร้องตามแบบพิมพ์ที่กำหนดและวางเงินค่าใช้จ่ายสำนวนละ 1,500 บาท&nbsp;</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ระยะเวลาในการบังคับคดี</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;<strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274&nbsp; “</strong>ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้<strong>ภายในสิบปี</strong>นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดไว้ หรือได้ดำเนินการบังคับคดีโดยวิธีอื่นไว้บางส่วนแล้วภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">               ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่ง<strong>กำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือน หรือเป็นรายปี</strong> หรือกำหนดให้ชำระหนี้อย่างใดในอนาคต ให้นับระยะเวลาสิบปีตามวรรคหนึ่งตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับให้ชำระได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นการให้ชำระเงิน ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง บุคคลซึ่งได้รับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นมีอำนาจบังคับคดีตามความในหมวด 2 การบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน หรือหมวด 3 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง แล้วแต่กรณี โดยการร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิธีการนับเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 นั้นตะต้องเข้าองค์ประกอบ ดังนี้&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">1.  ลูกหนี้ตามคำพิพากษา<strong>ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับทั้งหมด หรือบางส่วน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">2. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือ จะต้องมีการขอออกคำบังคับ </p>



<p class="wp-block-paragraph">3. หลักพิจารณา เรื่อง ระยะเวลาขอบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274</p>



<div class="wp-block-columns is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-995f960e wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow" style="flex-basis:100%">
<p class="has-text-align-left wp-block-paragraph">                 3.1 การขอบังคับคดีที่ต้องกระทำในกำหนดระยะเวลา 10 ปี  นับแต่วันที่มีคำพิพากษาในชั้นที่สุด          (ไม่ใช่เริ่มนับวันที่รู้ว่ามีทรัพย์ หรือเจอทรัพย์ ) โดยไม่จำเป็นให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน</p>
</div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10731/2558 </strong>เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคำพิพากษาก่อให้เกิดหนี้ตามคำพิพากษาศาลจะต้องออกคำบังคับตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 272 คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำบังคับในวันมีคำพิพากษาได้ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกคำบังคับ โดยส่งคำบังคับไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี หากหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี จากนั้นต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีและแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม ปัจจุบันคือมาตรา 274) บัญญัติระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติในการร้องขอให้บังคับคดีไว้ โดยหาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 231 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คำพิพากษาผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันสุดท้ายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา คือวันที่ 3 เมษายน 2553 ปรากฏว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้แล้ว จึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ เพราะระยะเวลาสิบปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุด (ฎ.1951/2566 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)</p>



<p class="wp-block-paragraph">           3.2  การขอบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา 10 ปีนับตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 274 วรรค 2 ซึ่งเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือนหรือรายปี หรือกำหนดชำระหนี้อย่างใดในอนาคต <strong>กล่าวคือ</strong>  กรณีชำระหนี้เป็นงวด (รายเดือน/รายปี) ให้นับ 10 ปี แยกแต่ละงวด ตั้งแต่วันที่งวดนั้นๆ &#8220;ถึงกำหนดชำระ&#8221; แต่ลูกหนี้ไม่จ่าย</p>



<p class="wp-block-paragraph">           3.3 เวลาในการบังคับคดี ไม่ใช่อายุความ ย่อ ขยายได้   เวลา10 ปี ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 เป็นระยะเวลาตามวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ใช่อายุดังนั้นจึงไม่มีการสะดุดหยุดลง (ฎ.5829/2548)  ไม่มีการสละประโยชน์แห่งอายุความ (ฎ. 5323/2542) และศาลมีอำนาจย่น / ขยายระยะเวลาในการบังคับคดีได้ (ฎ.5091/2552,3077- 3078/2550, 1785/2566) </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5091/2552 </strong>โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองที่พิพาทของจำเลยเพื่อบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องและให้จำเลยมีชื่อในทะเบียนที่ดินแทน และผู้ร้องฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินคืนผู้ร้อง ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เพื่อรอฟังผลคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลย ซึ่งคู่ความไม่ได้โต้แย้งคำสั่ง คำสั่งของศาลย่อมเป็นที่สุด ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติม เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำขออ้างว่าโจทก์ขอยึดพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่อาจบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้โจทก์บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์เพียงว่าโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทต่อไปเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ ทั้งเป็นการผิดขั้นตอนของการวินิจฉัยที่ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เนื่องจากคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องยังมิได้ผ่านการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีจากศาลชั้นต้นแต่อย่างใด<br>ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นบังคับชำระหนี้ คำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีโดยมีลำดับก่อนหลังไว้ชัดแจ้งโดยต้องบังคับจำนองก่อน เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โจทก์ก็ย่อมไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้ เพราะเป็นการบังคับคดีเกินกว่าข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม<br>การร้องขอให้บังคับคดีต้องกระทำภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาได้โดยคู่ความไม่จำเป็นต้องร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23<br>เมื่อการบังคับทรัพย์จำนองไม่อาจกระทำได้เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์จนศาลมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ไว้ก่อน ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยภายในกำหนดของจำเลยภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ดังนั้น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองภายหลังการยึดทรัพย์จำนองเกิน 10 ปี แล้วขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ และโจทก์ขอบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม ศาลย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะยื่นคำขอหรือไม่ก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">4. ในคำขอฝ่ายเดียวต้องระบุหนี้ตามคำพิพากษาที่ลูกหนี้ยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ และวิธีการขอให้ศาลบังคับคดี (เป็นคำขอฝ่ายเดียวอย่างเคร่งครัด)</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. หากยื่นเรื่องยึด อายัด ไว้แล้ว  แม้จะเป็นวันสุดท้ายของกำหนดเวลา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274 แต่กระบวนการขายทอดตลาดไปเสร็จภายใน 10 ปี ก็ยังสามารถ <strong>ทำต่อไปจนแล้วเสร็จได้</strong> ไม่ถือว่าขาดอายุความ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สรุปขั้นตอนทางศาลที่เจ้าหนี้ต้องรู้</strong></h2>



<ol class="wp-block-list">
<li>ศาลมีคำพิพากษา/คำสั่ง&nbsp; -&gt; ออกคำบังคับ -&gt; ครบกำหนด(ไม่จ่ายทั้งหมด/บางส่วน)&nbsp; -&gt; <strong>ขอออกหมายบังคับคดีทันที</strong></li>



<li>ภายใน 10 ปี เร่งสืบทรัพย์ (ที่ดิน, เงินเดือน, บัญชีธนาคาร) โดยใช้สำเนาหมายบังคับคดี&nbsp; -&gt; หากเจอทรัพย์ ต้องไป <strong>&#8220;ตั้งเรื่องยึด/อายัด&#8221;</strong> ที่กรมบังคับคดีทันที</li>
</ol>



<div class="wp-block-buttons alignwide is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-8-color has-palette-color-2-background-color has-text-color has-background has-link-color has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/execute-a-case/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ติดต่อราชการ</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/contact-the-government/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/contact-the-government/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jan 2026 02:00:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=562</guid>

					<description><![CDATA[การติดต่อราชการเป็นเรื่องที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญ ไม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">การติดต่อราชการเป็นเรื่องที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสาร สิทธิ หน้าที่ หรือการดำเนินการทางกฎหมาย บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่า <strong>อะไรคืองานราชการ งานใดต้องทำด้วยตนเอง งานใดสามารถมอบอำนาจได้ และต้องเตรียมตัวอย่างไร</strong> เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ความผิดพลาด ความยุ่งยาก และประหยัดเวลาในการติดต่อหน่วยงานของรัฐ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้วยเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือก “มอบอำนาจ” แทนการไปติดต่อราชการด้วยตนเอง ได้แก่ <strong>การใช้เวลานาน</strong> บางเรื่องต้องใช้เวลาทั้งวันหรือหลายวัน <strong>ขั้นตอนยุ่งยาก</strong> มีระบบและระเบียบหลายขั้น <strong>กระทบการทำงานหรือธุรกิจ</strong> โดยเฉพาะผู้บริหารหรือพนักงานประจำที่ต้องลางาน&nbsp; <strong>ไม่รู้ขั้นตอนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ</strong> ไม่ทราบว่าต้องติดต่อใคร ใช้เอกสารอะไร&nbsp; <strong>การติดต่อหน่วยงานทำได้ยาก</strong> ทั้งทางโทรศัพท์และการประสานงานล่วงหน้า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>งานราชการคืออะไร</strong>&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานราชการคืองานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น <strong>ราชการส่วนกลาง</strong> เช่น กระทรวง ทบวง กรม <strong>ราชการส่วนภูมิภาค</strong> เช่น จังหวัด อำเภอ&nbsp; <strong>ราชการส่วนท้องถิ่น</strong> เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งแต่ละหน่วยงานของรัฐจะมีรูปแบบ และเงื่อนไข และขั้นตอน หลักเกณฑ์การการติดต่อที่แตกต่างกันทั้งนี้เป็นตามกฎหมายกำหนด ในการติดต่องานราชการจึงครอบคลุมตั้งแต่การขออนุญาต การยื่นคำร้อง การขอเอกสาร ไปจนถึงการดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานรัฐต่าง ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>งานราชการประเภทใด “ต้องทำด้วยตนเอง”&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">งานราชการบางประเภทเป็น <strong>เรื่องเฉพาะตัว </strong>กฎหมายกำหนดให้เจ้าของเรื่องต้องไปดำเนินการด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำแทนได้ เช่น การทำบัตรประจำตัวประชาชน การจดทะเบียนสมรส การจดทะเบียนหย่า การรับรองตัวบุคคลในบางกรณี งานเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสถานะและสิทธิส่วนบุคคลโดยตรง จึงต้องให้เจ้าตัวไปแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>งานราชการใดสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หากไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว บุคคลสามารถ <strong>มอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนได้</strong> เช่น การยื่นเอกสาร&nbsp; การขอคัดสำเนาเอกสารราชการ&nbsp; การติดต่อประสานงานหน่วยงานรัฐ&nbsp; การดำเนินการด้านที่ดิน การจดทะเบียนนิติกรรมบางประเภท&nbsp; การติดต่อราชการแทนบริษัทหรือองค์กร&nbsp; การมอบอำนาจช่วยลดภาระเวลา และทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ขั้นตอนการมอบอำนาจให้ถูกต้อง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. เตรียมเอกสารส่วนตัว </strong>สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจ และ ผู้รับมอบอำนาจ เพื่อร่างหนังสือมอบอำนาจ </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การร่างหนังสือมอบอำนาจ </strong>โดยทั่วไปการจัดทำหนังสือมอบอำนาจ สามารถสรุปองค์ประกอบสำคัญได้ดังนี้&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ระบุข้อความบนหัวกระดาษว่า<strong> “หนังสือมอบอำนาจ”</strong>&nbsp;</li>



<li>ระบุ <strong>สถานที่</strong> ที่จัดทำหนังสือมอบอำนาจ&nbsp;</li>



<li>ระบุ<strong> วันที่</strong> จัดทำหนังสือมอบอำนาจ</li>



<li>ระบุ<strong>ชื่อ–นามสกุล และที่อยู่ของผู้มอบอำนาจ</strong> และ <strong>ผู้รับมอบอำนาจ</strong> ให้ครบถ้วน</li>



<li>ระบุ <strong>กิจการหรือการกระทำที่ประสงค์จะมอบอำนาจ</strong> อย่างชัดเจน</li>



<li>ระบุข้อความว่า <strong>กิจการใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจนี้ ให้ถือเสมือนว่าผู้มอบอำนาจได้กระทำด้วยตนเองทุกประการ</strong></li>



<li>ลงลายมือชื่อ<strong> ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และพยาน</strong> ให้ครบถ้วน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หมายเหตุ </strong>บางหน่วยงานราชการอาจกำหนด แบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจเป็นการเฉพาะ ควรตรวจสอบก่อนใช้งาน เช่นกรมที่ดิน และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. ติดอากรแสตมป์ </strong>ให้ถูกต้องตามกฎหมายประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ แนบท้าย ประมวลรัษฎากร ตราสารมอบอำนาจซึ่งบุคคลหนึ่งมอบอำนาจให้บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำการแทนกำหนดให้ต้องเสียอากรแสตมป์ ดังนี้ มอบอำนาจดำเนินการเฉพาะเรื่องต้องติดอากรแสตมป์ จำนวน 10 บาท หรือมอบอำนาจให้ดำเนินการหลายเรื่อง หรือทั่วไป แทนผู้มอบ ต้องติดอากรแสตมป์ จำนวน 30 บาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">5.<strong>เอกสารที่ใช้ประกอบในชุดหนังสือมอบอำนาจ</strong> ต้องมีสำเนาบัตรประชาชน ของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง  </p>



<p class="wp-block-paragraph">6. เอกสาร หลักฐาน ประกอบ ในเรื่องที่ต้องการติดต่อหน่วยงานราชการในเรื่องนั้น  เนื่องจากเอกสารที่ต้องใช้ในแต่ละหน่วยงาน แต่ละเรื่องที่ติดต่อนั้นการใช้เอกสารอาจมีความแตกต่างกัน (ทนายความจะเป็นคนแจ้งให้กับท่านทราบว่าเอกสารต้องการหลักฐานอะไรบ้าง) <br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ตัวอย่างการเขียนหนังสือมอบอำนาจ</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>รูปแบบหนังสือมอบอำนาจ</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="724" height="1024" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบข้อ13-ติดต่อหย่วยงานราชการ-1-724x1024.png" alt="หนังสือมอบอำนาจ" class="wp-image-563" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบข้อ13-ติดต่อหย่วยงานราชการ-1-724x1024.png 724w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบข้อ13-ติดต่อหย่วยงานราชการ-1-212x300.png 212w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบข้อ13-ติดต่อหย่วยงานราชการ-1-768x1086.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบข้อ13-ติดต่อหย่วยงานราชการ-1-1086x1536.png 1086w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบข้อ13-ติดต่อหย่วยงานราชการ-1-1448x2048.png 1448w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบข้อ13-ติดต่อหย่วยงานราชการ-1.png 1587w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตัวอย่างหนังสือมอบอำนาจ</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1587" height="2245" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-13-ติดต่อหน่วยงานราชการ-2-1.png" alt="" class="wp-image-564" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-13-ติดต่อหน่วยงานราชการ-2-1.png 1587w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-13-ติดต่อหน่วยงานราชการ-2-1-212x300.png 212w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-13-ติดต่อหน่วยงานราชการ-2-1-724x1024.png 724w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-13-ติดต่อหน่วยงานราชการ-2-1-768x1086.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-13-ติดต่อหน่วยงานราชการ-2-1-1086x1536.png 1086w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-13-ติดต่อหน่วยงานราชการ-2-1-1448x2048.png 1448w" sizes="(max-width: 1587px) 100vw, 1587px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก </a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/contact-the-government/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หนังสือบอกกล่าวทวงถาม</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/notice/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/notice/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Jan 2026 01:00:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=539</guid>

					<description><![CDATA[ในการดำเนินฟ้องคดีแพ่ง หลายคนมักมีข้อสงสัยว่า “จำเป็นต้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในการดำเนินฟ้องคดีแพ่ง หลายคนมักมีข้อสงสัยว่า “จำเป็นต้องทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องคดีหรือไม่” คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะของหนี้และบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ในการฟ้องคดีที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ที่แน่นอน</strong> ไม่จำเป็นต้องแจ้งเป็นหนังสือบอกกล่าวทวงถามก็สามารถฟ้องดำเนินคดีต่อศาลได้เลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรค 2 แต่ถ้าเป็น<strong>หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน</strong> ตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้เลย และลูกหนี้ก็คืนทันทีเหมือนกัน ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้คืน ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดโดยเขาเตือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคแรก&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การเตือน</strong> คือการทวงถามหรือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบไว้ จึงอาจจะเป็นการเตือนด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ และนอกจากนี้การส่งสำนวนคำฟ้องให้กับลูกหนี้ก็ถือว่าเป็นการเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้และให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดตั้งแต่วันฟ้อง ตาม(ฎ.10166/2539)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถึงแม้ว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดวิธีการเตือนไว้ แต่การเตือนที่นิยอมใช้เป็นหลักฐาน เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาล ส่วนมากจะเป็นการเตือนด้วย ”หนังสือบอกกล่าวทวงถาม”<br></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</strong> <strong>มาตรา 203 </strong>&nbsp; ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204</strong>&nbsp; ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หนังสือบอกกล่าวทวงถาม หรือหนังสือเตือน</strong> หากแต่กฎหมายบางเรื่องยังเป็นการบังคับว่า<strong>ต้องมีการบอกกล่าวทวงถามก่อน </strong>หากไม่ได้มีการบอกกล่าว ศาลย่อมพิพากษาได้ เช่น การบังคับจำนองต้องบอกล่าวบังคับจำนองเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 และตามฎีกาที่ 4909/2533)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2533</strong> แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาจำนองได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงเรื่องการบอกกล่าวการโอนการรับจำนองหรือจำเลยได้ยินยอมด้วยแล้ว เมื่อจำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยไม่รู้เรื่องการโอนดังกล่าว การโอนการรับจำนองนี้จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลย การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น &nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา728 </strong>เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ถ้าผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาสิบห้าวันนั้น ให้ผู้จำนองเช่นว่านั้นหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวันดังกล่าว&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729 </strong> ในการบังคับจำนองตามมาตรา ๗๒๘ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดภายในบังคับแห่งเงื่อนไขดังจะกล่าวต่อไปนี้แทนการขายทอดตลาดก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">            (1) ลูกหนี้ได้ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึงห้าปี และ</p>



<p class="wp-block-paragraph">            (2) ผู้รับจำนองแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นน้อยกว่าจำนวนเงินอันค้างชำระ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p class="wp-block-paragraph">จากเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น จะได้เห็นว่า หนังสือบอกกล่าวทวงถาม หนังสือทวงถาม หนังสือเตือน หรือว่าจะเรียกกันว่าอย่าไรก็ตาม หนังสือบอกกล่าวทวงถาม ที่ส่วนใหญ่ตั้งคำถามกันว่า <strong>หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คืออะไร</strong> จะของอธิบายว่า<strong> หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คือเอกสารทางกฎหมายที่ผู้มีสิทธิ หรือคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง จัดทำขึ้นเพื่อ แจ้งให้อีกฝ่ายทราบอย่างเป็นทางการ ให้ปฏิบัติตามหน้าที่หรือสิทธิที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือสัญญา ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน</strong> เอกสารฉบับนี้มักใช้เป็น หลักฐานแสดงการบอกกล่าวก่อนดำเนินการทางกฎหมาย และเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการฟ้องร้องหรือใช้สิทธิบางประการตามกฎหมาย&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>วัตถุประสงค์ของหนังสือบอกกล่าวทวงถาม</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามมีวัตถุประสงค์หลากหลายตามความต้องความต้องการของผู้ที่ถูกกระทบสิทธิ หรือสัญญาต่างๆ เช่น&nbsp;&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ขอให้อีกฝ่าย <strong>ชำระหนี้</strong> หรือเข้ามาเจรจาเรื่องการชำระหนี้</li>



<li>ขอให้อีกฝ่าย <strong>ติดต่อกลับเพื่อแก้ไขข้อพิพาท</strong></li>



<li>ขอให้อีกฝ่าย <strong>งดหรือยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิ</strong> เช่น การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">แจ้งเจตนาในการ <strong>บอกเลิกสัญญา</strong> เช่น สัญญาเช่า&nbsp; สัญญาจ้างทำของ&nbsp; สัญญาเงินกู้หรือสัญญาทางแพ่งอื่น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ความสำคัญของหนังสือบอกกล่าวทวงถาม</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">หนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นหลักฐานแสดงความสุจริตใจของผู้ส่ง เป็นด้านแรกของการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยให้สองฝ่ายได้มีโอกาสได้เจรจากัน เพื่อช่วยลดข้อพิพาท หรือเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีศาล&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักการร่างหนังสือบอกล่าวทวงถามหนี้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในการร่างหนังสือบอกล่าวทวงถามหนี้โดยทั่วไปประกอบด้วยรูปแบบ ดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สถานที่ทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ระบุให้ชัดเจนถึงชื่อ สำนักงาน ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ</li>



<li>วันที่เขียนหนังสือ ให้สังเกตุว่าการเขียนวันที่ จะใส่ตัวเลข พ.ศ.ลงไปเลย โดยไม่ต้องมีตัวย่อ พ.ศ. เช่น วันที่ 1 มกราคม 2568&nbsp;</li>



<li>เรื่อง เป็นการระบุว่าต้องการให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามอย่างไร เช่น ลูกหนี้ผิดสัญญาต้องการเรียกค่าเสียหายก็ระบุว่า “ ขอให้ชำระค่าเสียหาย ”&nbsp; หรือลูกหนี้ทำละเมิดต้องการให้ลูกหนี้ชำระค่าสินไหมก็ระบุว่า “ ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ”</li>



<li>เรียน ให้ระบุตัวลูกหนี้ กรณีบุคคลธรรมดา ให้ขึ้นต้นเป็นนาย นางสาว นาง ตามด้วยชื่อ สกุล ไม่ควรใช้คำว่าคุณ ส่วนกรณีลูกหนี้เป็นนิติบุคคล ต้องระบุตำแหน่งของผู้แทนนิติบุคคล เช่น เรียนกรรมการผู้จัดการบริษัท นก&nbsp; หรือ เรียนหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ไก่&nbsp;</li>



<li>สิ่งที่อ้างถึง ส่วนนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่หากมี เช่นกรณีเรื่องผิดสัญญาต้องการอ้างถึงก็นสามารถทำได้ เช่น อ้างถึงสัญญากู้ยืมเงินฉบับวันที่ 1 มกราคม 2567&nbsp;</li>



<li>สิ่งที่ส่งมาด้วย ส่วนนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่หากมีเอกสารที่แนบไปด้วย ก็ให้ระบบเป็นสำเนา เช่น สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาสัญญากู้ยืมเงินฉบับวันที่ 1 มกราคม 2567&nbsp;</li>



<li>เนื้อหาของหนังสือบอกกล่าวทวงถามเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเอกสาร ขอแบ่งเนื้อออกเป็น 3 ย่อหน้า ดังนี้&nbsp;</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">                      ย่อหน้าที่ 1 เป็นส่วนนิติสัมพันธ์ ระหว่างคู่กรณี ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ตามที่ …”</p>



<p class="wp-block-paragraph">                      ย่อหน้าที่ 2 การอันถูกโต้แย้งสิทธิ บรรยายให้เห็นว่าเหตุที่ผู้ทวงถามถูกโต้แย้งสิทธิ เช่น กรณีผิด             สัญญา เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ปรากฎว่า …”</p>



<p class="wp-block-paragraph">                      ย่อหน้าที่ 3 บรรยายถึงผู้ทำหนังสือ ว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ และ บรรยายว่าจะให้ลูกหนี้ทำอะไร และหากไม่สามารถทำได้ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ย่อหน้านี้จะเขียนขึ้นต้นว่า “ดังนั้น…”และปิดท้ายด้วยคำว่า “มิฉะนั้น…”</p>



<p class="wp-block-paragraph">                      ส่วนลงท้าย จะใช้คำว่า “ขอแสดงความนับถือ” ลงชื่อ นายแมว เกิดแล้ว ทนายความผู้รับมอบอำนาจ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เนื้อหาในการร่างหนังสือบอกกล่าวจะต้องไม่เป็นเนื้อหา เป็นการขู่กรรโชก มิฉะนั้นอาจเป็นเรื่องความผิดอาญาตาม ป.อ.มาตรา 337 ประกอบมาตรา 80 ได้&nbsp; และ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 และแก้ไข 2567 ได้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 </strong>&nbsp;&#8221; ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 </strong>&nbsp;&#8221; ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น&#8221; </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>พระราชบัญญัติ การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11</strong> &#8220;ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่า เป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจํานองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในการติดต่อลูกหนี้ที่ทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(6) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ความใน (5) มิให้นํามาใช้บังคับกับการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล&#8221; </p>



<ol start="8" class="wp-block-list">
<li>หนังสือบอกกล่าวทวงถามจะไม่มีเรื่อง จะเริ่มต้นด้วย<strong>ทำที่</strong>เลย&nbsp;</li>



<li>การเขียนแต่และย่อหน้าจะไม่มีการเว้นของบรรทัด</li>



<li>กำหนดเวลา ให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามส่วนมากจะให้ เวลา 7 ,15, 30 วัน</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ตัวอย่างหนังสือบอกกล่าวทวงถาม</strong></h2>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="1024" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-724x1024.png" alt="" class="wp-image-540" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-724x1024.png 724w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-212x300.png 212w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-768x1086.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-1086x1536.png 1086w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1-1448x2048.png 1448w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-10-Notice-1.png 1587w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ข้อควรระวังก่อนส่งหนังสือบอกกล่าว</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">แม้ว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวหรือหนังสือทวงถามจะเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะหากทำไม่ถูกวิธี ไม่เพียงแต่โนติสจะไม่มีผลตามกฎหมาย ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย เช่น ส่งหนังสือไปยังบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือผู้มีอำนาจ&nbsp; การเขียนหรือระบุข้อความบนหน้าซองว่าเป็น “จดหมายทวงหนี้” หรือแสดงให้ทราบว่าเป็นการทวงหนี้ เช่นใช้โลโก้สำนักงานกฎหมาย โลโก้บริษัททวงหนี้ เป็นต้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และในการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม แม้กฎหมายมิได้กำหนดวิธีการส่งไว้เป็นการเฉพาะ แต่เพื่อความรอบคอบและใช้เป็นพยานหลักฐานในกรณีมีข้อพิพาท ในการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม <strong>เจ้าหนี้ควรส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ (ใบตอบรับ)</strong> ทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้รับได้รับหนังสือแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย จะได้ลดข้อโต้แย้งว่า “ไม่เคยได้รับหนังสือ” ส่วนใบตอบรับไปรษณีย์มี 2 สี คือสีเหลือง และสีฟ้า สีฟ้าสำหรับส่งเอกสารแบบ EMS สีเหลืองสำหรับส่งเอกสารแบบธรรมดา หรือลงทะเบียน เลือกใช้แบบใดก็ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-541" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-1024x1024.png 1024w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-300x300.png 300w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-150x150.png 150w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1-768x768.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-10-หนังสือบอกกล่าว-1.png 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-color:#f78da7;border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/notice/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/debt-collection/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/debt-collection/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jan 2026 01:00:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=536</guid>

					<description><![CDATA[ก่อนปี 2558 ประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการทวงหนี้โดย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ก่อนปี 2558 ประเทศไทย <strong>ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการทวงหนี้โดยตรง</strong> ทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังหลายประการที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ได้แก่&nbsp; การทวงหนี้เกินขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์รบกวนลูกหนี้วันละหลายสิบครั้ง&nbsp; การโทรศัพท์ไปหาญาติ เพื่อน ที่ทำงาน หรือโพสต์ประจานลูกหนี้&nbsp; การใช้คำพูดข่มขู่ คุกคาม หรือหลอกลวงลูกหนี้&nbsp; การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล&nbsp; เจ้าหนี้และบริษัททวงหนี้ขาดมาตรฐาน ไม่มีการขึ้นทะเบียน ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะ จึงเป็นเหตุผลให้มีการบังคับใช้ <strong>พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>นิยามศัพท์ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><br>มาตรา 3 “ในพระราชบัญญัตินี้ </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ผู้ทวงถามหนี้”</strong> หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชําระหนี้อันเกิดจากการกระทําที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ดังกล่าว ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ผู้ให้สินเชื่อ”</strong> หมายความว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) บุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อต่อไปทุกทอด </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“สินเชื่อ”</strong> หมายความว่า สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาโดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตรเครดิต การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และสินเชื่อในรูปแบบอื่นที่มีลักษณะทํานองเดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ลูกหนี้”</strong> หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ําประกัน ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ธุรกิจทวงถามหนี้</strong>” หมายความว่า การรับจ้างทวงถามหนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นปกติธุระ แต่ไม่รวมถึงการทวงถามหนี้ของทนายความซึ่งกระทําแทนลูกความของตน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้”</strong> หมายความว่า ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทํางานของลูกหนี้ และให้หมายความรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์และโทรสาร และสถานที่ติดต่อโดยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือโดยสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ที่สามารถติดต่อกับลูกหนี้ได้ด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“คณะกรรมการ”</strong> หมายความว่า คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“นายทะเบียน”</strong> หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้เป็นผู้มีหน้าที่ รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“<strong>พนักงานเจ้าหน้าที่”</strong> หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ตามการเสนอแนะของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“รัฐมนตรี”</strong> หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">การทวงถามหนี้เป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ไม่ใช่ใครก็สามารถรับจ้างทวงหนี้ได้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงหนี้ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย&nbsp; จึงกำหนดขอบเขตของผู้ที่มีสิทธิทวงถามหนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ใครคือ “ผู้ทวงถามหนี้” ตามกฎหมาย&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กฎหมายกำหนดให้ “ผู้ทวงถามหนี้” ต้องเป็นบุคคลหรือองค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ</li>



<li>ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค</li>



<li>เจ้าหนี้ที่มีสิทธิรับชำระหนี้จากการค้าหรือกิจการตามปกติ</li>



<li>ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้</li>



<li>ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอำนาจช่วง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">กฎหมายระบุชัดว่า <strong><em>ไม่ว่าหนี้นั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม</em></strong> ผู้ทวงถามหนี้ก็ยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ฉบับนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การทวงหนี้เป็น “ธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาต” </strong>คำว่า <strong>“ธุรกิจทวงถามหนี้”</strong> หมายถึง การรับจ้างทวงหนี้เป็นปกติธุระ ผู้ที่จะประกอบธุรกิจนี้ <strong>ต้องจดทะเบียนและได้รับอนุญาตตามกฎหมาย </strong>ซึ่ง<strong>บุคคลทั่วไปไม่สามารถรับจ้างทวงหนี้ได้โดยพลการ</strong> <strong>ยกเว้น ทนายความ ซึ่งทนายความสามารถทวงถามหนี้แทนลูกความได้ </strong>ไม่ถือว่าเป็นการประกอบ “ธุรกิจทวงถามหนี้” เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทนายความ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. ลูกหนี้</strong> ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จะไม่ครอบคลุมกรณีลูกหนี้เป็นนิติบุคคล ต้องเป็นเพียง บุคคลธรรมดา และ ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. การทวงถามต้องอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ซึ่งมีการ</strong>กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลของ คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้&nbsp; นายทะเบียน&nbsp; พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อควบคุม มาตรฐาน และความชอบด้วยกฎหมายในการทวงถามหนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักการติดต่อทวงถามหนี้กับลูกหนี้ ที่ผู้ทวงถามต้องปฏิบัติ</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ตาม<strong>พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong><strong>มาตรา 9 </strong> “การทวงถามหนี้ ให้ผู้ทวงถามหนี้ปฏิบัติดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) สถานที่ติดต่อ ในกรณีที่ติดต่อโดยบุคคลหรือทางไปรษณีย์ ให้ติดต่อตามสถานที่ที่ลูกหนี้ หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ได้แจ้งให้เป็นสถานที่ติดต่อ ในกรณีที่บุคคลดังกล่าว ไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าหรือสถานที่ที่ได้แจ้งไว้ไม่สามารถติดต่อได้ โดยผู้ทวงถามหนี้ได้พยายามติดต่อ ตามสมควรแล้ว ให้ติดต่อตามภูมิลําเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทํางานของบุคคลดังกล่าว หรือสถานที่อื่น ตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) เวลาในการติดต่อ การติดต่อโดยบุคคล โทรศัพท์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยี สารสนเทศประเภทอื่น ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ให้ติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 20.00 นาฬิกา และในวันหยุดราชการ เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 18.00 นาฬิกา หากไม่สามารถติดต่อตามเวลา ดังกล่าวได้หรือช่วงเวลาดังกล่าวไม่เหมาะสม ให้ติดต่อได้ในช่วงเวลาอื่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) จํานวนครั้งที่ติดต่อ ในช่วงเวลาตาม (2) ให้ติดต่อตามจํานวนครั้งที่เหมาะสมและคณะกรรมการ อาจประกาศกําหนดจํานวนครั้งด้วยก็ได้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) ในกรณีที่เป็นผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบ ธุรกิจทวงถามหนี้ หรือผู้รับมอบอํานาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ให้ผู้ทวงถามหนี้แจ้งให้ ทราบถึงชื่อตัวและชื่อสกุล หรือชื่อหน่วยงานของตนและของเจ้าหนี้ และจํานวนหนี้ และถ้าผู้รับมอบอํานาจ ดังกล่าวทวงถามหนี้ต่อหน้า ให้แสดงหลักฐานการมอบอํานาจให้ทวงถามหนี้ด้วย”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า การทวงถามหนี้กับลูกหนี้โดยตรง</strong> ผู้ทวงถามสามารถกระทำได้โดยวิธีการตามมาตรา 9&nbsp; ดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การติดต่อโดยบุคคล (การเข้าพบด้วยตนเอง)<br></li>



<li>การติดต่อทางโทรศัพท์<br></li>



<li>การติดต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์<br></li>



<li>การติดต่อผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>และผู้ทวงถามหนี้ต้องดำเนินการ </strong>ตามลำดับ ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ต้องแสดงตนอย่างชัดเจน </strong>โดยต้องแจ้ง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อและนามสกุลจริงของผู้ทวงถามหนี้</li>



<li>หน่วยงานหรือบริษัทที่สังกัด&nbsp;</li>



<li>ชื่อเจ้าหนี้ที่ตนติดต่อแทน</li>



<li>หากผู้ทวงถามหนี้เป็นการทวงถามต่อหน้า ผู้ทวงถามต้องแสดงหลักฐานหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินการทวงถามด้วย</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. แจ้งรายละเอียดหนี้อย่างสุภาพและตรงไปตรงมา </strong>สามารถแจ้ง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จำนวนเงินคงค้าง</li>



<li>ประเภทของหนี้</li>



<li>เหตุแห่งการติดต่อ<br>ได้เฉพาะกับลูกหนี้หรือบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เท่านั้น</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. เวลาในการติดต่อทวงถามหนี้</strong> กฎหมายกำหนดช่วงเวลาที่สามารถติดต่อได้ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วันทำการจันทร์ ถึงศุกร์ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 20.00 น.</li>



<li>วันหยุดราชการ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 18.00 น.</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4.จำนวนครั้งในการติดต่อ</strong> การติดต่อทวงถามหนี้ต้องกระทำ ตามความเหมาะสม<br>ห้ามติดต่อในลักษณะรบกวน คุกคาม หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควร&nbsp; ในทางปฏิบัติ บริษัททวงถามหนี้แต่ละแห่งมักกำหนดแนวปฏิบัติภายในเกี่ยวกับจำนวนครั้งในการติดต่อ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. สถานที่ในการติดต่อทวงถามหนี้&nbsp; </strong>หากเป็นการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นการติดต่อด้วยบุคคล ผู้ทวงถามหนี้ต้องติดต่อ ณ ที่อยู่ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการติดต่อ เป็นหลัก เว้นแต่กรณีไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่สมควร จึงอาจติดต่อได้ที่&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ภูมิลำเนา</li>



<li>สถานที่ทำงาน</li>



<li>หรือสถานที่อื่นตามที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประกาศกำหนด</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักการติดต่อกับบุคคลอื่น ที่ผู้ทวงถามต้องปฏิบัติ</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ตาม<strong> พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong><strong> </strong><strong>มาตรา 8 “</strong>ห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้เพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่บุคคล ซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการดังกล่าว</p>



<p class="wp-block-paragraph">การติดต่อกับบุคคลอื่นนอกจากบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการสอบถาม หรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เท่านั้น โดยผู้ทวงถามหนี้ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) แจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล และแสดงเจตนาว่าต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) ห้ามแจ้งถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บุคคลอื่นนั้นเป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของลูกหนี้ และบุคคลอื่นดังกล่าวได้สอบถามผู้ทวงถามหนี้ถึงสาเหตุของการติดต่อ ให้ผู้ทวงถามหนี้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้เท่าที่จําเป็นและตามความเหมาะสม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในหนังสือ หรือในสื่ออื่นใดที่ใช้ในการติดต่อสอบถาม ซึ่งทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ ของลูกหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) ห้ามติดต่อหรือแสดงตนที่ทําให้เข้าใจผิดเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้ หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า </strong>โดยหลักแล้ว การทวงถามหนี้สามารถกระทำได้เฉพาะกับลูกหนี้หรือบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เท่านั้น ผู้ทวงถามหนี้ ไม่สามารถทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ทวงถามหนี้ ติดต่อบุคคลอื่นได้เป็นข้อยกเว้น เฉพาะกรณีที่จำเป็น เพื่อ “สอบถามหรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้ หรือบุคคลที่ลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้” ทั้งนี้ การติดต่อดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 และประกอบมาตรา 9 อย่างเคร่งครัด ซึ่งผู้ทวงถามสามารถติดต่อบุคคลอื่นเพื่อสอบถามถึงลูกหนี้ได้โดยวิธีการเหมือนกับการติดต่อลูกหนี้โดยตรง คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การติดต่อโดยบุคคล (การเข้าพบด้วยตนเอง)</li>



<li>การติดต่อทางโทรศัพท์</li>



<li>การติดต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์</li>



<li>การติดต่อผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>และผู้ทวงถามต้องดำเนินการติดต่อบุคคลอื่น </strong>ตามวิธีการและลำดับ ดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ต้องแสดงตัวตนให้ถูกต้อง </strong>โดยผู้ทวงถาม ต้องแจ้ง&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>&nbsp;<strong>ชื่อตัว–ชื่อสกุลจริง</strong> ของตน (มาตรา 8 (1))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. รายละเอียดของการติดต่อ </strong>โดยผู้ทวงถาม ต้องแจ้ง&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>แสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่า <strong>ติดต่อเพื่อสอบถามหรือยืนยันข้อมูลสถานที่ติดต่อของลูกหนี้ และยังไม่ความรวมถึงข้อมูลที่อยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน และเบอร์ติดต่อลูกหนี้ด้วย </strong>(มาตรา 8 (1))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อห้ามในการติดต่อบุคคลอื่น&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ห้ามเปิดเผยความเป็นหนี้ของลูกหนี้ </strong>หมายความว่าถึงแม้บุคคลอื่นอยากรู้และพยายามถามถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ ผู้ทวงถามก็ไม่สามารถแจ้งข้อมูลความเป็นหนี้ได้ได้โดยเด็ดขาด <strong>ยกเว้น: </strong>&nbsp;บุคคลอื่นนั้นเป็น</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>สามีหรือภริยา</li>



<li>บุพการี</li>



<li>ผู้สืบสันดานของลูกหนี้<br>และบุคคลดังกล่าว เป็นฝ่ายสอบถามถึงสาเหตุการติดต่อสอบ ซึ่งการตอบคำถามของผู้ทวงถามหนี้สามารถชี้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้<strong>เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น </strong>&nbsp;(มาตรา 8 (2))&nbsp;&nbsp;</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ห้ามสื่อสารที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นการทวงหนี้&nbsp; ไม่ว่าเป็น </strong>ข้อความ&nbsp; เครื่องหมาย&nbsp; สัญลักษณ์&nbsp; ชื่อทางธุรกิจ ที่ปรากฎบนซองจดหมาย หนังสือ หรือสื่ออื่นใด (มาตรา 8 (3))</li>



<li><strong>ห้ามติดต่อหรือแสดงตนในลักษณะหลอกลวง </strong>ที่ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด และให้ตนได้มาซึ่งข้อมูลสถานที่ติดต่อลูกหนี้ เบอร์ลูกหนี้ (มาตรา 8 (4))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3.เวลาในการติดต่อทวงถามหนี้</strong> ให้ถือกำหนดช่วงเวลาที่สามารถติดต่อบุคคลอื่นได้เช่นเดียวกับการติดต่อลูกหนี้โดยตรง ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วันทำการจันทร์ ถึงศุกร์ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 20.00 น.</li>



<li>วันหยุดราชการ สามารถติดต่อได้เป็น เวลา 08.00 ถึง 18.00 น.</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4.จำนวนครั้งในการติดต่อ</strong> ให้ถือหลักการติดต่อบุคคลอื่นเช่นการติดต่อลูกหนี้โดยตรง คือ ต้องกระทำตามความเหมาะสม&nbsp; ห้ามทำการติดต่อในลักษณะเป็นการรบกวน คุกคาม หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควร&nbsp; ในทางปฏิบัติบริษัททวงถามหนี้แต่ละแห่งมักกำหนดแนวปฏิบัติภายในองค์กรเกี่ยวกับจำนวนครั้งในการติดต่อ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายอยู่แล้ว&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. สถานที่ในการติดต่อบุคคลอื่น </strong>ในการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นการติดต่อด้วยบุคคล ผู้ทวงถามจะสามารถติดต่อบุคคลอื่นได้เฉพาะที่อยู่ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการติดต่อเท่านั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ข้อห้ามเด็ดขาดในการทวงถามหนี้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">(ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 ถึง 14 ) ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรา 11 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่า เป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจํานองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในการติดต่อลูกหนี้ที่ทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(6) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ความใน (5) มิให้นํามาใช้บังคับกับการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล”</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรา 12 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่เป็นเท็จ หรือทําให้เกิด ความเข้าใจผิดดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) การแสดงหรือการใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทําให้เข้าใจว่า เป็นการกระทําของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) การแสดงหรือมีข้อความที่ทําให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทําโดยทนายความ สํานักงานทนายความ หรือสํานักงานกฎหมาย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) การแสดงหรือมีข้อความที่ทําให้เชื่อว่าจะถูกดําเนินคดี หรือจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์ หรือเงินเดือน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) การติดต่อหรือการแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดําเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต หรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต”</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรา 13 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการประกาศกําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชําระหนี้ได้”</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรา 14 “ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) ทวงถามหน้ีหรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นหนี้ของสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีอํานาจกระทําได้ตามกฎหมาย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า</strong> การทวงถามหนี้มิใช่เป็นการกระทำที่ผู้ทวงถามจะสามารถดำเนินการได้โดยมุ่งหมายเพียงเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จนบรรลุเป้าหมายแต่เพียงอย่างเดียว&nbsp; หากแต่ผู้ทวงถามหนี้จำต้องใช้ความระมัดระวังในการกระทำทุกขั้นตอนให้เป็นไปโดยสุจริตและอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้ และป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือการคุกคามเกินสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จึงได้บัญญัติกำหนด ข้อห้ามเด็ดขาด สำหรับการทวงถามหนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งผู้ทวงถามหนี้ไม่อาจฝ่าฝืนได้ไม่ว่ากรณีใด ทั้งนี้ การฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความรับผิดตามกฎหมายทั้งทางปกครองและทางอาญา ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือคุกคามลูกหนี้หรือผู้อื่น</strong> ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือการกระทำใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน (มาตรา 11 (1))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ห้ามใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น เหยียดหยาม </strong>รวมถึงการเจรจาหรือข้อความในลักษณะกดดัน ทำให้ลูกหนี้ หรือผู้อื่นอับอายหรือเสียศักดิ์ศรี (มาตรา 11 (2))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. ห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้แก่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น </strong>ญาติ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน นายจ้าง หรือบุคคลอื่นใด ยกเว้น สามีภริยา บุพการี ผู้สืบสันดานของลูกหนี้ ถ้าบุคคลดังกล่าวสอบถาม ผู้ทวงถามสามารถเปิดเผยได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)&nbsp; (มาตรา 11 (3))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. ห้ามทวงหนี้โดยวิธีที่เป็นการประจานหรือสื่อชัดว่าเป็นการทวงหนี้ </strong>&nbsp;เช่น&nbsp; ส่งไปรษณียบัตร&nbsp; เอกสารเปิดผนึก&nbsp; โทรสาร(FAX)&nbsp; หรือสื่ออื่นใดที่ทำให้ผู้อื่นทราบว่าเป็นการทวงหนี้ ยกเว้น กรณีการบอกกล่าวบังคับจำนองตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 11 (4))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. ห้ามใช้ชื่อ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ บนซองจดหมาย </strong>&nbsp;ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้&nbsp; เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจนั้นไม่สื่อว่าเป็นธุรกิจทวงถามหนี้<br>(มาตรา 11 (5))&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หมายเหตุ: ชื่อหรือสัญลักษณ์ ไม่ใช้บังคับ กับหนังสือทวงหนี้ที่ทำขึ้นเพื่อใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล (ท้ายมาตรา 11)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>6. ห้ามทวงหนี้ในลักษณะอื่นที่ไม่เหมาะสม </strong>ตามที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประกาศกำหนด (มาตรา 11 (6))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>7. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นศาล หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าของรัฐ</strong> รวมถึงการใช้ เครื่องหมาย เครื่องแบบ ข้อความ หรือสัญลักษณ์ใด ๆ (มาตรา 12 (1))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>8. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นทนายความหรือสำนักงานกฎหมาย</strong> (มาตรา 12 (2))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>9. ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่า ถูกฟ้อง ถูกยึด หรือถูกอายัด </strong>ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล&nbsp; (มาตรา 12 (3))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><em>10 </em></strong><strong>ห้ามแอบอ้างหรือทำให้เข้าใจว่า </strong>ผู้ทวงถามหนี้มีความเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริษัทข้อมูลเครดิต หมายถึงผู้ทวงถามสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนแก่ลูกหนี้ ว่าผู้ทวงถามหนี้สามารถกระทำการใด ๆ อันทำให้ลูกหนี้หลงเชื่อว่าตนมีความเกี่ยวข้อง มีอำนาจ หรือสามารถดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลเครดิตของลูกหนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าสามารถแก้ไข ลบ หรือช่วยเหลือเกี่ยวกับประวัติการค้างชำระหนี้ในบริษัทข้อมูลเครดิต</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>11. ห้ามเรียกเก็บค่าทวงหนี้หรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด </strong>ไม่ว่าจะเรียกชื่อในรูปแบบใดก็ตาม (มาตรา 13 (1))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>12. ห้ามจูงใจหรือบังคับให้ลูกหนี้ออกเช็ค</strong> ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เพื่อเจตนาที่จะฟ้องคดีอาญาเช็คเป็นการบีบให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้กับตน (มาตรา 13 (2))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>13. ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ </strong>(มาตรา 14 (1))</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>14. ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงหนี้หรือสนับสนุนการทวงหนี้ของผู้อื่น&nbsp; </strong>เว้นแต่เป็นหนี้ของตนเอง คู่สมรส บุพการี หรือผู้สืบสันดาน&nbsp; หรือกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้โดยเฉพาะ (มาตรา 14 (2))</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>บทลงโทษผู้กระทำความผิดในการทวงถามหนี้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">(ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า</strong> การกำหนดบทลงโทษตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมและกำกับการทวงถามหนี้ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยกฎหมายได้วางหลักการลงโทษไว้เป็นลำดับขั้นตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด กล่าวคือ ในกรณีที่เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดในลักษณะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง กฎหมายมุ่งใช้มาตรการลงโทษทางปกครองเป็นหลัก เพื่อเป็นการตักเตือนและแก้ไขพฤติกรรมของผู้ทวงถามหนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ดี หากการกระทำความผิดมีลักษณะร้ายแรงขึ้น กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้อย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายย่อมกำหนดให้มีความรับผิดทางอาญา เพื่อเป็นการลงโทษและป้องปรามมิให้เกิดการกระทำในลักษณะดังกล่าวอีก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น บทลงโทษตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จึงแบ่งออกเป็นทั้งบทลงโทษทางปกครองและบทลงโทษทางอาญา โดยพิจารณาจากลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำเป็นสำคัญ ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>โทษปกครอง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 “ ในกรณีที่ปรากฏแก่คณะกรรมการตามมาตรา 27 ว่าผู้ทวงถามหนี้ฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 วรรคสอง (1) หรือ (4) มาตรา 9 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง มาตรา 11 (6) หรือมาตรา 13 (1) ให้คณะกรรมการตามมาตรา 27 มีอํานาจสั่งให้ระงับการกระทําที่ฝ่าฝืนหรือปฏิบัติ ให้ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กําหนด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากผู้ทวงถามหนี้ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ตามมาตรา 27 พิจารณามีคําสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งแสนบาท”<strong>&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า </strong>ความผิดที่ถือว่าเป็นโทษทางปกครอง จะเป็นกรณีดังต่อไปนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ผู้ทวงถามหนี้ไม่แจ้งชื่อตัวและชื่อสกุลแก่บุคคลอื่น&nbsp; (มาตรา 8 วรรคสอง (1))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อหรือแสดงตนต่อบุคคลอื่นในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกหนี้ &nbsp; (มาตรา 8 วรรคสอง (4))&nbsp;</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลอื่นนอกเหนือจากสถานที่ที่ลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการติดต่อ ทั้งกรณีการติดต่อเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการติดต่อด้วยตนเอง เว้นแต่กรณีไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่สมควร จึงอาจติดต่อได้ ณ ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทำงานของลูกหนี้ (มาตรา 9 (1))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้นอกช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด &nbsp; (มาตรา 9 (2))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อด้วยความถี่ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการติดต่อ ณ สถานที่นอกเหนือจากที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ &nbsp; (มาตรา 9 (3))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ไม่แสดงหลักฐานการรับมอบอำนาจในการติดต่อทวงถามหนี้ &nbsp; (มาตรา 9 (4))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้ไม่ออกหลักฐานการรับชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ &nbsp; (มาตรา 10 วรรคแรก)</li>



<li>การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่น &nbsp; (มาตรา 11 (6))</li>



<li>ผู้ทวงถามหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด&nbsp; (มาตรา 13 (1))</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">หากตรวจพบการกระทำความผิด ให้พิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำ และมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 100,000 บาท &nbsp; (ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 35)</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>โทษอาญา</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 39 “บุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 5 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มาตรา 8 วรรคสอง (2) หรือ (3) มาตรา 11 (2) (3) (4) หรือ (5) หรือมาตรา 13 (2) ต้องระวางโทษ จําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนี่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 40 “บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 12 (2) (3) หรือ (4) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 41 “บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 11 (1) หรือมาตรา 12 (1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 42 “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ ไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 43 “บุคคลใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งตามมาตรา 24 หรือขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ตามมาตรา 32 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า</strong> พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ได้กำหนด บทลงโทษทางอาญา สำหรับการทวงถามหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายไว้เป็นลำดับขั้น โดยพิจารณาจาก ความร้ายแรงของการกระทำ ตั้งแต่โทษจำคุกระยะสั้น ไปจนถึงโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของลูกหนี้อย่างแท้จริง&nbsp; โดยสามารถจำแนกความผิดทางอาญา ได้ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ความผิดอาญา จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่&nbsp; ในกรณีที่ผู้ทวงถามหนี้ ไม่ปฎิบัติตาม หรือขัดขวางคำสั่งของพนักงาน ดังต่อไปนี้&nbsp; (มาตรา 43)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่พบว่ามีการ <strong>ทวงถามหนี้ผิดกฎหมาย</strong> หรือคุกคามลูกหนี้ เจ้าหน้าที่สามารถมีคำสั่งให้ “หยุด แก้ไข หรือยุติการทวงหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” (มาตรา 24)</li>



<li>ขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ขอเอกสาร หรือสั่งให้ให้ความร่วมมือ ผู้ทวงหนี้ต้องปฏิบัติตาม และห้ามขัดขวาง&nbsp; หรือปฏิเสธไม่ยอมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ หรือไม่ยอมส่งเอกสารที่เจ้าหน้าเรียก (มาตรา 32)&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในลักษณะความผิด ดังต่อไปนี้ (มาตรา 39)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>&nbsp;บุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น ถึงจะสามารถทวงถามหนี้ได้ หากเป็นบุคคลอื่นคนที่ ไม่มีสิทธิ เช่น ไม่ใช่เจ้าหนี้ ไม่ได้รับมอบอำนาจ หรือไม่ใช่ผู้ทวงถามหนี้ตามกฎหมาย ห้ามมาทวงหนี้ลูกหนี้โดยเด็ดขาด(ฝ่าฝืนมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง)</li>



<li>ทวงถามหนี้กับบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่ลูกหนี้ หรือบุคคลอื่นที่ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้&nbsp; (มาตรา 8 วรรคแรก)</li>



<li>เปิดเผยความเป็นหนี้กับญาติ เพื่อน หรือที่ทำงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกหนี้&nbsp; (มาตรา 8 วรรคสอง (2)</li>



<li>สื่อสารให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าลูกหนี้เป็นหนี้ด้วยข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจ ในหนังสือ สื่ออื่น &nbsp; (มาตรา 8 วรรคสอง (3)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการ ใช้คำพูดข่มขู่&nbsp; ดูหมิ่น หรือกดดันเกินสมควร (มาตรา 11(2))</li>



<li>ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการเปิดเผยความเป็นหนี้ให้กับบุคคลอื่นทราบที่ไม่ลูกหนี้ ผู้ที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการชำระชำระ หรือบุคคลที่ได้รับการยกเว้นพิเศษ เป็น สามีภริยา บุพการี ผู้สืบสันดาน (มาตรา 11(3))</li>



<li>ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการติดต่อลูกหนี้เป็นเอกสารเปิดผนึก ให้บุคคลอื่นเห็นถึงความเห็นหนี้ (มาตรา 11(4))</li>



<li>ผู้ทวงถามมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยการแสดงบนซองจดหมาย สื่ออื่นๆ ด้วยข้อคววาม สัญญลักษณ์ เคื่องหมาย หรือชื่อทางธุรกิจแสดงให้รู้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้&nbsp; (มาตรา 11(5))</li>



<li><strong>การเรียกเก็บเงินเกินสิทธิ </strong>เกินกว่าที่กฎหมายหรือสัญญาอนุญาต<strong> </strong>เช่น ดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือค่าใช้จ่าย&nbsp; (มาตรา 13(1))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3.ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีดังต่อไปนี้ (มาตรา 40)&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทำโดยทนายความ สำนักงานทนายความ (มาตรา 12 (2))</li>



<li>หรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดี หรือถูกยึด อายัดทรัพย์ หรือเงินเดือน&nbsp; (มาตรา 12 (3))</li>



<li>การแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดำเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตหรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต (มาตรา 12 (4))</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. ความผิดอาญา จำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีดังต่อไปนี้&nbsp; (มาตรา 41) มาตรา 42&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้ทวงถามเป็นการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิด ความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น (มาตรา 11 (1))&nbsp;</li>



<li>การแสดงหรือการใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ (มาตรา 12 (1))&nbsp;</li>



<li>เจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ทวงหนี้หรือสนับสนุนการทวงหนี้ซึ่งมิใช่หนี้ของตนโดยตรง(มาตรา 14 )&nbsp;&nbsp;</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อายุความในการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล</strong></h2>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>หนี้บัตรเครดิต&nbsp; อายุความ 2 ปี&nbsp; </strong>เนื่องจากเป็นหนี้อันเกิดจาก บัญชีเดินสะพัด ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1)&nbsp; </strong>“ สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อธิบายได้ว่า</strong> หนี้บัตรเครดิต แม้กฎหมายอายุความจะมิได้บัญญัติคำว่า “บัญชีเดินสะพัด” ไว้โดยตรง แต่จากลักษณะของสัญญาและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ถือว่าเป็นหนี้ที่มีลักษณะเป็นบัญชีเดินสะพัด จึงอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34&nbsp;</p>



<ol start="2" class="wp-block-list">
<li><strong>หนี้บัตรกดเงินสด / สินเชื่อส่วนบุคคลแบบหมุนเวียน อายุความ 5 ปี </strong>ตาม<strong> ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) </strong>“ สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี<br>(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ”<br></li>



<li><strong>หนี้เงินกู้ทั่วไป (มีสัญญากู้ยืมเงิน) อายุความ 10 ปี</strong> <strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30</strong> “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี”</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การนับและการสะดุดหยุดอายุความ&nbsp; </strong>อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้&nbsp; และอายุความ <strong>สะดุดหยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15</strong> ในกรณีต่อไปนี้&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14</strong> “อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (3) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (4) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/16 </strong>“หนี้ใดซึ่งตามมูลแห่งหนี้นั้น เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้เป็นคราว ๆ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ในเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนอายุความครบบริบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าอายุความสะดุดหยุดลง ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ผลของการขาดอายุความ </strong>เมื่อหนี้ขาดอายุความ เจ้าหนี้ยังสามารถฟ้องคดีได้ตามปกติ&nbsp; และหากลูกหนี้มิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลย่อมไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องได้ ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29</strong> “เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้”</p>



<p class="wp-block-paragraph">และการขาดอายุความไม่ทำให้หนี้ระงับ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิทวงถามหนี้ได้ โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 อย่างเคร่งครัดเหมือนเดิม&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ข้อควรระวังของลูกหนี้โกงเจ้าหนี้การโกงเจ้าหนี้อาจเป็นความผิดอาญา</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในทางกฎหมาย ลูกหนี้มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 แต่อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือบิดเบือนการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้&nbsp; โดยไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย สิ่งที่ลูกหนี้ต้องตระหนักอย่างยิ่งคือ การกระทำบางอย่างเพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหนี้ อาจเข้าข่าย “โกงเจ้าหนี้” ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา <strong>ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 </strong>“ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยสาระสำคัญของความผิดนี้ คือ&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกหนี้มีหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย</li>



<li>ลูกหนี้ <strong>จงใจ</strong> กระทำการเพื่อให้เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้</li>



<li>การกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้</li>
</ul>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-color:var(--theme-palette-color-1, #2872fa);border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-color:#f78da7;border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/debt-collection/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
