<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คดีแพ่ง &#8211; นพภัสสร ทนายอุ่นใจ</title>
	<atom:link href="https://tanyaounjai.com/category/civil-case/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://tanyaounjai.com</link>
	<description>ที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร</description>
	<lastBuildDate>Mon, 16 Mar 2026 16:11:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/โลโก้สำนักงาน-512-x-512-px-150x150.png</url>
	<title>คดีแพ่ง &#8211; นพภัสสร ทนายอุ่นใจ</title>
	<link>https://tanyaounjai.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>5 หลักต้องรู้ ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทน</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/adultery-lawsuit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 09:38:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=904</guid>

					<description><![CDATA[ก่อนที่จะมีการฟ้องชู้ได้นั้น บุคคลจะต้องมีการจดทะเบียนส [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-22db4db82e5a166a21b66d71153db10e wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ก่อนที่จะมีการฟ้องชู้ได้นั้น บุคคลจะต้องมีการจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน และกฎหมายไม่ได้จำกัดการสมรสไว้เฉพาะชายสมรสกับหญิงเท่านั้น&nbsp; แต่การสมรส ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนๆ สามารถสมรสกันได้หมด เช่น ชายสมรสกับชาย หรือหญิงสมรสกับหญิง&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-3e45761b2c2b2919f53c75d1155be8ba wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">หลักเกณฑ์การฟ้องชู้ตามกฎหมายใหม่ (พ.ศ. 2568) ภายใต้ <strong>พรบ. สมรสเท่าเทียม</strong> มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ช่วยให้การฟ้องร้องทำได้ครอบคลุมและง่ายขึ้น ดังนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>1. ความเท่าเทียมทางเพศในการฟ้องชู้</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-890b23aea7e60f020f6b82b18e025fe2 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ในกฎหมายเดิม การฟ้องชู้จำกัดเฉพาะชายฟ้องชายชู้ หรือหญิงฟ้องหญิงชู้ แต่ตามกฎหมายใหม่ <strong>ชู้จะเป็นเพศอะไรก็ได้</strong> ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรสเพศเดียวกัน (เกย์, เลสเบี้ยน) หรือคู่สมรสต่างเพศ ก็สามารถฟ้องร้อง &#8220;ชู้&#8221; ได้โดยไม่จำกัดเพศอีกต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>2. ไม่จำเป็นต้อง &#8220;แสดงตนโดยเปิดเผย&#8221;</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-0182acad092d2b764d89d69fd708b9d1 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-070c5eaaabc9303f66dc84f7a87b1785" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>กฎหมายเดิม:</strong> หากภรรยาจะฟ้องหญิงชู้ ต้องมีหลักฐานว่าหญิงนั้นแสดงตนโดยเปิดเผย เช่น พาออกงาน สังคมรับรู้ หรือลงรูปคู่ในโซเชียลมีเดีย หากแอบคบกันหลบๆ ซ่อนๆ ศาลอาจยกฟ้องได้</li>



<li><strong>กฎหมายใหม่:</strong> มาตรา 1523 วรรค 2 ระบุชัดเจนว่า <strong>ไม่จำเป็นต้องแสดงตัวโดยเปิดเผย</strong> เพียงแค่มีพฤติการณ์ <strong>&#8220;ล่วงเกินไปในทำนองชู้&#8221;</strong> ก็สามารถฟ้องได้ทันที&nbsp;</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-left has-medium-font-size"><strong>3. นิยามของ &#8220;การล่วงเกินในทำนองชู้&#8221;</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8e57144603035cbd0c2892bdecc6fa05 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การฟ้องชู้ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กัน หรือต้องมีคลิปขณะนอนด้วยกัน พฤติกรรมที่เข้าข่ายล่วงเกินในทำนองชู้ ได้แก่:</p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-a7eb7e5cb20995e8285be121ebaed58f">
<li>การกอด จูบ หอมแก้ม หรือโอบกอดในลักษณะที่เกินกว่าเพื่อนหรือประเพณีวัฒนธรรมจะรับได้</li>



<li>การจับของสงวนหรือกระทำการลามก ไม่ว่าจะทำในที่ลับหรือที่แจ้ง</li>



<li>ความสัมพันธ์แบบชั่วคราว เช่น <strong>One-night stand</strong>, เด็กไซด์ไลน์ หรือเด็กบาร์โฮส ที่มีการล่วงเกินคู่สมรสของผู้อื่นเพื่อหวังเงินหรือการเลี้ยงดู ก็สามารถฟ้องได้</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>4. เกณฑ์การกำหนดค่าทดแทน (ค่าเสียหาย)</strong></h3>



<ol style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-59a407b37d2ef3c147a73ba86b9d4c54">
<li>ฐานะทางสังคม&nbsp;</li>



<li>การศึกษา&nbsp;</li>



<li>ระยะเวลาการแต่งงาน&nbsp;</li>



<li>ความร้ายแรงของพฤติกรรม</li>
</ol>



<ul class="wp-block-list"></ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>5. ระยะเวลาในการยื่นฟ้อง (อายุความฟ้องชู้) </strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c0e46f4cb3c5bea55ab1b4ab2e3a3127 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">คู่สมรสฝ่ายที่เสียหาย&nbsp; สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่กระทำการ “ในทำนองชู้” ได้โดยผู้เสียหาย ไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่า ควบคู่ไปด้วยก็ได้ แต่ต้องดำเนินการภายใน<strong> อายุความ 1 ปี</strong> นับตั้งแต่ทราบเรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การเตรียมหลักฐานก่อนฟ้องชู้</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>1.หลักฐานความเป็นคู่สมรส&nbsp;</strong></h3>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-84d52ea3fa38c1359c146211a06a209f">
<li>&nbsp;สำเนาใบสำคัญการสมรส</li>



<li>สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฟ้องคดี</li>



<li>สำเนาใบเปลื่ยนชื่อของเรา หรือของคู่สมรส</li>



<li>ทะเบียนบ้านของผู้ฟ้องคดี</li>



<li>สูติบัตร (เฉพาะในกรณีมีบุตรด้วยกัน)</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>2.หลักฐานความเป็นชู้</strong></h3>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-f3780173c76d74f8f0eb6aa08b382d9c">
<li><strong>หลักฐานการล่วงเกินทางกายเป็นภาพถ่าย หรือคลิป VDO </strong>&nbsp;เช่น ภาพถ่ายหรือวิดีโอการ กอด จูบ หอมแก้ม หรือการโอบกอด ในลักษณะที่เกินกว่าเพื่อนหรือประเพณีวัฒนธรรมปกติจะรับได้ รวมถึงการจับของสงวนหรือกระทำการลามก ไม่ว่าจะทำในที่ลับหรือที่แจ้ง และไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม&nbsp;หลักฐานที่ใช้ฟ้องชู้ “<strong>ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์”</strong> แต่ต้องแสดงให้เห็นถึง       พฤติการณ์    &#8220;ล่วงเกินในทำนองชู้&#8221; <strong>&nbsp;</strong></li>
</ul>



<pre class="wp-block-preformatted has-text-color has-link-color wp-elements-7a025b28670e7407e3b94523ab311c2c" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">หลักฐานที่ใช้ฟ้องชู้ “<strong>ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์”</strong> แต่ต้องแสดงให้เห็นถึง       พฤติการณ์    "ล่วงเกินในทำนองชู้" <strong>&nbsp;</strong></pre>



<pre class="wp-block-verse has-text-color has-link-color wp-elements-d1e5fc0d7b23c4d605417ce2c3c52728" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">แต่หากมีหลักฐานชัดเจนว่ามี การร่วมประเวณีกัน เช่น คลิปวิดีโอ หรือหลักฐานการเข้าพักในห้องเดียวกัน จะเป็นหลักฐานที่ ช่วยให้เรียกค่าเสียหายได้สูงขึ้น</pre>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-3fc86cce72865acb5928cd944fae00ed">
<li><strong>หลักฐานการสนทนา </strong>ระหว่างชู้กับคู่สมรสทางโทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชั่นไลน์ เว็บไซด์เฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นหาคู่&nbsp; เช่น ข้อความการพูดคุยในทางชู้สาว โดยเฉพาะ การพูดคุยในทำนองเซ็กส์ หรือพูดถึงการมีอะไรกันแล้ว ถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมากในการพิสูจน์ความสัมพันธ์&nbsp;</li>



<li><strong>หลักฐานการเข้าโรงแรม</strong> เช่น ใบเสร็จค่าที่พัก ใบเสร็จร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว หลักฐานการโอนเงินให้กับชู้&nbsp; รวมถึงหลักฐานการเดินทางจาก Google Map</li>



<li><strong>หลักฐานการซื้อทรัพย์สินให้กัน</strong> เช่น ซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อเครื่องประดับ ฯลฯ&nbsp;</li>



<li><strong>หลักฐานการโอนเงินให้กัน</strong> เช่น มีการโอนเงินค่าเลี้ยงดูให้กันตลอดทุกเดือน&nbsp;</li>



<li><strong>หลักฐานการแสดงตนโดยเปิดเผย (เพื่อเพิ่มค่าเสียหายให้สูงขึ้น) </strong>ถึงแม้ปัจจุบันจะไม่ต้องพิสูจน์ว่าชู้แสดงตัวโดยเปิดเผยก็ฟ้องชนะได้ แต่หากมีหลักฐานว่าชู้มีการ โพสต์รูปคู่ลง Facebook/Instagram หรือพาออกงานสังคม หลักฐานส่วนนี้จะช่วยให้ศาลกำหนด ค่าเสียหายให้สูงขึ้น เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและครอบครัวมากขึ้น</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>3. หลักฐานเพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดค่าทดแทน&nbsp;</strong></h3>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-4c64940ddc5ea4dc871b5a7e312077f6">
<li>หลักฐานเกี่ยวฐานะทางสังคมของทุกฝ่าย เช่น การดำรงตำแหน่งนักการเมือง การประกอบอาชีพดารา หรืออาชีพที่มีคนรู้จักเป็นจำนวนมาก&nbsp;</li>



<li>หลักฐานเกี่ยวกับอาชีพ รายได้ทุกฝ่าย &nbsp; เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน</li>



<li>หลักฐานเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาทุกฝ่าย&nbsp; เช่น สำเนาใบปริญญาบัตร&nbsp;</li>



<li>หลักฐานเกี่ยวกับการจัดงานแต่งงาน</li>



<li>ระยะเวลาที่แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน (ยิ่งนานยิ่งมีค่าทดแทนสูง)</li>



<li>การมีบุตรร่วมกัน</li>



<li>ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวก่อนเกิดเหตุการณ์มีชู้ (เช่น ครอบครัวมีความสุขและรักใคร่กันดี)</li>



<li>ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวหลังเกิดเกตุการณ์มีชู้ (เช่น ครอบครัวแตกสลายและบุตรขาดความรักจากครอบครัว)</li>



<li>การเปิดเผยความสัมพันธ์ในการเป็นชู้ (ยิ่งถ้ามีการเปิดเผยต่อสาธารณะก็มีค่าทดแทนสูงตามไปด้วย)</li>



<li>ระยะเวลาเป็นชู้</li>



<li>ผู้ซึ่งเป็นชู้จะต้องรู้ว่ากำลังเป็นชู้ และผู้ซึ่งเป็นชู้ก็ยังจงใจละเมิดสิทธิคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย (หากไม่รู้ว่ากำลังเป็นชู้กับคู่สมรสผู้อื่น ก็อาจจะเรียกค่าทดแทนได้น้อยหรือไม่ได้เลย)</li>



<li>ความสำนึกผิดหลังถูกจับได้ว่าคบชู้</li>



<li>มีการฟ้องหย่า เพื่อเรียกทรัพย์สินจากอีกฝ่าย (คู่สมรส) ร่วมด้วยหรือไม่</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ข้อควรระวังสำคัญที่สุดในการฟ้องชู้&nbsp;</strong></h3>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-89e83c650cf5750730e97a3ac84e528c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ในการฟ้องชู้ หากคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหาย &#8220;ยินยอม&#8221; หรือ &#8220;รู้เห็นเป็นใจ&#8221; ให้คู่สมรสของตนมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่น จะไม่สามารถเรียกค่าทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคท้าย บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) เช่น มีชู้ หรืออุปการะเลี้ยงดูผู้อื่นฉันคู่สมรส&nbsp; หรือให้ผู้อื่นล่วงเกินคู่สมรสของตนในทำนองชู้ คู่สมรสฝ่ายนั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้ หากมีการฟ้องชู้ไปแล้ว และจำเลยพิสูจน์ได้ว่า คุณยินยอมให้ความสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตกลงกันด้วยวาจา หรือพฤติการณ์ที่ยอมรับในทางปฏิบัติ ศาลจะพิพากษา<strong>ยกฟ้อง</strong>และคุณจะไม่ได้รับค่าทดแทนใดๆ เลย</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-6410a54a8595391eb4795271fd71be26 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการ &#8220;ยินยอม&#8221; หรือ &#8220;รู้เห็นเป็นใจ&#8221;</strong> ที่ศาลจะรับฟังว่ามีการยินยอมหรือไม่ จะต้องมีพฤติการณ์ที่ชัดเจนและเป็นพิเศษจริงๆ เช่น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-9d58e1d93d24857134a7b7649a59e81f wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">• <strong>การใช้ชีวิตร่วมกัน:</strong> เช่น การอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันสามคน (สามี ภริยา และชู้) หรือมีหลักฐานการไปเที่ยวด้วยกันอย่างเปิดเผย</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-41265e5a8d6ae768f7a16221e4409e75 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">• <strong>การเกื้อกูลกันทางทรัพย์สิน:</strong> เช่น เมียน้อยโอนเงินส่งเสียเลี้ยงดูเมียหลวงทุกเดือน หรือเมียหลวงเลี้ยงลูกให้เมียน้อย</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-cc5670574955566f81d9b8bbad5724c7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">• <strong>การส่งเสริมให้มีชู้:</strong> เช่น การหาเมียน้อยให้สามี หรือในบางกรณีคือการยอมให้คู่สมรสไปประกอบอาชีพขายตัว</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-f3be324f4b657d5987350c6c1f5bb3f7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">• <strong>มีข้อความหรือบันทึก:</strong> มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรหรือข้อความแชทที่แสดงถึงการยอมรับหรือยินยอมให้ความสัมพันธ์นั้นดำเนินต่อไป</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-b9fbed6684ce603356f726b7ef1c7199 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการที่ไม่ใช่ &#8220;การยินยอม”</strong> ข้อสังเกตว่าพฤติกรรมบางอย่างอาจถูกอ้างว่าเป็นการยินยอมแต่ศาลอาจไม่รับฟังเสมอไป เช่น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-2a1a75122c9ccdbe205357ff276c4cd3 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">• <strong>&#8220;นิ่ง&#8221; ไม่ใช่ &#8220;ยินยอม&#8221;:</strong> การที่เมียหลวงรู้เรื่องแล้วนิ่งเฉย หรือไม่ฟ้องร้องในทันทีทันใด ไม่ได้หมายความว่ายินยอมเสมอไป,</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d066e608fb0178b5e58afbe255a2d323 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">• <strong>&#8220;เงียบ&#8221; ไม่ใช่ &#8220;ไม่ติดใจ&#8221;:</strong> การเงียบอาจมีเหตุผลอื่น เช่น ความจำเป็นในครอบครัว ซึ่งไม่ถือเป็นการสละสิทธิในการฟ้อง</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e758a45f7cb3dffcfcbd85139f9aaa88 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">• <strong>ไม่มีเหตุผลพิเศษ:</strong> ปกติภริยาย่อมต้องรักใคร่หวงแหนสามี มิให้ไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น เว้นแต่จะมีเหตุผลพิเศษอย่างยิ่งจริงๆ,</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e6e74c2e9362f2d785d7989dba84389c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ในคดีฟ้องชู้ หากมีการต่อสู้ในประเด็นเรื่องการยินยอม <strong>&#8220;ภาระการพิสูจน์ตกเป็นหน้าที่ของฝ่ายชู้&#8221;</strong> (จำเลย) ที่จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นอย่างชัดเจนว่าคู่สมรสโจทก์มีการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจจริงๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>กฎหมายที่เกี่ยวข้อง&nbsp;</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c0bd3557d8c09fbdbf2b64ed4bd7e807 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"> <strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  1523</strong> “ เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4a6ea3b6e700c0a5f4c9523c4c0876aa wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้ หรือจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้ก็ได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-b7f5da6540ea88bd6dc5db43f0943acb wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้ ”</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-467991f80a3402349719779e65415a06 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong> ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 1529 </strong>“ สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุในมาตรา ๑๕๑๖ (๑) (๒) (๓) หรือ (๖) หรือมาตรา ๑๕๒๓ ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-2aeab364bb3a1f679f3c9807ddbdd811 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุอันจะยกขึ้นฟ้องหย่าไม่ได้แล้วนั้น อาจนำสืบสนับสนุนคดีฟ้องหย่าซึ่งอาศัยเหตุอย่างอื่น ”</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-style-default"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/ฟ้องชู้-1024x576.png" alt="5 หลักต้องรู้ ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทน" class="wp-image-905" style="aspect-ratio:16/9;object-fit:cover" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/ฟ้องชู้-1024x576.png 1024w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/ฟ้องชู้-300x169.png 300w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/ฟ้องชู้-768x432.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/02/ฟ้องชู้.png 1366w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-color:var(--theme-palette-color-1, #2872fa);border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-color:#f78da7;border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:9px;padding-right:50px;padding-bottom:9px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับรองบุตร</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/guarantee/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Feb 2026 05:12:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=899</guid>

					<description><![CDATA[การจดทะเบียนสมรส ทะเบียนสมรส คือ เอกสารยืนยันความสัมพัน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การจดทะเบียนสมรส</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ทะเบียนสมรส คือ เอกสารยืนยันความสัมพันธ์ของคู่รัก&nbsp; ที่ก่อให้เกิดสิทธิ หน้าที่ ระหว่างบุคคลสองคน เช่น การรับรองบุตร การลดหย่อนภาษี การแบ่งสินสมรส และการฟ้องหย่า เป็นต้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>บุตรที่เกิดจากบิดามารดาไม่จดทะเบียนสมสร&nbsp;</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เมื่อบุคคลสองคนไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน บุตรที่เกิดขึ้น ย่อมบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาอยู่แล้วตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1546 “ เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”แต่บิดาจะไม่ได้เป็นบิดาชอบด้วกฎหมายของบุตรแต่อย่างใด<strong> </strong>&nbsp;ถึงแม้ว่าโดยพฤตินัย บิดาได้มีการแจ้งเกิดบุตร ว่าเป็นบิดาของบุตรก็ตาม บิดาได้ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร&nbsp; พาไปออกสังคม บอกกล่าวคนทั่วไปว่าเป็นบุตร&nbsp; หรือให้ใช้นามสกุลบิดา&nbsp; &nbsp;หากแต่บุตร คนนี้มีสิทธิเพียงรับมรดกของบิดา ในฐานะผู้สืบสันดานของบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>บุตรจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้อย่างไร&nbsp;</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เมื่อบุตรที่เกิดจากบิดามารที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย บิดาจะเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรได้ โดยการที่บิดามารดาไปจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง จะทำให้บุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาตั้งแต่วันที่บุตรเกิด หรือ บิดาร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547 “เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>.&nbsp;</strong></p>



<h3 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การจดทะเบียนสมรสต้องทำอย่างไร&nbsp;</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">วิธี จดทะเบียนสมรส สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงคุณเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อม ก็สามารถทำ การจดทะเบียนสมรส ได้แล้วโดยสามารถจดได้ทั้งในงานแต่งแต่จะต้องมีนายอำเภอมาด้วย หรือที่สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอได้เช่นกัน โดยเอกสารที่คุณจะต้องเตรียมให้พร้อมนั่นก็คือ&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บัตรประชาชนตัวจริงของทั้งสองฝ่าย หรือบัตรอื่น ๆ ที่ทางราชการออกให้ </li>



<li>ทะเบียนบ้านตัวจริงของทั้งสองฝ่าย </li>



<li style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">พยานสำหรับใช้ใน การจดทะเบียนสมรส 2 คน พร้อมกับบัตรประชาชนตัวจริงของพยาน ซึ่งพยานจะต้องเป็นบุคคลที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์</li>



<li>หากฝ่ายใดเคยทำการหย่ามาก่อนให้นำหลักฐานการหย่ามาด้วย </li>



<li>ในกรณีที่คู่สมรสคนก่อนเสียชีวิตไปแล้ว ให้นำใบมรณะบัตรมาใช้เป็นหลักฐาน </li>



<li>สูติบัตรและทะเบียนบ้านของบุตร ในกรณีที่มีบุตรก่อน การจดทะเบียนสมรส </li>



<li>บันทึกข้อตกลงก่อนสมรส (ถ้ามี) </li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ไม่จดทะเบียนสมรส แต่ต้องการให้บุตรเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ต้องทำยังไง</strong><strong>&nbsp;</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">กรณีที่ บิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย&nbsp; บิดาก็สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้ ตามป.พ.พ. มาตรา 1547&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การยื่นคำร้องขอรับรองบุตร (บิดาสมัครใจ) ต่อศาล ทำได้ในกรณีดังต่อไปนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">บุตรไม่สามารถให้ความยินยอมได้ เช่น อายุยังน้อย หรือมีเหตุอื่น กรณีอายุบุตรยังน้อยนั้น กฎหมายไม่ได้มีกำหนดอายุขั้นต่ำของเด็ก แต่โดยทั่วไปหากเด็กอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป หรือเด็กสามารถอ่านเขียนและลงลายมือชื่อให้ความยินยอมเองได้ จะสามารถจดทะเบียนที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือเขตได้ทันที หากเด็กอายุยังน้อยกว่า 7 ปี หรือเป็นทารก ต้องยื่นเรื่องผ่านศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อรับรองบุตร </li>



<li style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">มารดาหรือบุตรไม่ยินยอม อาจเพราะ มารดาเสียชีวิต ไม่สามารถให้ความยินยอมได้ </li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เพื่อให้บุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา&nbsp; บิดาอาจติดต่อทนายความให้ช่วยเหลือทางกฎหมาย ในการดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ศาลมีคำพิพากษาให้บุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาก็ได้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอรับรองบุตร</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">1<strong>. เตรียมข้อมูลหลักฐาน </strong>ดังต่อไปนี้ ก่อนเข้าพบทนายความ  </p>



<ol style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list">
<li>สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดา และบุตร </li>



<li>สำเนาทะเบียนบ้านของบิดา มารดา และบุตร</li>



<li>สำเนาสูติบัตรของบุตร</li>



<li>หนังสือให้ความยินยอมของมารดา (กรณีมารดายังมีชีวิตและยินยอม)</li>



<li>คำร้องขอจดทะเบียนและบันทึกทะเบียนครอบครัว (แบบ คร.1) (ถ้ามี หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของคำร้องต่อศาล)</li>



<li>มรณบัตรของมารดา (กรณีมารดาเสียชีวิต)</li>



<li>ใบเปลี่ยนชื่อ &#8211; สกุลของบิดา มารดา บุตร (ถ้ามี)</li>



<li>หลักฐานเด็กใช้นามสกุลพ่อ หรือพ่อเป็นผู้แจ้งเกิด หลักฐานการเลี้ยงดูว่าพ่อเป็นฝ่ายเลี้ยงดู  เช่น ภาพถ่ายแสดงความสัมพันธ์ในครอบครัว </li>



<li>หลักฐานการตรวจทางพันธุกรรม (DNA) (ถ้าจำเป็น)</li>
</ol>



<ul style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list">
<li>ถ่ายเอกสารรวม 2 ชุด ส่งให้สถานพินิจฯ 1 ชุด ผู้ร้องเก็บไว้ 1 ชุด</li>



<li>กรณียื่นเอกสารที่ศาล ต้องถ่ายเอกสารรวม 3 ชุด</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">2. <strong>สถานที่ยื่นคำร้อง</strong> คือ ศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจในเขตพื้นที่ ดังนี้&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">พื้นที่ที่ผู้ร้อง (บิดา) มีภูมิลำเนาอยู่ (มีชื่อในทะเบียนบ้าน) หรืออาจยื่นที่ศาลเยาวชนและครอบครัวที่บุตรมีชื่อในทะเบียนบ้าน</li>



<li>หรือท้องที่ที่บิดามารดาได้อยู่กินฉันสามีภริยา ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่มูลคดีเกิด</li>



<li>กรณีเป็นคำฟ้องให้ยื่นศาลเยาวชนและครอบครัวที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>3. ค่าใช้จ่ายในการยื่นคำร้อง&nbsp;</strong></p>



<ul style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list">
<li>ค่าขึ้นศาล จำนวน 200 บาท (ต่อบุตร 1 คน)</li>



<li style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ค่าประกาศหนังสือพิมพ์จำนวน 500 บาท (ปัจจุบัน ไม่ต้องชำระ)</li>



<li>ค่าส่งคำคู่ความ (ถ้ามี)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>4. การยื่นคำร้อง </strong>ให้ยื่นที่งานรับฟ้องคดีแพ่ง/คดีครอบครัว เจ้าหน้าที่จะกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้อง ส่วนใหญ่จะกำหนดไม่น้อยกว่า 45 วันนับแต่วันยื่นคำร้องขอ</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>หลังยื่นคำร้องแล้ว ศาลจะทำการนัด ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ </strong></p>



<ol style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list">
<li>ให้ถ้อยคำที่สถานพินิจฯ<br>ผู้ร้อง (บิดา) จะต้องนำมารดา บุตร และหรือผู้เกี่ยวข้องรู้เห็นไปให้ถ้อยคำที่สถานพินิจฯ ตามกำหนดนัด ส่วนใหญ่จะภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้อง</li>



<li>ไต่สวนคำร้อง<br>กรณีไม่มีผู้คัดค้าน ผู้ร้องจะต้องนำพยานที่อ้างไว้ในบัญชีพยานมาสืบหรือให้ถ้อยคำต่อศาล โดยนำต้นฉบับเอกสารแนบท้ายคำร้องมาให้ศาลตรวจสอบด้วย ศาลจะพิจารณาคำเบิกความพยาน ประกอบกับรายงานของสถานพินิจฯ แล้วถึงจะมีคำสั่ง</li>



<li>การจดทะเบียนรับรองบุตร<br>เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 1 เดือนนับแต่วันพิพากษาหรือคำสั่ง ผู้ร้องจะต้องมาขอคัดถ่ายคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยให้เจ้าหน้าที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง และขอใบสำคัญคดีถึงที่สุด แล้วจึงนำไปจดทะเบียนที่สำนักทะเบียนอำเภอ/สำนักงานเขต</li>
</ol>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เหตุในการฟ้องหย่า</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/reason-for-divorce/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/reason-for-divorce/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Jan 2026 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=543</guid>

					<description><![CDATA[สถาบันครอบครัว คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของสังคม หาก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-48b4addfe0f4567fe73920acdcab7373 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สถาบันครอบครัว </strong>คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของสังคม หากครอบครัวเข้มแข็ง สถาบันอื่นๆ ในสังคมย่อมเติบโตอย่างมั่นคงตามไปด้วย ในทางกฎหมาย การที่บุคคลสองคนตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในรูปแบบ &#8220;คู่สมรส&#8221; ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ยังหมายถึง <strong>สิทธิและหน้าที่ </strong>ที่ตามอีกด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เมื่อชีวิตคู่ถึงทางตัน การหย่าร้างในมุมมองของกฎหมาย</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e5bb43baaa5bc1f74cc6f3a5a0acc16f wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เมื่อความอดทนในการประคองชีวิตคู่ เผชิญกับบททดสอบมากมาย จนบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งและการเลิกรากัน กฎหมายไทยไม่ได้มองว่าการหย่าร้างเป็นเพียงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ แต่เป็นกลไกในการ <strong>คุ้มครองสิทธิ</strong> ของฝ่ายที่ถูกกระทำ ในการที่เขาจะใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย รวมไปถึงการว่าจ้างทนายความฟ้องคดี เพื่อเรียกร้อง ค่าทดแทน (สินไหมทดแทน)&nbsp; ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส&nbsp; ค่าเลี้ยงชีพ สินสมรส และสิทธิเกี่ยวกับบุตร</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-35382a87669467f83019c1e39697d349 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">หากคู่สมรสไม่สามารถตกลงแยกทางกันได้โดยสมัครใจ การฟ้องหย่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข <strong>เหตุฟ้องหย่า 10 ประการ</strong>&nbsp; ตามที่บัญญัติไว้ใน<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516</strong>&nbsp; เท่านั้น เช่น การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี (ชู้สาว), การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ หรือการสมัครใจแยกกันอยู่เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด&nbsp; เป็นต้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-30f84070c8994108cc4a95740b32de13 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">หลังจากการหย่าโดยคำพิพากษาของศาลแล้ว  ไม่ได้ทำให้เพียงหน้าที่ของคนสองคนขาดจากกันทางกฎหมายเท่านั้น  แต่ยังครอบคลุมถึงเรื่องสำคัญ ถึงเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย </p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e751609dbbeacccf183ff7ffb31ab9ee wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>การแบ่งสินสมรส</strong>&nbsp; การจัดการทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-cfa9754500b96ca0ab28fd5ac6b47019 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ค่าทดแทน (ค่าสินไหมทดแทน)</strong>&nbsp; หากการหย่าเกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำผิดหน้าที่คู่สมรส หรือมีพฤติการณ์เป็นปรปักษ์ต่อชีวิตคู่ ฝ่ายที่เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนได้&nbsp; และกฎหมายยังให้สิทธิในการการเรียกร้อง<strong>ค่าทดแทน</strong>จากบุคคลที่สามที่เป็นต้นเหตุให้ชีวิตคู่พังทลาย (เช่น ชู้หรือคนสนิทที่มีพฤติกรรมในเชิงชู้สาว) ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เจาะลึก 10 เหตุฟ้องหย่า ตามมาตรา 1516</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-228d3350b81ae75539687c1c6c484160 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 </strong><strong>“ </strong>เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-193c8be2f9ef7d017a2890c25141e25c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ หรือกระทำกับผู้อื่นหรือยอมรับการกระทำของผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนหรือผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-5b922f3eaaa7972eaf3bee9982af9134 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-15ffa31855baec4e7d6cf98a5a27c493 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-1575a3bc26871ac04d9b443d27cbf364 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นคู่สมรสของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-01a56fd755cc914918543988451b16c3 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-7cb2fedb5c3bbb93d1a25f967cdda7c3 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c0e2bb3dc657ef0bea3a8895cbbb4daf wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-ad7a619bd21df3d4b4262f6da372a58c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (4) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-105dbced3d10478b3d93b794aec4e51f wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (4/1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นคู่สมรสกันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-11a7f3ff3367cb97974790b19bf263f9 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (4/2) คู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-2eaa350c9082c5e21b2b16c2fd71a14c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (5) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-eb04acc9843b9e4625c169a228d2a1d6 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (6) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-a593e2b047a5c3da6e61fc8969c538b3 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (7) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-b46a3a04fa06e969b31b14c9b5f45f7f wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (8) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-5196a0dfa19fa881f533a2ab88e4220d wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (9) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-11d734c0b6bfa9a7c406e671d7ef7f57 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (10) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณี หรือไม่อาจกระทำการหรือยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ ”</p>



<h3 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อธิบายเพิ่มเติม เหตุตาม มาตรา 1516 ได้ดังนี้&nbsp;</strong></h3>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-28b9fb47ecf75c5b0e61ecc9bff496af wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>1. การล่วงเกินในทางชู้สาว (มาตรา 1516 (1)</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-79d2d001a236134c7c8462fb039b1ffc">
<li><strong>หลักเกณฑ์:</strong> คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้</li>



<li><strong>รายละเอียด:</strong> ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นอยู่กินเปิดเผย แค่มีการแสดงออกให้คนทั่วไปเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์พิเศษ หรือแอบไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้อื่นก็เพียงพอ </li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> สามีพากิ๊กไปออกงานสังคม หรือภริยาแอบไปนอนโรงแรมกับชายอื่นแล้วมีหลักฐานการเข้าพักหรือแชทสารภาพรัก</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-ce5d02499ced6510b10bc1589f18c2fe wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>2. ประพฤติชั่ว (มาตรา 1516 (2))</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-97442c7230baaf443ad7c27c728c3584">
<li><strong>หลักเกณฑ์:</strong> อีกฝ่ายประพฤติชั่ว ซึ่งคำว่า <em>&#8220;ประพฤติชั่ว</em>&#8221;  นั้นหมายถึง ความประพฤติปฏิบัติที่ฝ่าฝืนศีลธรรม หรือจารีตประเพณี ซึ่งวิญญูชน คนทั่วไปรู้สึกได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยไม่ได้คำนึงว่าเรื่องนั้นจะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ อันทำให้อีกฝ่าย ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือ ได้รับความดูถูกเกลียดชัง หรือ ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินควร </li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> สามีติดการพนันจนบ้านถูกยึด, ภริยาค้ายาเสพติด, หรือคู่สมรสทำอาชีพผิดกฎหมายร้ายแรง</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-656b1949fe843d8273f8425bbea39681 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>3. ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ / หมิ่นประมาทบุพการี (มาตรา 1516 (3))</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-d675cd8dade041e5a2c210941d841ee7">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-434ec5da159e3624e3e0a59e3955aeff" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>หลักเกณฑ์:</strong> ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจของอีกฝ่าย หรือหมิ่นประมาทเหยียดหยามอีกฝ่ายหรือบุพการีของอีกฝ่ายอย่างร้ายแรง   (หากเป็นการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องน้อย ไม่เป็นการร้ายแรง ไม่ถือเป็นเหตุในการฟ้องหย่าได้) </li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> สามีตบตีภริยาจนบาดเจ็บ, ภริยาด่าทอพ่อแม่ของสามีด้วยคำหยาบคายรุนแรงต่อหน้าสาธารณชน</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-1e909ad9611bf5be6588da9bdce5dbd7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>4. ทอดทิ้งร้างเกิน 1 ปี (มาตรา 1516 (4))</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-27e6459d0acbc3fdb6e9e438153ec0ba">
<li><strong>หลักเกณฑ์:</strong> ฝ่ายหนึ่งจงใจทอดทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกิน 1 ปี</li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> สามีหนีออกจากบ้านไปอยู่กับที่อื่นโดยไม่ติดต่อกลับมาและไม่ส่งเสียเลี้ยงดูเลยเป็นเวลาเกิน 1 ปี</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-583e7c7f479edaa36adc9f0a81f93552 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>5. ฝ่ายหนึ่งต้องจำคุก (มาตรา 1516 (4/1))</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-e23a620ba4c0d243a808a6b973e8810d">
<li style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>หลักเกณฑ์:</strong> อีกฝ่ายต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้จำคุกเกิน 1 ปี โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้มีส่วนในการกระทำผิดนั้น</li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> ภริยาถูกศาลสั่งจำคุกคดีฉ้อโกงเป็นเวลา 3 ปี และจำคุกไปแล้วเกิน 1 ปี สามีสามารถฟ้องหย่าได้</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-141b7278576d36e72d9fdc9c396e7a8d wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>6. สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี (มาตรา 1516 (4/2))</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-4bf8b9dc41ee6cff73962296e2191175">
<li><strong>หลักเกณฑ์:</strong> สมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเกิน 3 ปี</li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> ตกลงกันแยกบ้านกันอยู่คนละจังหวัดเพื่อตัดความรำคาญ โดยไม่มีการติดต่อฉันสามีภริยาเลยเกิน 3 ปี</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-9e0663ffa5f2103dd9792b5f2963b413 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>7. เป็นคนสาบสูญเกิน 3 ปี (มาตรา 1516 (5))</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-bd9345c74059e875ea05b3329423fb97">
<li><strong>หลักเกณฑ์:</strong> อีกฝ่ายถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาโดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรเกิน 3 ปี</li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> สามีหายไปในเหตุการณ์ภัยธรรมชาติหรือหายสาบสูญไปเฉยๆ โดยติดต่อไม่ได้เลยเกิน 3 ปี </li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-fb05053d5dfacb8bda8d523d9f5eed37 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>8. ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู (มาตรา 1516 (6))</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-d677ad301e0b0f7e838b10a6f81c9c4a">
<li><strong>หลักเกณฑ์:</strong> ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง</li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> สามีมีรายได้แต่ไม่เคยจ่ายค่ากับข้าว ค่าเทอมลูก หรือค่าใช้จ่ายในบ้านเลย ปล่อยให้ภริยารับภาระฝ่ายเดียวจนเดือดร้อน</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d02a1ed7fb4dce53a3969f7459deed11 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>9. วิกลจริตที่แก้ไม่หายเกิน 3 ปี (มาตรา 1516 (7))</strong></p>



<ul style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-843325a9f7bc033c40c627eb816fa6c3" style="color:#173364"><strong>หลักเกณฑ์:</strong> อีกฝ่ายวิกลจริตตลอดมาเกิน 3 ปี และความวิกลจริตนั้นยากจะเยียวยา และการอยู่ร่วมกันจะก่อให้เกิดอันตรายหรือเดือดร้อนเกินควร</li>



<li style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ตัวอย่าง:</strong> ภริยามีอาการทางจิตเวชรุนแรง คุ้มคลั่งทำร้ายคนในบ้าน รักษามา 4 ปีแล้วอาการไม่ดีขึ้น</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-17563939570866c262aae2cbca692d99 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ต้องระวัง:</strong></p>



<ol style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-c3259063e3548ea9209ce9b172daee18">
<li><strong>โรคติดต่อร้ายแรง (1516 (9)):</strong> หากอีกฝ่ายเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายแก่อีกฝ่าย และเป็นโรคเรื้อรังที่แก้ไม่หาย ก็เป็นเหตุฟ้องหย่าได้</li>



<li><strong>สภาพร่างกายไม่อาจร่วมประเวณีได้ (1516 (10)):</strong> หากอีกฝ่ายมีสภาพร่างกายจนไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล (ต้องไม่ใช่เพราะอายุมาก) ก็ฟ้องหย่าได้</li>
</ol>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-3eafffc3c7880e11c5558f1dc4c28847 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>10. ผิดทัณฑ์บนที่ทำไว้เป็นหนังสือ (มาตรา 1516 (8))</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-78713f4ff1280cdc25808ea467341622">
<li><strong>หลักเกณฑ์:</strong> ฝ่ายหนึ่งทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือ ว่าจะไม่ประพฤติชั่วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่แล้วกลับฝ่าฝืนทัณฑ์บนนั้น   (<strong>หมายเหตุ</strong> ทัณฑ์บนที่ว่าจะต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น ไม่ใช่เพียงการเจรจาด้วยปากเปล่า ทั้งในกรณีที่ศาลเห็นว่าเป็นเหตุเล็กน้อย ไม่สำคัญเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของคู่สมรสโดยปกติ ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่าขาดจากกันก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 วรรค 3 ) </li>



<li><strong>ตัวอย่าง:</strong> สามีเคยทำหนังสือสัญญาไว้ว่า &#8220;จะไม่ดื่มเหล้าและทำร้ายร่างกายภริยาอีก&#8221; แต่ต่อมากลับดื่มเหล้าและลงมือทำร้ายภริยาตามเดิม </li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักฐานที่ใช้ในการฟ้องหย่า</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-a33c94e2098cb8e57a8c25fd280a17e3 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การฟ้องหย่าต้องมี <strong>พยานหลักฐาน</strong> ที่ชัดเจนในแต่ละเหตุ (เช่น เหตุในการฟ้องหย่าเนื่องจากมีพฤติกรรมมีชู้ ตาม มาตรา 1516 (1) หลักฐานที่ใช้ จะเป็น รูปถ่าย, บันทึกประจำวัน, พยานบุคคล, หลักฐานทางการเงินมีการโอนเงินให้กัน หรือมีหลักฐานการเปิดห้องพักโรงแรม  แชทการสนทนา อีเมล  เป็นต้น )  </p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d246c150070e5c6cabaa7e4e54a0786f wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ที่สำคัญ หากสาเหตุในการฟ้องหย่าเกิดจากบุคคลที่มาเป็นชู้ คู่สมรสอีกฝ่าย ยังสามารถเรียกค่าทดแทนจากบุคคลนั้นได้อีกด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 <br></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="724" height="1024" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-9-เรื่องหย่า-1-724x1024.png" alt="" class="wp-image-545" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-9-เรื่องหย่า-1-724x1024.png 724w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-9-เรื่องหย่า-1-212x300.png 212w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-9-เรื่องหย่า-1-768x1086.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-9-เรื่องหย่า-1-1086x1536.png 1086w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-9-เรื่องหย่า-1-1448x2048.png 1448w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อ-9-เรื่องหย่า-1.png 1587w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-color:var(--theme-palette-color-1, #2872fa);border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/reason-for-divorce/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลิกจ้างไม่เป็นธรรม</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/unfair-dismissal/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/unfair-dismissal/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 02:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=559</guid>

					<description><![CDATA[กฎหมายแรงงาน วิวัฒนาการมาจากระบบทาส ซึ่งเดิมมีการจ่ายค่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e0db00ea1ceadfe883ac0dbbbe213937 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">กฎหมายแรงงาน วิวัฒนาการมาจากระบบทาส ซึ่งเดิมมีการจ่ายค่าจ้างเป็นที่อยู่อาศัย  หรือทรัพย์มิใช่ตอบแทนด้วยเงิน อย่างสมัยปัจจุบัน  นอกจากนี้ทาสก็ยังเป็นทรัพย์สินของเจ้านายที่สามารถซื้อขายกันได้  การใช้ทาสในสมัยก่อนจึงมีลักษณะเป็นการบังคับใช้แรงงาน  </p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-49aedac83c33ba72c6c1200be9c24c14 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ปัจจุบันคำว่าว่าทาสหมดไป เหลือไว้เพียง คำว่า <strong>“ลูกจ้าง”</strong> และ <strong>&#8220;นายจ้าง&#8221;</strong>  นายจ้างไม่มีสิทธิจะใช้แรงงานลูกจ้างได้ตามอำเภอใจ นายจ้างต้องปฎิบัติตามกฎหมาย เพราะว่ามีกฎหมายหลายฉบับ ที่บัญญัติขึ้นมานั้น มุ่งประสงค์เพื่อเป็นการคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับความเป็นธรรมไว้เป็นส่วนใหญ่  เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541  พระราชบัญญัติรายงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518   พระราชบัญญัติเงินทดแทน  พ.ศ. 2537 เป็นต้น เมื่อมีกฎหมายหลายฉบับให้การคุ้มครอง สิทธิ และหน้าที่ของลูกจ้างเอาไว้ การที่นายจ้าง เลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุผลไม่เป็นธรรม ลูกจ้างที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถว่าจ้างทนายฟ้องคดี เพราะเหตุการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อันเป็น <strong>“ความผิดต่อกฎหมาย”</strong> ได้ และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างนอกเหนือจากเงินประเภทอื่น ซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้กับลูกจ้าง </p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สิทธิและหน้าที่ ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d183f68c53aefc0c0d878e6d7c86f20e wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575</strong> “ อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้”</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-559b3ffee549b77e6944b558ab9ac425 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">การจ้างแรงงานจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง คือ นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานให้ และตกลงจ่ายเงินค่าจ้างให้ ส่วนลูกจ้างก็ตกลงทำงานให้   ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง อาจเกิดขึ้นโดยปริยายเพียงการตกลงว่าจ้างกันด้วยวาจา  ไม่ได้ทำเป็นสัญญาก็ได้   หากปรากฎว่ามีการทำงาน  อันมีลักษณะไม่ใช่เป็นการทำงานให้เปล่า  ลูกจ้างก็ยอมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานแล้ว นายจ้างปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ </p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-medium"><img decoding="async" width="300" height="300" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-300x300.png" alt="หลักของการจ้างงานคือต่าตอบแทนเป็นเงินเท่านั้น" class="wp-image-560" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-300x300.png 300w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-1024x1024.png 1024w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-150x150.png 150w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1-768x768.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบหัวข้อที่-5-แรงงาน-1.png 1080w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สิทธิและหน้าที่ของนายจ้าง</strong></h2>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-e8aee3cafb65b7597fc29daf43590501">
<li>นายจ้างมีสิทธิใช้อำนาจบังคับบัญชาโดยการออกคำสั่งลงโทษลูกจ้าง ในการทำงานได้ (มาตรา 583)</li>



<li>โอนสิทธิของตนให้บุคคลภายนอกโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง(มาตรา 577)</li>



<li>นายจ้างมีหน้าที่ในการจ่ายค่าจ้างตามหลัก No Work No Pay และไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรงเพื่อไม่จ่ายคำจ้าง</li>



<li>นายจ้างมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง และจัดสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง และหากเกิดอันตรายต่อลูกจ้าง นายจ้างไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้</li>



<li>หากลูกจ้างขอให้นายจ้างออกใบรับรองการทำงานให้ หลังจากที่การทำงานสิ้นสุดลงแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องออกใบรับรองการทำงานให้ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา และ ลักษณะของงานที่ทำ (มาตรา  585)</li>



<li>ลูกจ้างเป็นบุคคลที่นายจ้างเอามาจากต่างถิ่น และนายจ้างได้ออกค่าเดินทางให้ หากการจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงแล้วและไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ทั้งการเลิกจ้างนั้นมิได้เกิดจากความผิดของลูกจ้างและกลับไปยังถิ่นเดิมภายในระยะเวลาสมควร นายจ้างต้องออกค่าเดินทางกลับให้ลูกจ้างด้วย (มาตรา 586)</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>สิทธิและหน้าที่ของลูกจ้าง</strong></h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกจ้างมีสิทธิได้รับสินจ้างหรือค่าจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-efb3cc43c4ff5de6b52f5bb02e236682" style="color:#173364">ลูกจ้างมิสิทธิได้รับการดูแลความปลอดภัยในการทำงาน</li>



<li>ลูกจ้างมิสิทธิได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-44d01ac1a81a8114c13f05d4fec1fe12" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">ลูกจ้างมีสิทธิให้นายจ้างออกหนังสือรับรองการทำงานเมื่อสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้ ไม่ผิดตามกฎหมาย</strong></h2>



<ol class="wp-block-list">
<li>เลิกจ้างตามกำหนดเวลา เมื่อสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน เช่น สัญญาจ้างระบุว่ามีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนด 1 ปี สัญญาจ้างจึงระงับลง </li>



<li>ตามหลักกฎหมายทั่วไป กล่าวคือ เมื่อสัญญาครบกำหนดเวลาจ้างแรงงานสัญญาก็สิ้นสุดลง </li>



<li>ลูกจ้างกระทำผิด ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583</strong> “ ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้น เป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้   </li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">          กล่าวคือนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้เลยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า กรณีดังนี้ </p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย</li>



<li>ลูกจ้างละเลยำม่ทำตามคำสั่งเป็นประจำ</li>



<li>ลูกจ้างทิ้งงาน</li>



<li>&nbsp;ลูกจ้างทำผิดอย่างร้ายแรง</li>



<li>ลูกจ้างเรื่องอื่นๆ ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เสร็จโดยถูกต้องและสุจริต &#8221; </li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการของจำเลย การที่โจทก์นำข้อมูลเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกิจการและการบริหารจัดการองค์กรของจำเลยเพื่อรับรองมาตรฐานการฝึกอบรมและการประเมินของจำเลยส่งเข้าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของโจทก์ ทำให้ง่ายต่อการส่งข้อมูลดังกล่าวต่อไป หรือนำข้อมูลออกไปโดยจำเลยไม่อาจติดตามได้ การกระทำของโจทก์ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่สุจริตและเป็นการนำความลับของจำเลยไปเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และถือเป็นการกระทำผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 33.4 และ 33.5 เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) (4) ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6609/2561</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การที่โจทก์ให้ ณ. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้ ณ. สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ท. จำนวนเงิน 50,000,000 บาท ให้ตนเองแล้วโจทก์นำเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินที่ธนาคารจำเลย สาขาซีคอนสแควร์ เพื่อเข้าบัญชีของ ณ. ที่ธนาคารจำเลยสาขาพาราไดซ์ พาร์ค ทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าเงินในบัญชีของ ณ. ไม่พอจ่ายตามเช็คและยังกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกสามครั้งโดยมีเจตนาเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค อันเป็นการสร้างผลงาน (KPI) ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตทำให้ตนเองได้รับประโยชน์ว่าสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย การกระทำของโจทก์ส่งผลให้จำนวนเงินที่จำเลยรับฝากผิดไปจากความเป็นจริงทำให้การแปลผลการประกอบการของจำเลยไม่ตรงความจริงตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของตลาดเงิน จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนเป็นสำคัญ การกระทำดังกล่าวอาจทำให้จำเลยขาดความเชื่อถือไว้วางใจในการประกอบธุรกิจส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ เป็นการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุไว้ว่าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พนักงานผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์อันมิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และผิดวินัยอย่างร้ายแรง และที่ระบุไว้ว่าพนักงานผู้ใดจงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของธนาคารอาจเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหายถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อีกทั้งการที่โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของตนเองให้ ว. เพื่อใช้อนุมัติรายการนำฝากเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีนั้น โจทก์เป็นผู้จัดการสาขา รหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของโจทก์สามารถใช้ทำธุรกรรมการเงินของสาขาได้ทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายทางการเงินสูงมาก การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบการปฏิบัติงานประจำวันของสำนัก/สาขา ที่ระบุไว้ว่าห้ามบอกกล่าวหรือแสดงสัญลักษณ์ใด ๆ อันทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ User ID และ Password ของตนเอง มิฉะนั้นจะถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง และที่ระบุไว้ว่าในระหว่างวันทำการ หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ มีความจำเป็น ต้องมอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ท่านอื่นปฏิบัติงานแทน ห้ามมอบหมาย Password ของตนเองอย่างเด็ดขาด การกระทำของโจทก์ทั้งสองกรณีเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 มิใช่พิจารณาว่าหากการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คือ</strong> ? </h2>



<p class="wp-block-paragraph">การเลิกจ้างเป็นอำนาจของนายจ้าง แต่นายจ้างไม่สามารถให้ลูกจ้างออกจากงานโดย <strong>ไม่มีเหตุอันสมควร</strong> ถูกกลั่นแกล้ง ไม่สุจริต หรือ <strong>ฝ่าฝืนขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้</strong> ซึ่งรวมถึง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ไร้เหตุอันสมควร:</strong> เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างไม่สวย, มาสายเพียงวันเดียว, หรือการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต</li>



<li><strong>ฝ่าฝืนขั้นตอน:</strong> ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงาน หรือข้อตกลงสภาพการจ้างที่ระบุไว้</li>



<li><strong>ขัดต่อกฎหมายเฉพาะ:</strong> เช่น เลิกจ้างโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ (การใช้สิทธิรวมกลุ่มทางแรงงาน) หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ลูกจ้างเรียกร้องอะไรได้บ้าง?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องเอากับนายจ้าง ตามกฎหมาย ได้ดังต่อไปนี้ </p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ค่าชดเชย (Severance Pay):</strong> ตามอายุงาน (ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541)</li>



<li><strong>ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม:</strong> ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายแทน (โดยพิจารณาจากอายุงานและความเดือดร้อน)</li>



<li><strong>สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า:</strong> หากนายจ้างให้ออกทันทีโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามรอบจ่ายเงิน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบไว้เป็นการเฉพาะ เพราะกฎหมายต้องการให้อำนาจกับศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจความความเหมาะสมและเป็นธรรม&nbsp;&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ค่าชดเชย</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำนิยาม  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong> มาตรา 5 </strong>“ ในพระราชบัญญัตินี้ </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong> &#8220;ค่าชดเชย”</strong> หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลักกฎหมาย&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 118</strong> “ ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong> มาตรา 118/1</strong> “การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้น ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลักเกณฑ์ </strong> เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง เหตุไม่เป็นธรรม  นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างนอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ตาม<strong>พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 </strong>มาตรา 118 และมาตรา 118/1 ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ </p>



<p class="wp-block-paragraph">1. นายจ้างเลิกจ้าง ไม่ใช้ลูกจ้างสมัครลาออกเอง&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">          1.1 นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้</p>



<p class="wp-block-paragraph">         1.2 ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">        1.3 ลูกจ้างเกษียณอายุตามที่ได้ตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดตามมาตรา 118/1</p>



<p class="wp-block-paragraph">               1.3.1 หากมิได้ตกลงหรือกำหนดไว้ หรือตกลงกันหรือกำหนดไว้เกินกว่า 60 ปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบ <br>60 ปีขึ้นไป มิสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ต่อนายจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">               1.3.2 เมื่อครบ 30 วันนับแต่วันแสดงเจตนา ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">2.ลูกจ้างทำงานมาแล้วตามที่กำหนดในมาตรา 118 (1) ถึง (6) ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย ดังต่อไปนี้</p>



<div class="wp-block-columns is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-995f960e wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow" style="flex-basis:100%">
<figure class="wp-block-table is-style-stripes"><table class="has-background has-fixed-layout" style="background-color:#d2f6e7"><thead><tr><th class="has-text-align-left" data-align="left">ระยะเวลาในการทำงาน</th><th class="has-text-align-center" data-align="center">ค่าชดเชยคิดเป็นวัน</th></tr></thead><tbody><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน  ไม่ครบ 1 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center"> 30 วัน </td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี  ไม่ครบ 3 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">90 วัน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี  ไม่ครบ 6 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">180 วัน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี   ไม่ครบ 10 ปี </td><td class="has-text-align-center" data-align="center">240 วัน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี  ไม่ครบ 20 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">300 วัน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป</td><td class="has-text-align-center" data-align="center"> 400 วัน</td></tr></tbody></table></figure>
</div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อยกเว้น </strong>ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ลูกจ้างซึ่งมีระยะเวลาในการทำงานน้อยกว่า 120 วัน (มาตรา 118)</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ลูกจ้างที่มิกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน  และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาภายในกำหนด 2 ปี ที่มีลักษณะต่อไปนี้ </p>



<p class="wp-block-paragraph">            2.1 ทำงานตามโครงการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">            2.2 ทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว</p>



<p class="wp-block-paragraph">            2.3 ทำงานที่เป็นไปตามฤดูกาล (มาตรา 118 วรรคสอง) </p>



<p class="wp-block-paragraph">3.ความผิดนั้นเกิดจากฝั่งของลูกจ้าง (มาตรา 119 )  </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 </strong>มาตรา 119 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">        (1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">       (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">       (3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง </p>



<p class="wp-block-paragraph">       (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">       (5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">       (6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก</p>



<p class="wp-block-paragraph">        ในกรณี (6) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">       การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้  ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อยกเว้นตามมาตรา 119 </strong>ที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างดังต่อไปนี้   </p>



<p class="wp-block-paragraph">1. เป็นบทบัญญัติที่เป็นข้อยกเว้นที่นายจ้างจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง เมื่อกระทำความผิดตามมาตรา 119 (1)-(6)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. เมื่อลูกลูกจ้างกระทำความผิดนายจ้างต้องเตือนก่อน โดยต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือจะต้องแจ้งด้วยวาจาถึงเหตุนั้น หากนายจ้างมิได้ระบุหรือไม่ได้แจ้ง นายจ้างก็ไม่มีสิทธิที่จะยกเหตุดังกล่าวอ้างในภายหลังเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. เหตุที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซิ่งเลิกจ้างมีดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">        3.1 ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">        3.2 ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง</p>



<p class="wp-block-paragraph">        3.3 ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่งานจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">       3.4 ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เว้นแต่ </strong>&nbsp;กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกจ้างได้ละทิ้งหน้าที่ไปเป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร</li>



<li>ลูกจ้างได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อสังเกต</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">1. การแสดงเจตนาเลิกจ้างอาจแสดงเจตนา โดยเปิดเผยหรือโดยปริยายก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ต้องเป็นการแสดงเจตนาจากนายจ้าง หรือผู้ที่นายจ้างมอบอำนาจเท่านั้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การดำเนินกระบวนการตามกฎหมายเพื่อใช้สิทธิเมื่อถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศาลแรงงานขึ้น อาศัยหลัก <strong>&#8220;สะดวก รวดเร็ว ประหยัด เป็นธรรม&#8221;</strong> นั้นหมายถึงว่าลูกจ้างสามารถฟ้องได้ง่ายๆ โดยจะจ้างทนายความหรือไม่ก็ได้ ซึ่งลูกจ้างสามารถดำเนินการเองโดยติดต่อที่ศาลแรงงานด้วยตนเอง จะมีเจ้าหน้าที่นิติกรของศาลให้การช่วยเหลือในการร่างคำฟ้องให้ และคดีแรงงานนั้นจะ<strong>ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล</strong> และมีกระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อยุติที่เป็นธรรมที่สุด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ลูกจ้างที่ต้องการใช้สิทธิในการฟ้องร้องคดี กรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต้องยื่นฟ้องต่อศาลในเขตอำนาจของศาลแรงงานเท่านั้น  จะไปร้องที่กรมคุ้มครองแรงงานไม่ได้ </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หากว่าลูกจ้างมีการร้องไปที่คุ้มครองแรงงานก่อนแล้ว และลูกจ้างได้ค่าชดเชยตามกฎหมายไปแล้วก็ตาม&nbsp; ลูกจ้างยังไม่ถูกตัดสิทธิที่ลูกจ้างจะมาฟ้องร้องคดีต่อศาลแรงงาน กรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีก&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;เนื่องจากศาลแรงงานเท่านั้น&nbsp; ถึงจะมีอำนาจสั่งให้นายจ้างกระทำการดังต่อไปนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ให้ลูกจ้างกลับทำงาน คิดค่าจ้างเท่าเดิม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และศาลจะมีอำนาจในการสั่งให้นายจ้างให้มีผลอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">**ขอแนะนำ วิธีการนี้ไม่อยากแนะนำให้ทำถึงแม้ว่าสามารถทำได้ เพราะว่า มันเสียเวลาและว้ำซ้อนกัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4064/2530</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 นั้นจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุอันเป็นมูลเลิกจ้างว่าเป็นสาเหตุที่สมควรหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุว่านายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ เพราะการจ่ายค่าชดเชยเป็นผลตามมาภายหลังการเลิกจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ.แอบกระโดดขึ้นรถโดยสารที่โจทก์ขับและมีเงินค่าโดยสารไม่พอโจทก์จึงเรียกเก็บเพียงครึ่งราคาโดยไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือเจตนาทำผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม.</p>



<p class="wp-block-paragraph">โจทก์ฟ้องว่า จำเลยให้โจทก์ออกจากงานโดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ ทำผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย โดยโจทก์ไม่มีความผิดตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานและชดใช้ค่าเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">จำเลยให้การว่า โจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง โดยรับผู้โดยสารที่ไม่มีค่าโดยสารไปกับรถจำเลยและได้เรียกเก็บเงินค่าโดยสารจากผู้โดยสาร แต่นำเงินไปซื้อตั๋วไม่ครบตามจำนวนที่เรียกเก็บ โดยมีเจตนาทุจริต การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงาน จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นางสาวอมรรัตน์ผู้โดยสารแอบกระโดดขึ้นรถ หาใช่โจทก์เจตนาจะรับผู้โดยสารที่ไม่มีตั๋วโดยสารไม่ นางสาวอมรรัตน์ว่าจะไปหาพี่ที่กรุงเทพแต่ไม่ได้เอาบัตรนักเรียนมา และมีเงินอยู่เพียง 50 บาท โจทก์จึงซื้อตั๋วในอัตราครึ่งราคาเป็นเงิน 35 บาท โจทก์ยังไม่มีเงินทอนจึงบอกให้นางสาวอมรรัตน์รอเอาคืนข้างหน้า โจทก์หาได้มีเจตนาเอาเงินทอนนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตนไม่และได้มอบเงินนี้ให้นายตรวจโดยดี โจทก์จึงไม่มีเจตนาที่จะเก็บเงินไม่ครบ การกระทำของโจทก์จึงมิได้มีเจตนาทุจริตและทำผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่อัตราค่าจ้างเดิม และให้ใช้ค่าเสียหายตั้งแต่วันสั่งพักงานจนกว่าจะรับเข้าทำงาน และให้โจทก์คืนเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เนื่องจากการเลิกจ้างแก่จำเลยด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุอันเป็นมูลให้มีการเลิกจ้างว่าเป็นสาเหตุที่สมควรหรือไม่ การไม่จ่ายค่าชดเชยมิใช่เป็นสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง การเลิกจ้างจะเป็นธรรมหรือไม่ ไม่ได้อยู่ด้วยเหตุที่ว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง เพราะการไม่จ่ายค่าชดเชยนั้นเป็นผลที่ตามมาภายหลังการเลิกจ้างแล้วเท่านั้น สำหรับคดีนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง</p>



<p class="wp-block-paragraph">พิพากษายืน.</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นข้อต่อสู้ในคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ไม่จำเป็นจะต้องมีการชี้แจ้งไว้ในหนังสือเลิกจ้างเหมือนเช่น ประเด็นข้อต่อสู้ในการเรียกค่าชดเชย (ฎ.5481/2556)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5481/2556</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 108 บังคับให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และมาตรา 110 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยให้นายจ้างประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น แต่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ ไม่ได้บัญญัติถึงกระบวนการที่นายจ้างและลูกจ้างต้องปฏิบัติเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่กระบวนการดังกล่าวได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าในสถานประกอบกิจการมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น หากผู้ร้องประสงค์จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่แจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ผู้ร้องต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมิฉะนั้นผู้ร้องจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา 13 จนมีการเจรจาตกลงกันหรือหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ ต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อายุความ</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อายุความ 10 ปี</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>การคำนวณค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คำนวณจาก</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. อายุของลูกจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">2.ระยะเวลาการทำงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">3.ความเดือนร้อนของลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">4.มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. เงินค่าชดเชยที่มีสิทธิ์ได้รับ</p>



<div class="wp-block-buttons has-custom-font-size has-large-font-size is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-d68bd233 wp-block-buttons-is-layout-flex" style="padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/unfair-dismissal/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟ้องคดีกู้ยืม</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/filing-a-lawsuit-over-a-loan/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/filing-a-lawsuit-over-a-loan/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jan 2026 01:00:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=557</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคที่ค่าครองชีพสูงสวนทางกับรายได้ การ &#8220;กู้ยืมเ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในยุคที่ค่าครองชีพสูงสวนทางกับรายได้ การ <strong>&#8220;กู้ยืมเงิน&#8221;</strong> จึงกลายเป็นทางออกที่หลายคนเลือกใช้  แต่ปัญหาคือการกู้ยืมเงินกันส่วนมากจะเกิดขึ้นระหว่าง ญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แม้แต่คนคู่รักก็ยังมีโอกาสกู้ยืมเงินกัน และการกู้ยืมเงินกันนั้นส่วนมากจะเป็นการกู้ยืมเงินโดยปากเปล่า ไม่มีหลักฐาน จะฟ้องก็ไม่ได้ จนทำให้เงินไม่ได้คืน และความสัมพันธ์ระหว่างกันก็มีปัญหาอีก </p>



<p class="wp-block-paragraph">เบื้องต้นในการแนะนำหลีกเลี่ยงในการให้กู้ยืมเงินกัน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต้องผู้ให้กู้ต้องทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินกันให้ชัดเจน หรือมีแชทข้อความการกู้ยืมเงินกัน มีสลิปการโอนเงิน ไว้ด้วย เพื่อเกิดปัญหาลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ จนทำให้มีข้อพิพาทต้องว่าจ้างทนายความฟ้องร้องคดีกันในศาล </p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หลักฐานการกู้ยืมเงิน</strong> </h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ </strong> </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 653</strong> “ การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">            ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ 2544&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 4</strong> “ในพระราชบัญญัตินี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ธุรกรรม” หมายความว่า การกระทําใดๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์หรือ ในการดําเนินงานของรัฐตามที่กําหนดในหมวด 4 &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“อิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทาง แสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่างๆ เช่นว่านั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ธุรกรรมที่กระทําขึ้นโดยใช้วิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ข้อความ” หมายความว่า เรื่องราวหรือข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบของตัว อักษร ตัวเลข เสียง ภาพ หรือรูปแบบอื่นใดที่สื่อความหมายได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดย ผ่านวิธีการใดๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือ ประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือโทรสาร</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่น ใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนํามาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็น เจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคล ดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ระบบข้อมูล” หมายความว่า กระบวนการประมวลผลด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สําหรับ สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การส่งหรือรับข้อความด้วย วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้มาตรฐานที่กําหนดไว้ล่วงหน้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ผู้ส่งข้อมูล” หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นผู้ส่งหรือสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก่อนจะมีการ เก็บรักษาข้อมูลเพื่อส่งไปตามวิธีการที่ผู้นั้นกําหนด โดยบุคคลนั้นอาจจะส่งหรือสร้างข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง หรือมีการส่งหรือสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในนามหรือแทนบุคคลนั้นก็ได้ ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นสื่อกลางสําหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ผู้รับข้อมูล” หมายความว่า บุคคลซึ่งผู้ส่งข้อมูลประสงค์จะส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้และ ได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นสื่อกลางสําหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“บุคคลที่เป็นสื่อกลาง” หมายความว่า บุคคลซึ่งกระทําการในนามผู้อื่นในการส่ง รับ หรือ เก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ รวมถึงให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์นั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ใบรับรอง” หมายความว่า ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือการบันทึกอื่นใด ซึ่งยืนยันความ เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของลายมือชื่อกับข้อมูลสําหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“เจ้าของลายมือชื่อ” หมายความว่า ผู้ซึ่งถือข้อมูลสําหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นในนามตนเองหรือแทนบุคคลอื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">“คู่กรณีที่เกี่ยวข้อง” หมายความว่า ผู้ซึ่งอาจกระทําการใดๆ โดยขึ้นอยู่กับใบรับรองหรือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่าง อื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดย พระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงนิติบุคคล คณะบุคคล หรือบุคคล ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ดําเนินงานของรัฐไม่ว่าในการใดๆ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 7</strong> “ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใด เพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 8</strong> “ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้การใดต้องทํา เป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทําข้อความขึ้นเป็นข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนํากลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความ นั้นได้ทําเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้ต้องมีการปิดอากรแสตมป์หากได้มีการชําระเงินแทนหรือ ดําเนินการอื่นใดด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานของรัฐซึ่ง เกี่ยวข้องประกาศกําหนด ให้ถือว่าหนังสือ หลักฐานเป็นหนังสือ หรือเอกสาร ซึ่งมีลักษณะเป็นตรา สารนั้นได้มีการปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าตามกฎหมายนั้นแล้ว ในการนี้ในการกําหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว คณะกรรมการจะกําหนดกรอบและแนวทางเพื่อเป็น มาตรฐานทั่วไปไว้ด้วยก็ได้ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มาตรา 9</strong> “ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; (1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อ รับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน และ</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้โดยเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่ง ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยคํานึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมหรือข้อตกลงของคู่กรณี</p>



<p class="wp-block-paragraph">วิธีการที่เชื่อถือได้ตาม (2) ให้คํานึงถึง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ก. ความมั่นคงและรัดกุมของการใช้วิธีการหรืออุปกรณ์ในการระบุตัวบุคคล สภาพพร้อมใช้ งานของทางเลือกในการระบุตัวบุคคล กฎเกณฑ์เกี่ยวกับลายมือชื่อที่กําหนดไว้ในกฎหมายระดับ ความมั่นคงปลอดภัยของการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์การปฏิบัติตามกระบวนการในการระบุตัว บุคคลผู้เป็นสื่อกลาง ระดับของการยอมรับหรือไม่ยอมรับ วิธีการที่ใช้ในการระบุตัวบุคคลในการทํา ธุรกรรม วิธีการระบุตัวบุคคล ณ ช่วงเวลาที่มีการทําธุรกรรมและติดต่อสื่อสาร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข. ลักษณะ ประเภท หรือขนาดของธุรกรรมที่ทําจํานวนครั้งหรือความสม่ําเสมอในการทํา ธุรกรรม ประเพณีทางการค้าหรือทางปฏิบัติความสําคัญ มูลค่าของธุรกรรมที่ทํา หรือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;ค. ความรัดกุมของระบบการติดต่อสื่อสาร</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;ให้นําความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับการประทับตราของนิติบุคคลด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ด้วยโดยอนุโลม”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การฟ้องคดี ต้องมีหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร</strong> </p>



<p class="wp-block-paragraph">การฟ้องร้องเรียกเงินคืนในกรณีผิดสัญญากู้ยืมเงินนั้น <strong>&#8220;หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ&#8221;</strong> คือหัวใจสำคัญที่สุด การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้&nbsp; ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลักฐานการ<strong>กู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องมีแบบไว้ </strong>ขอเพียงให้มีรายละเอียดสำคัญครบถ้วนดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ข้อมูลคู่สัญญา:</strong> ระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้กู้และใครเป็นผู้ให้กู้</li>



<li><strong>จำนวนเงิน:</strong> ยอดเงินที่กู้ยืมกันจริง (ควรระบุทั้งตัวเลขและตัวอักษร)</li>



<li><strong>เงื่อนไขการชำระคืน:</strong> กำหนดวันที่ต้องคืนเงิน หรือตกลงแบ่งจ่ายเป็นงวดอย่างไร</li>



<li><strong>ดอกเบี้ย (ถ้ามี):</strong> ระบุอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน (ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีตามกฎหมาย)</li>



<li><strong>ลายมือชื่อ:</strong> สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ <strong>&#8220;ลายมือชื่อผู้กู้&#8221;</strong> เพื่อเป็นการยืนยันความรับผิดชอบในหนี้นั้น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">หากสัญญามีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ก็ถือเป็นหลักฐานที่ใช้ยันต่อศาลได้ทันที แม้จะเป็นกระดาษที่เขียนขึ้นเองด้วยลายมือก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2.ไม่หลักฐานการกู้เป็นหนังสือ จะยื่นฟ้องร้องได้ไหม?</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนอาจกังวลว่า เมื่อเพื่อนหรือคนรู้จักมายืมเงินผ่านโซเชียลมีเดียแล้วไม่ได้ทำหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจะฟ้องร้องไม่ได้ <strong>แต่ในความเป็นจริง &#8220;หลักฐานดิจิทัล&#8221; มีน้ำหนักตามกฎหมายเทียบเท่าหนังสือสัญญา</strong> ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เจ้าหนี้สามารถใช้ประวัติการสนทนา ไม่ว่าจะเป็นจาก LINE, Messenger หรืออีเมล มาใช้ยื่นฟ้องต่อศาลได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือหลักฐานนั้นต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ตัวตนของผู้กู้:</strong> ข้อความต้องระบุได้ชัดเจนว่าใครเป็นคนขอกู้ (ชื่อบัญชีผู้ใช้ที่ยืนยันตัวตนได้)</li>



<li><strong>เจตนาการกู้ยืม:</strong> มีข้อความขอยืมเงินและตกลงจะคืนเงินอย่างชัดแจ้ง</li>



<li><strong>จำนวนเงิน:</strong> ระบุยอดเงินที่ขอกู้ยืม</li>



<li><strong>หลักฐานการส่งมอบเงิน:</strong> <strong>&#8220;สลิปการโอนเงิน&#8221; (Slip)</strong> คือหลักฐานสำคัญที่สุดที่ยืนยันว่าการกู้ยืมสมบูรณ์แล้ว</li>



<li><strong>วันกำหนดชำระ:</strong> หากมีระบุไว้จะช่วยให้การนับอายุความและการผิดนัดชัดเจนยิ่งขึ้น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 595,500 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมครบถ้วนแล้ว หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่ชำระต้นเงิน คงชำระดอกเบี้ย 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 6,550 บาท การที่โจทก์ส่งข้อความทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยมีใจความว่า เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7 ถึง มาตรา 9 มาใช้บังคับด้วย แม้ข้อความนี้จะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ก็ตาม แต่การส่งข้อความทางเฟสบุ๊คจะปรากฏชื่อผู้ส่งด้วยและโจทก์ก็ยอมรับว่าได้ส่งข้อความถึงจำเลยจริง ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2556</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การที่จำเลยนำบัตรกดเงินสดควิกแคชไปถอนเงินและใส่รหัสส่วนตัวเปรียบได้กับการลงลายมือชื่อตนเอง ทำรายการเบิกถอนเงินตามที่จำเลยประสงค์ และกดยืนยันทำรายการพร้อมรับเงินสดและสลิป การกระทำดังกล่าวถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7,8 และมาตรา 9 ประกอบกับคดีนี้จำเลยมีการขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเงินสดควิกแคชที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มีเอกสารซึ่งมีข้อความชัดว่าจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ขอขยายเวลาชำระหนี้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อมาแสดง จึงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมอีกโสดหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในการนำคดีขึ้นสู้ศาลนั้น  ไม่ใช่ทุกเรื่องจะเป็นข้อพิพาทที่สามารถนำไปขึ้นสู่ศาลได้ทั้งหมด  หากการกระทำนั้นขัดต่อหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด นิติกรรมนั้นอาจตกเป็น “โมฆะ” หรือ “โมฆียะ” ซึ่งส่งผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ  เช่น หนี้ค้ายาเสพติด หนี้การพนัน เป็นต้น เป็นหนี้ที่ไม่สามารถเรียกร้องกันได้ตามกฎหมาย  ถือเป็นโมฆะ  คือเรียกร้องกันไม่ได้  เนื่องจากเป็นหนี้ที่ขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน  นั้นจึงเป็นความเข้าใจผิดของหลายคน ที่คิดว่า  หนี้ที่มีการตกลงกันแล้ว ย่อมเป็นหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายทั้งหมด หากแต่ความเป็นจริง <strong>ไม่ใช่นิติกรรมทุกกรณีจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย</strong> </p>



<p class="wp-block-paragraph">นิติสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ฝ่าย หรือมากกว่านี้ เกิดจากการตั้งใจทำ <strong>“นิติกรรม”</strong> เพื่อให้มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย   เช่น การทำสัญญากู้ยืม การซื้อขาย การเช่า หรือการค้ำประกัน   นิติกรรมจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ </p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ต้องเป็นการกระทำของบุคคล</strong><strong><br></strong></li>



<li><strong>ต้องกระทำโดยสมัครใจ</strong> ไม่ถูกข่มขู่หรือหลอกลวง<br></li>



<li><strong>ต้องชอบด้วยกฎหมาย</strong> ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี<br></li>



<li><strong>ต้องมุ่งให้เกิดผลทางกฎหมาย</strong> เช่น ก่อให้เกิดหนี้ สิทธิ หรือหน้าที่</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง นิติกรรมอาจตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะได้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 </strong>&nbsp; “นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>นิติกรรมที่เป็น “โมฆะ” </strong>   หมายถึง <strong>นิติกรรมที่กฎหมายถือว่าไม่มีผลตั้งแต่ต้น</strong> เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ระหว่างคู่กรณี และไม่สามารถนำไปอ้างหรือบังคับได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามหรือขัดศีลธรรม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 </strong>การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ&nbsp; <strong>ตัวอย่าง&nbsp; </strong>หนี้การพนัน หนี้ที่เกิดจากการฉ้อโกง&nbsp; หนี้หวยใต้ดิน&nbsp; หนี้จากยาเสพติด หนี้ที่เกิดจากการกระทำอาญา ดอกเบี้ยเกินกฎหมาย หนี้นอกระบบ สัญญาที่สนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย&nbsp; นิติกรรมเหล่านี้ <strong>ไม่ถือเป็นหนี้ตามกฎหมาย</strong> และไม่สามารถฟ้องร้องหรือทวงถามได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา</strong> <strong>150&nbsp;</strong> “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. นิติกรรมที่ไม่ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 152</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ เช่น สัญญาที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ แต่กลับตกลงกันด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียน แต่เป็นการทำสัญญากันระหว่างคู่สัญญเท่านั้น กฎหมายกำหนดต้องมีพยาน แต่สัญญาไม่มีพยาน <strong>ผลทางกฎหมายของนิติกรรมโมฆะ หมายความว่า</strong>ไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น และไม่มีสิทธิฟ้องหรือทวงหนี้&nbsp; คู่กรณีอ้างสิทธิจากนิติกรรมนั้นไม่ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 152</strong>  “การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>นิติกรรมที่เป็น “โมฆียะ”</strong>    หมายถึง นิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ในเบื้องต้น แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิบอกล้างได้ หากมีการบอกล้าง นิติกรรมจะสิ้นผลย้อนหลังไปถึงวันทำสัญญา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>กรณีที่เป็นโมฆียะตามกฎหมาย เช่น </strong>ผู้เยาว์ทำสัญญาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม&nbsp; หรือบุคคลไร้ความสามารถทำนิติกรรมด้วยตนเอง จะทำให้ <strong>ผลทางกฎหมายของนิติกรรมโมฆียะ กล่าวคือ นิติกรรมจะ</strong>มีผลผูกพันอยู่ก่อน&nbsp; หากผู้มีสิทธิบอกล้าง จะทำให้นิติกรรมนั้นสิ้นผลได้ นั้นก็หมายความว่า หากไม่มีการบอกล้าง นิติกรรมยังคงมีผลใช้บังคับ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 153 </strong>“การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ดังนั้น</strong> หนี้ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ซึ่งจะสามารถใช้กลไกการทวงถามหนี้ได้นั้น จะต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</strong>มาตรา 149 และหากเป็นหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทางกฎหมายเป็นโมฆะหรือโมฆียะตามกฎหมาย เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิทวงถามหนี้ได้&nbsp; หากมีการคุกคามหรือใช้ความรุนแรง แม้หนี้นั้นจะ <strong>ไม่ใช่หนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย</strong> แต่เจ้าหนี้ยังคงต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่การรับผิดนั้นจะเป็นการรับผิดตามกฎหมายอื่นแทน&nbsp; &nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อายุความในการฟ้องคดี</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในการกู้ยืมเงิน หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ดี สิทธิดังกล่าว <strong>มิได้มีอยู่ตลอดไป</strong> แต่ถูกจำกัดด้วยเรื่อง <strong>“อายุความฟ้องหนี้เงินกู้”</strong> ตามที่กฎหมายกำหนด </p>



<p class="wp-block-paragraph">อายุความในการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ สามารถแบ่งออกได้เป็น <strong>2 กรณีหลัก</strong> คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อายุความ <strong>5 ปี</strong> และ</li>



<li>อายุความ <strong>10 ปี</strong></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1.กรณีกำหนดชำระเป็นงวด (อายุความ 5 ปี)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณี <strong>หนี้เงินกู้ที่ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด ๆ</strong> ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายปี หรือกำหนดชำระเป็นงวดตามสัญญา ถือเป็น <strong>อายุความหนี้ผ่อน</strong> ตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นงวดอย่างชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตาม <strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33</strong> “สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เจ้าหนี้มักเข้าใจคลาดเคลื่อน คือเรื่อง “อายุความหนี้เงินกู้” หลายคนเข้าใจว่า หนี้เงินกู้ทุกกรณีมีอายุความ 10 ปีเสมอ แต่ในทางกฎหมาย ความเข้าใจเช่นนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด แท้จริงแล้ว การพิจารณาอายุความ มิได้ดูเพียงชื่อของสัญญาว่าเป็น “สัญญากู้เงิน” เท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาไปถึง ลักษณะการชำระหนี้ที่คู่สัญญาเลือกผูกพันกันจริงว่าเป็นการชำระหนี้ก้อนเดียว หรือเป็นการผ่อนชำระเป็นงวด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12442/2553</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้มีข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินกู้คืนทุกเดือนตามคำสั่งหรือกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เดือนละ 148,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และงวดต่อๆ ไปทุกวันที่ 23 ของเดือน จนกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้มีการชำระครบถ้วนแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อผู้ให้กู้เดิมและจำเลยที่ 1 เลือกผูกพันตามข้อตกลงในการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนโดยวิธีชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกเดือนรวมระยะเวลา 5 ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กู้เดิมหรือโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องกับจำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามข้อตกลงที่คู่สัญญาเลือกปฏิบัติผูกนิติสัมพันธ์กันนั้น เมื่อข้อตกลงชำระหนี้เงินกู้คืนที่ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันนั้นเป็นการชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2551</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สัญญากู้ยืมเงินมีข้อตกลงว่า จำเลยสัญญาว่าจะใช้เงินต้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นเดือน เดือนละ 5,000 บาท ดังนี้ การฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจึงถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินเพื่อผ่อนต้นทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีกำหนดอายุความไว้ห้าปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) (มาตรา 166 เดิม) มิใช่กรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้อันต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2.กรณีไม่ได้กำหนดชำระเป็นงวด (อายุความ 10 ปี)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในกรณีที่ <strong>สัญญากู้ยืมเงินไม่ได้กำหนดรายละเอียดการชำระหนี้เป็นงวด</strong> ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายปี หรือไม่มีการระบุวันครบกำหนดชำระหนี้ไว้โดยชัดแจ้ง หนี้ดังกล่าวถือเป็น <strong>หนี้เงินกู้ที่ไม่มีการแบ่งงวดชำระ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ตาม <strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30</strong> “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8172/2551</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น<br>สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3441/2565</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จำเลยให้การว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อประเภทบัตรกดเงินสดจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างจากจำเลย รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปเป็นกรณีที่จำเลยให้การว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) หรือไม่ เท่านั้น แม้จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองว่า หนี้ส่วนนี้ขาดอายุความ 5 ปี ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นขึ้นเพราะเป็นเรื่องนอกคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ฎีกาในเรื่องนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7<br>ส่วนที่จำเลยให้การในตอนท้ายต่อมาว่า นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแต่ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น คำให้การในส่วนนี้ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่าขาดอายุความเรื่องใด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ 5 ปี ได้ความว่า สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ เป็นกรณีที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อเป็นวงเงินกู้ประเภทหมุนเวียนแบบมีกำหนดการชำระคืนขั้นต่ำและหรือแบบมีการกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งการเบิกรับเงินกู้สามารถเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติโดยใช้บัตรกดเงินสดที่ธนาคารออกให้หรือให้ธนาคารนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือวิธีการอื่น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้นับแต่วันที่ขอเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง รูปคดีจึงเป็นสัญญาบริการสินเชื่อหาใช่เป็นเรื่องผู้ประกอบธุรกิจรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยภายหลัง สิทธิเรียกร้องเช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มิใช่ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) ฟ้องโจทก์สำหรับหนี้สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ จึงไม่ขาดอายุความ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้ แม้ระยะเวลาอายุความจะต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่ทั้งสองกรณีมี <strong>หลักการเดียวกัน</strong> คือ<strong>การนับอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย </strong>เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วันที่มีการกู้ยืมเงินและถึงกำหนดชำระ<br></li>



<li>วันที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้<br></li>



<li>หรือวันที่เจ้าหนี้มีการทวงถามแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากเจ้าหนี้ <strong>ไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ</strong> ไม่ว่าจะเป็นกรณีอายุความ 5 ปี หรือ 10 ปี ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิ <strong>ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นอ้างต่อศาลได้</strong> ส่งผลให้ศาลไม่อาจบังคับคดีให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้ แม้หนี้เงินกู้นั้นจะยังมีอยู่จริงในทางข้อเท็จจริงก็ตาม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เขตอำนาจศาล</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนยื่นฟ้องคดีหนี้เงินกู้ เจ้าหนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า จะต้องยื่นฟ้องต่อศาลใดจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากหากยื่นฟ้องต่อศาลที่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดี อาจทำให้ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง หรือจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลักเกณฑ์เรื่องเขตอำนาจศาล บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น ในคดีหนี้เงินกู้ <strong>เจ้าหนี้สามารถเลือกยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ 2 แห่ง</strong> คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ศาลในท้องที่ <strong>ภูมิลำเนาของจำเลย</strong></li>



<li>ศาลในท้องที่ <strong>มูลคดีเกิดขึ้น</strong></li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">การตรวจสอบเขตอำนาจศาลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การฟ้องคดีเป็นไปอย่างถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ลดความเสี่ยงที่คดีจะสะดุดในชั้นต้น และช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในระยะยาว&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อให้เข้าใจเรื่องเขตอำนาจศาลมาก อยากให้ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 1824/2567 ประกอบปัญหาเรื่อง <strong>เขตอำนาจศาล</strong> เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนการยื่นฟ้องคดีแพ่ง โดยเฉพาะคดีที่คู่ความอยู่คนละท้องที่ หรือมีการทำสัญญาผ่านโทรศัพท์หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งศาลได้วินิจฉัยความหมายของคำว่า <strong>“มูลคดีเกิดขึ้น”</strong> ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ว่า หมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง มิได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่ภูมิลำเนาของจำเลยเท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ศาลฎีกาวางหลักว่า ในกรณีสัญญาซื้อขายที่ทำผ่านโทรศัพท์ สถานที่ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายใช้ในการเจรจาและตกลงทำสัญญา ต่างถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ร่วมกัน โจทก์จึงมีสิทธิเลือกยื่นฟ้องต่อศาลในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ แม้จำเลยจะไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่นั้นก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">คำพิพากษาฎีกาที่ 1824/2567&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการเสนอคำฟ้องนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า &#8220;คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่&#8221; คำว่า &#8220;มูลคดี&#8221; หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง มูลคดีของเรื่องนี้เป็นเรื่องสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 356 บัญญัติให้ถือว่าเป็นคำเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าด้วยเช่นกันนั้น คงมีผลแต่เพียงว่า การที่บุคคลคนหนึ่งทำคำเสนอไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ดังกล่าว หากมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองไว้ เสนอ ณ ที่ใดเวลาใดก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้นเท่านั้น มิได้บัญญัติไปถึงกับให้ถือว่าขณะนั้นทั้งผู้เสนอและผู้สนองอยู่ในสถานที่เดียวกันด้วย ข้อเท็จจริงยังคงต้องฟังว่า ขณะมีการเจรจาตกลงทำสัญญาซื้อขายรายนี้ จำเลยที่ 2 หรือพนักงานร้าน บ. ของจำเลยที่ 2 เจรจาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนโจทก์เจรจาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้น ทั้งจังหวัดสมุทรปราการที่โจทก์อยู่และจังหวัดกาญจนบุรีที่จำเลยที่ 2 อยู่ จึงต่างเป็นสถานที่ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายรายนี้ร่วมกัน โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลได้ การที่จำเลยที่ 2 ผู้เสนอได้รับคำสนองรับจากโจทก์นั้นเป็นแต่เพียงข้อพิจารณาว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วหรือไม่เท่านั้น มิได้ทำให้สถานที่ที่จำเลยที่ 2 อยู่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดเพียงแห่งเดียวแต่อย่างใด</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ความคุ้มค่าในการฟ้องคดีและการบังคับคดี</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ฟ้องคดีหนี้เงินกู้ ควรฟ้องหรือไม่ หากลูกหนี้ยังไม่มีทรัพย์สิน </strong>หากพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของการฟ้องคดีหนี้เงินกู้ เจ้าหนี้ย่อมหวังให้ได้รับเงินคืนตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี ก่อนตัดสินใจฟ้องคดี เจ้าหนี้ควรพิจารณาถึง <strong>ความคุ้มค่าในการดำเนินคดีและความเป็นไปได้ในการบังคับคดี</strong> ควบคู่กันไป&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป เจ้าหนี้ควรตรวจสอบว่า ความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ ว่า<strong>ลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอให้บังคับคดีได้หรือไม่ </strong>หากวันหนึ่งลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระหนี้คืนได้ เช่น ทรัพย์สินที่สามารถยึดได้ เงินเดือน รายได้ประจำ หรือสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินดังกล่าว เจ้าหนี้ต้องพิจารณาถึงศักยภาพ ในตัวลูกหนี้ ว่ามีความสามารถในการหารายได้ เพื่อชำระหนี้คืนอีกประการด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ การที่ลูกหนี้ ยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ในขณะฟ้องคดี มิได้หมายความว่าการฟ้องคดีจะไร้ประโยชน์เสมอไป เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้เป็นเรื่องที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าลูกหนี้จะมีทรัพย์สินหรือรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อใด</p>



<p class="wp-block-paragraph">การฟ้องคดีในช่วงที่สิทธิเรียกร้องยังไม่ขาดอายุความ จึงเป็นการ <strong>รักษาสิทธิของเจ้าหนี้ไว้ตามกฎหมาย</strong> เพื่อให้สามารถนำคำพิพากษาไปใช้บังคับคดีได้ทันทีในอนาคต เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในทางกลับกัน หากเจ้าหนี้เลือกที่จะไม่ฟ้องคดี และปล่อยให้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความไป ต่อให้ในภายหลังลูกหนี้จะมีทรัพย์สินหรือมีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น เจ้าหนี้ก็ไม่อาจใช้สิทธิทางศาลบังคับให้ชำระหนี้ได้อีก หากลูกหนี้ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น การประเมินความคุ้มค่าในการฟ้องคดี มิได้พิจารณาเพียงสภาพทรัพย์สินของลูกหนี้ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึง <strong>การรักษาสิทธิทางกฎหมายในระยะยาว</strong> และความเสี่ยงจากการขาดอายุความควบคู่กันไปด้วย</p>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/filing-a-lawsuit-over-a-loan/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลำดับทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/heir-to-inheritance/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/heir-to-inheritance/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 01:00:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=554</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-6abbc0d137046982e34a547f488f02f1 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกแก่<strong> &#8220;ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก&#8221; </strong></p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-723af6fe5ddc7529e63de210d76165e5 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">แต่ในการพิจารณาว่า ใครเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกนั้น มิได้เป็นเรื่องที่ใช้ความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเกณฑ์ หากแต่เป็นเรื่องที่ กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติให้ มีทายาทโดยธรรมมีทั้งหมด 6 ลำดับ และวางหลักการรับมรดกไว้เป็นระบบแน่นอน </p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-b11ec4cbf29e972bd46b0762757e6a3a wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าทายาททั้ง 6 ลำดับจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกร่วมกันทั้งหมดในคราวเดียวกันเสมอไป การแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายไทยใช้หลักที่เรียกว่า <strong>“ญาติสนิทตัดญาติห่าง”</strong> กล่าวคือ กฎหมายให้ความสำคัญกับความใกล้ชิดทางสายโลหิตเป็นลำดับแรก หากทายาทในลำดับที่ใกล้ที่สุดยังมีชีวิตอยู่ ทายาทในลำดับถัดไปย่อม ไม่มีสิทธิรับมรดก และในกรณีที่ทายาทอยู่ในลำดับเดียวกัน การแบ่งทรัพย์มรดกต้องเป็นไปอย่าง เท่าเทียมกันทุกคนก่อนเข้าสู่กระบวนการแบ่งทรัพย์มรดก ยังมีประเด็นทางกฎหมายสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับขั้นตอน ได้แก่<br><strong>ประการแรก</strong> ต้องตรวจสอบว่า เจ้ามรดกมีคู่สมรสหรือไม่ ซึ่งหากมี จะต้องดำเนินการ แบ่งสินสมรสออกก่อนตามกฎหมาย เนื่องจากสินสมรสไม่ใช่ทรัพย์มรดกทั้งหมด<br><strong>ประการที่สอง</strong> ต้องพิจารณาว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ เพราะพินัยกรรมมีผลเหนือการรับมรดกโดยธรรม<br><strong>และประการสุดท้าย</strong> ต้องตรวจสอบว่า ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกถูกตัดสิทธิ หรือมีการสละมรดกหรือไม่</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c1752c35d7224c1e869f168ce176a1b3 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">เมื่อพิจารณาครบถ้วนตามลำดับดังกล่าวแล้ว ทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่จึงจะถือเป็น ทรัพย์มรดก ที่นำมาแบ่งให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์ มรดกทั้ง 6 ลำดับ</strong></h2>



<figure class="wp-block-image size-large is-style-default"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="1024" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-724x1024.png" alt="ทายาท 6 ลำดับ ที่สามารถรับทรัพย์มรดกได้ " class="wp-image-555" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-724x1024.png 724w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-212x300.png 212w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-768x1086.png 768w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-1086x1536.png 1086w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1-1448x2048.png 1448w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อที่-4-แผนผังผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย-1.png 1587w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-80f2fde25220279c291e4a062ed5a10a wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 1 : ผู้สืบสันดาน</strong> หมายถึง ผู้สืบสันดานตามสายโลหิตโดยตรงของเจ้ามรดก<strong> </strong>ได้แก่ บุตร หลาน เหลน ลื่อ ไม่จำกัดจำนวนชั้นตราบเท่าที่ยังมีสายสืบทอดต่อเนื่องกันอยู่ของบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และ บุตรนอกสมรสที่บิดาได้ให้การรับรองแล้ว<strong> ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627</strong> ผู้สืบสันดานของเจ้ามรดกลำดับที่ 1 ยังหมายความรวมถึงบุตรบุญธรรม <strong>ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/27</strong> ด้วย&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-7897e5d359e5a8c437a22febc1761fab wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ความแตกต่างระหว่างผู้สืบสายโลหิตกับบุตรบุญธรรมในเรื่อง “รับมรดกแทนที่” </strong>แม้ว่าบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรนอกสมรสที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม จะถูกจัดอยู่ในฐานะ “ผู้สืบสันดาน” เช่นเดียวกัน แต่กฎหมายได้วางหลักการแตกต่างกันไว้ในเรื่อง <strong>การรับมรดกแทนที่</strong> อย่างชัดเจน&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-ed69687f1678798e94ccab2cd320b1e8 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ผู้สืบสายโลหิตโดยตรง </strong>ซึ่งมีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และ บุตรนอกสมรสที่บิดาได้ให้การรับรองแล้ว จะใช้หลักเดียวกัน ในกรณีที่ผู้สืบสันดานซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดก ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก หลาน เหลน หรือลื่อ ซึ่งเป็นผู้สืบสายโลหิตลำดับถัดไป ย่อมมีสิทธิ รับมรดกแทนที่ บุคคลนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1631 และมาตรา 1639 การรับมรดกแทนที่ในกรณีผู้สืบสายโลหิตสามารถดำเนินต่อไปได้เป็นทอด ๆ จนกว่าสายสืบสันดานจะสิ้นสุดลง&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8cec2910c80f59cd03d78aec41f868de wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>&nbsp;บุตรบุญธรรม </strong>ในทางกลับกัน แม้บุตรบุญธรรมจะมีสถานะเป็นผู้สืบสันดาน และมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกโดยตรงเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หาก บุตรบุญธรรมถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก <strong>บุตรของบุตรบุญธรรมจะไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่</strong> เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ถือว่าหลานของเจ้ามรดกทางบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานของเจ้ามรดกตามสายโลหิต&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-262d2474c7985c7d3b253d45186be4ec wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไขสำคัญของการเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย </strong>การที่บุคคลหนึ่งจะมีสถานะเป็นบุตรบุญธรรม และมีสิทธิรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานได้นั้นต้องเป็นการรับบุตรบุญธรรมที่ สมบูรณ์ตามกฎหมาย เท่านั้น ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/27</strong> บัญญัติว่า “การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน” กล่าวคือ การเลี้ยงดูเด็กเสมือนบุตร โดย ไม่จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ไม่ก่อให้เกิดสถานะบุตรบุญธรรมในทางกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดก</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4957c879f11bf940c8a5b715b5fbb946 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 2 : บิดามารดา </strong>หมายถึง <strong>บิดาและมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น</strong> ซึ่งอธิบายแยกได้ดังนี้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-84078588d830eb312622ccf0adecfae2 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>มารดา</strong> ถือเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร และเป็นทายาทโดยธรรมโดยสมบูรณ์ ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-5e7bf4dac4c222d1386ae4eebaade2e8 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>บิดา </strong>ถือเฉพาะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากเป็นบิดาไม่ชอบด้วยกำหมาย ตาม&nbsp; ป.พ.พ.1627 จะไม่ได้สิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทลำดับที่ 2&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-f45c8b8326378c5ee21b535b1a15b7c8 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>กรณีบุตรบุญธรรมและผู้รับบุตรบุญธรรม </strong>แม้ผู้รับบุตรบุญธรรมจะมีสถานะเป็นบิดาหรือมารดาในทางกฎหมายก็ตาม แต่ <strong>กฎหมายมิได้ให้สิทธิผู้รับบุตรบุญธรรมรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรม </strong>ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/29&nbsp; “ การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการณ์รับบุตรบุญธรรมนั้น”</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e5ce7b5dd1e9afb01366d3e8334755e1 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 3 : พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน </strong>หมายถึง <strong>พี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกันโดยสายโลหิต</strong> กล่าวคือ เป็นพี่น้องที่เกิดจากบิดาและมารดาคนเดียวกันจริง ๆ การพิจารณาว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหรือไม่ <strong>ให้พิจารณาจากความสัมพันธ์ทางสายเลือดเป็นหลัก</strong> มิได้พิจารณาถึงความชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาแต่อย่างใด หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมลำดับนี้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี <strong>พี่น้องที่เกิดจากการรับบุตรบุญธรรมของบิดามารดา</strong> มิได้ถือเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตกัน จึง <strong>ไม่เข้าข่ายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3</strong>&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-7c5c16b77cc2d24d48c23c8f3c2e1507 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 จะมีสิทธิได้รับมรดก <strong>ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) และลำดับที่ 2 (บิดามารดา)</strong> เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-86bac23cd26e07b4516fee652b7a4104 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 4 : พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน&nbsp; </strong>หมายถึง <strong>พี่น้องร่วมบิดา หรือ มารดาเดียวกันโดยสายโลหิต</strong>&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-f67b514847240cbe2f40cc11a8f42b8e wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 4 จะมีสิทธิได้รับมรดก <strong>ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา)</strong>&nbsp; <strong>ลำดับที่3&nbsp; (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) </strong>เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-974f7f880cff5e6d13810be72d92f500 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 5 : ปู่ ย่า ตา ยาย </strong>หมายถึง ปู่ย่า คือ บิดามารดาของบิดาเจ้ามรดก&nbsp; ส่วนตา ยาย คือ บิดามารดาของมารดาเจ้ามรดก&nbsp; ปู่ ย่า ตา ยาย ที่จะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรานี้ได้ คือผู้บุพการี หรือญาติสืบสายโลหิตโดยตรงของเจ้ามรดกเท่านั้น และต้องเป็นปู่ ที่ชอบด้วยกฎหมายของมีบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ส่วนตาต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเจ้ามรดกตามคำพิพากษาฎีกาที่ 870/2594</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4820b3554f12d39b2a60bbdf71613eb6 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 5 จะมีสิทธิได้รับมรดก <strong>ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา)</strong>&nbsp; <strong>ลำดับที่ 3 (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 4 (พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน) </strong>เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-21095d20ded5286f61198e826db216cc wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ลำดับที่ 6 : ลุง ป้า น้า อา </strong>หมายถึง ญาติสายตรงในชั้นถัดไป ทั้งของทั้งฝั่งบิดาและมารดา เป็นลำดับสุดท้ายที่กฎหมายรับรองเป็นทายาทโดยธรรม</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-afd213f0956d1f8e6456e07606375bf7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">สำหรับสิทธิในการรับมรดกนั้น ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 6 จะมีสิทธิได้รับมรดก <strong>ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 (ผู้สืบสันดาน) ลำดับที่ 2 (บิดามารดา)</strong>&nbsp; <strong>ลำดับที่ 3 (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 4 (พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน) ลำดับที่ 5 (ปู่ ย่า ตา ยาย)&nbsp; </strong>เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4b5c6004a19e2802b6345bf85b2357b9 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สิทธิของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่: ทายาทโดยธรรม &#8220;ลำดับพิเศษ&#8221; </strong>ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่สมรสที่จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย ถูกกำหนดให้เป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคท้าย ซึ่งมีความพิเศษกว่าทายาทลำดับอื่น คือ &#8220;มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับทายาทโดยธรรมทุกลำดับ&#8221; ในสัดส่วนการแบ่งมรดกจะพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 ดังนี้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e63fe72f2a9c6c527c34ffa8c163f108 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>1. รับมรดกร่วมกับ &#8220;ลูก&#8221; (ทายาทลำดับที่ 1)&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-c5ec2a1dee4759ce399cf36e5a3a48ea" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไข:</strong> เจ้ามรดกมีผู้สืบสันดาน (บุตร) หรือผู้รับมรดกแทนที่บุตร</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-5d197a9cf107b39478006fce8bef52a4" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สัดส่วน:</strong> คู่สมรสมีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง <strong>&#8220;เสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร&#8221;</strong></li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-c26719d5e2a225883111e1a3a5113d3f" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>อธิบาย:</strong> ถ้านับจำนวนบุตรได้กี่คน ให้บวกคู่สมรสเข้าไปอีก 1 คน แล้วหารแบ่งในสัดส่วนที่เท่ากันทุกคน</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-d73a716412a61bd9f82cedc8a949cade wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>2. รับมรดกร่วมกับ &#8220;พ่อแม่&#8221; หรือ &#8220;พี่น้องร่วมบิดามารดา&#8221; (ทายาทลำดับที่ 2 หรือ 3)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-f7d79c1b5cdce2bed57c23de4a816a1e" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไข:</strong> มีบิดามารดา (ลำดับ 2) หรือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (ลำดับ 3) ยังมีชีวิตอยู่</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-262432d35818d1d6ee2b3091a06ea99e" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สัดส่วน:</strong> คู่สมรสมีสิทธิได้รับมรดก <strong>&#8220;กึ่งหนึ่ง&#8221; (1/2)</strong> ของกองมรดกทั้งหมด</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-f8250ab4adafc72b3f9fd1ee7d668f23" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>อธิบาย:</strong> ทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งครึ่งแรกให้คู่สมรส ส่วนอีกครึ่งที่เหลือจึงนำไปแบ่งในกลุ่มทายาทลำดับที่ 2 หรือ 3</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-381b1bb4f81609bdbb27b95dc9085164 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>3. รับมรดกร่วมกับ &#8220;ทายาทลำดับรอง&#8221; (ลำดับที่ 4, 5 หรือ 6)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-6d1ced817f94705b8645af398887a20b" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>เงื่อนไข:</strong> ไม่มีทายาทลำดับ 1ถึง3 แต่มีพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา (ลำดับ 4), ปู่ย่าตายาย (ลำดับ 5) หรือ ลุงป้าน้าอา (ลำดับ 6)</li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-7782b3eccebb03667ffc25c2615403df" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>สัดส่วน:</strong> คู่สมรสมีสิทธิได้รับมรดก <strong>&#8220;สองในสามส่วน&#8221; (2/3)</strong></li>



<li class="has-text-color has-link-color wp-elements-3661f4b4717879e4f5daa38316ad5a67" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>อธิบาย:</strong> แบ่งมรดกเป็น 3 ส่วน คู่สมรสรับไป 2 ส่วน และทายาทที่เหลือแบ่งกันเพียง 1 ส่วน</li>
</ul>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8ca0ecc4e5feb9b0e9718172470bc200 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>4. กรณีไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับอื่นเลย</strong></p>



<ul style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);" class="wp-block-list has-text-color has-link-color wp-elements-6286e955c8a29600f1525639bf02766a">
<li><strong>เงื่อนไข:</strong> ไม่เหลือทายาทลำดับที่ 1 ถึง 6 เลย</li>



<li><strong>สัดส่วน:</strong> คู่สมรสมีสิทธิได้รับ <strong>&#8220;มรดกทั้งหมด&#8221;</strong> แต่เพียงผู้เดียว</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>กฎหมายที่เกี่ยวข้อง</strong></h2>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-b70e06f4dbee0576dccd4d83d480f65d wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ </strong><strong>มาตรา1629 </strong>&nbsp;&#8220;ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-48c84dda236bb1a877eea418aa55820e wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) ผู้สืบสันดาน</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-c85a19bac4823e2be37da5782b91fce9 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) บิดามารดา</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-5acf56c7d403d7d9bbc7bdba44e79acf wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-3bb8b4752a1c7258e39c9124881f837a wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-007eb4b3e97335a0a38e20ac71146739 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (5) ปู่ ย่า ตา ยาย</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-af0571ce0f08bec3841ebed045767d0c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (6) ลุง ป้า น้า อา</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-6e4a3d5b94e94399912559a254e50991 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635 &#8220;</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-4487dc03ce986bb63c75aea18b9002b7 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);"><strong>&nbsp;</strong><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 </strong>&#8220;ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-14f57cfb6b9a2aaafb9a4ca349874aed wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1)  ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-8c1193baa1fdc918e8687e8f77a83623 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2)แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-e89db5750eb7bb9e580a829c7cadaa0c wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (4) หรือ (6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629 (5) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม</p>



<p class="has-text-color has-link-color wp-elements-068840b8e9a51de59c23dbd290caa5d2 wp-block-paragraph" style="color:#173364;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.156), 16px);">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด&#8221;</p>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/heir-to-inheritance/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ร้องตั้งผู้จัดการมรดก</title>
		<link>https://tanyaounjai.com/petition-to-appoint-an-executor-of-the-estate/</link>
					<comments>https://tanyaounjai.com/petition-to-appoint-an-executor-of-the-estate/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นพภัสสร ทนายอุ่นใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 01:00:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tanyaounjai.com/?p=550</guid>

					<description><![CDATA[การร้องตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ย่อมเกิดจากการตายของเจ้ามร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">การร้องตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ย่อมเกิดจากการตายของเจ้ามรดก และเจ้ามรดกมีทรัพย์สินที่ทายาทไม่สามารถแบ่งบันให้กับบรรดาทายาทได้  เพราะเหตุเกิดจากการที่ทายาทไปติดต่อเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานแล้วบุคคลเหล่านั้นแนะนำให้ทายาทมาร้องต่อศาลให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกเสียก่อน </p>



<p class="wp-block-paragraph">การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก ยอมตกทอดแก่ทายาท มรดกจะเกิดขึ้นได้ยอมเกิดจากการตายของเจ้ามรดก ไม่ว่าจะเป็นการตายโดยธรรมชาติหรือผลของกฎหมายที่บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญตาม ป.พ.พ.มาตรา 62&nbsp; เมื่อบุคคลถึงแก่กรรม ทรัพย์สิน สิทธิ และภาระผูกพันต่าง ๆ เช่น ที่ดิน เงินฝาก หุ้น หนี้ หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าอื่น ๆ จะตกทอดแก่ทายาทโดยชอบธรรมตามกฎหมาย หรือผู้รับพินัยกรรมที่เจ้ามรดกได้กำหนดไว้</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ทายาทไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือจัดการทรัพย์มรดกเหล่านั้นได้ทันที <strong>ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้ง “ผู้จัดการมรดก” ก่อนเสมอ</strong> แม้จะมีพินัยกรรมหรือไม่มีพินัยกรรมก็ตาม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ร้องตั้งผู้จัดการมรดก คืออะไร ใครบ้างที่มีสิทธิยื่นคำร้อง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การร้องตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ตาม<strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188</strong> “ ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (4) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท แต่ในคดีที่ยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คำอนุญาตที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ปฏิเสธเสียหรือให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถอนคืนคำอนุญาตอันได้ให้ไว้แก่ผู้ไร้ความสามารถนั้น ให้ถือว่าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท แม้ถึงว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ไร้ความสามารถนั้นจะได้มาศาล และแสดงข้อคัดค้านในการให้คำอนุญาตหรือถอนคืนคำอนุญาตเช่นว่านั้น”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บุคคลผู้มีสิทธิขอยื่นตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาล</strong> ตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713</strong> “ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อจัดการทรัพย์มรดกนั้น จะต้องพิจารณา บุคคลดังต่อไปนี้&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1.ถ้ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมของเจ้ามรดกผู้ตายไว้แล้ว</strong> ก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. หากไม่มีพินัยกรรม </strong>บุคคลตาม ป.พ.พ.มาตรา 1713 จึงสามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">          <strong>2.1 ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก</strong> คือจะต้องเป็นทายาทโดยธรรมที่อยู่ในลำดับที่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก&nbsp; และไม่เสียสิทธิในการรับมรดก&nbsp; เช่น ไม่เคยถูกจำกัดมิให้รับทรัพย์มรดก ไม่ถูกตัดไม่ให้รับทรัพย์มรดก หรือมิได้สละมรดก&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทายาทโดยธรรม (ป.พ.พ. มาตรา 1629) ตามลำดับดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ผู้สืบสันดาน (บุตรหลาน)<br>2. บิดา มารดา<br>3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน<br>4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน<br>5. ปู่ ย่า ตา ยาย<br>6. ลุง ป้า น้า อา<br>กรณีพิเศษ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตถือเป็นทายาทชั้นบุตร (ป.พ.พ. มาตรา1635)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หมายเหตุ</strong> ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่&nbsp; หรือมีการรับมรดกแทนที่&nbsp; หรือสืบมรดกแล้วแต่กรณี ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 ถึง 6 <strong>ไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก </strong>(ฏ. 1479/2553)</p>



<p class="wp-block-paragraph">          <strong>2.2 ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม </strong>แม้ไม่ใช่ญาติหรือคู่สมรสก็ตามและจะเป็นนิติบุคคลก็ได้ ข้อแม้คือพินัยกรรมนั้นจะต้องสมบูรณ์ จึงจะถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย<strong>&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เหตุผลทางกฎหมายคือ ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมเป็นผู้ที่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์มรดกเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย&nbsp; สิทธิในทรัพย์นั้นยังไม่เกิดผลสมบูรณ์ จนกว่าจะมีการจัดการกองมรดก&nbsp; ดังนั้น ผู้รับทรัพย์ย่อมมีส่วนได้เสียโดยตรงต่อการจัดการมรดก</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม จึงสามารถยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713</p>



<p class="wp-block-paragraph">         <strong>2.3 ผู้มีส่วนได้เสียหมาย</strong>ถึงบุคคลที่ไม่ใช่ทายาทของผู้ตายแต่มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายตัวอย่างจะเป็นเรื่องของกรณีคู่สมรสไม่ได้จดทะเบียน</p>



<p class="wp-block-paragraph">คู่สมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมแต่อาจมีสิทธิ์ได้ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกถ้าปรากฏว่าในระหว่างอยู่กินร่วมกันและทำมาหาได้ร่วมกันหรือมีชื่อในทรัพย์สินร่วมกันจนแบ่งแยกออกจากกันไม่ได้ (ฎ.1239/2554,3785-3787/2552)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>        2.4 อัยการมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้เอง</strong> แต่ไม่ได้หมายความว่าเอกชนจะไป “ขอให้อัยการช่วยยื่นแทน” ได้ทุกกรณี จากบทบัญญัตินี้ หลายคนเข้าใจว่า “หากทายาทไม่สะดวก ก็สามารถขอให้อัยการยื่นคำร้องแทนได้” แต่ในทางกฎหมาย ความหมายที่แท้จริงไม่เป็นเช่นนั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลักกฎหมายที่ถูกต้องคือ&nbsp; อัยการมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ “ในฐานะของอัยการเอง” ไม่ใช่การยื่นคำร้องแทนทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียตามคำขอส่วนตัว</p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีใดที่อัยการจะยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ต่อเมื่อเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อคุ้มครองกองมรดก เช่น&nbsp; ไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏตัว&nbsp; กองมรดกถูกทอดทิ้งไม่มีผู้จัดการ&nbsp; ทรัพย์มรดกอาจสูญหาย เสียหาย หรือถูกยักยอก&nbsp; หรือมีเหตุที่ต้องให้รัฐเข้าคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และในกรณีดังกล่าว อัยการเป็นผู้พิจารณาดุลพินิจเอง ว่าจะยื่นคำร้องหรือไม่<br>ไม่ใช่ว่าทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถบังคับหรือร้องขอให้อัยการยื่นคำร้องแทนตนได้โดยอัตโนมัติ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก </strong>จะต้องไม่ต้องห้ามตาม<strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 </strong>“บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ</p>



<p class="wp-block-paragraph">(3) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย ”&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ขั้นตอนการร้องตั้งผู้จัดการมรดก ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อทายาทตกลงกันได้แล้วว่ามีความจำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดก (ตามเหตุขัดข้องในมาตรา 1713) ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมเอกสารและดำเนินกระบวนการทางศาล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. เอกสารที่ต้องเตรียม (สำคัญมาก)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การยื่นคำร้องต่อศาลต้องใช้เอกสารยืนยันความสัมพันธ์และสิทธิในทรัพย์มรดก โดยหลักๆ ประกอบด้วย:</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. เอกสารเกี่ยวกับผู้ตาย (เจ้ามรดก)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใบมรณบัตร (ฉบับจริงหรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง)</li>



<li>ทะเบียนบ้านของผู้ตาย (ฉบับที่มีการจำหน่ายว่า &#8220;ตาย&#8221;)</li>



<li>ใบสำคัญการสมรสหรือใบสำคัญการหย่า (ถ้ามี)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. เอกสารเกี่ยวกับผู้จะเป็นผู้จัดการมรดกและทายาท</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก</li>



<li>บัญชีเครือญาติ (แผนผังแสดงความสัมพันธ์ของทายาททุกคน)</li>



<li>สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน</li>



<li>หนังสือยินยอมจากทายาท (ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก)</li>



<li>ใบมรณบัตรของทายาทที่เสียชีวิตไปก่อนหน้า (ถ้ามี)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">3. เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดก</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดิน, คู่มือจดทะเบียนรถยนต์, สมุดบัญชีธนาคาร, ใบหุ้น เป็นต้น (เพื่อยืนยันว่ามีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการจริง)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ขั้นตอนการดำเนินงานทางศาล</strong></p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ยื่นคำร้อง:</strong> ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลชั้นต้นที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ขณะถึงแก่ความตาย</li>



<li><strong>การประกาศโฆษณา:</strong> ศาลจะสั่งให้มีการประกาศโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือปิดประกาศที่ศาล เพื่อให้โอกาสทายาทคนอื่นที่อาจไม่ทราบเรื่องมาคัดค้าน (ปกติใช้เวลาประมาณ 15-30 วัน)</li>



<li><strong>วันนัดไต่สวน:</strong> ศาลจะนัดไต่สวนคำร้อง โดยผู้ร้อง (และทายาทบางส่วน) ต้องไปให้ถ้อยคำต่อศาลเพื่อยืนยันความเป็นทายาทและความเหมาะสมของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดก</li>



<li><strong>ศาลมีคำสั่ง:</strong> หากไม่มีการคัดค้านและศาลเห็นว่าผู้ร้องมีคุณสมบัติเหมาะสม ศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก</li>



<li><strong>ขอคัดคำสั่งศาล:</strong> เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง (และไม่มีการอุทธรณ์) ผู้จัดการมรดกสามารถขอคัดสำเนาคำสั่งศาลพร้อม &#8220;ใบสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด&#8221; เพื่อนำไปใช้แสดงอำนาจต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือธนาคารได้</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ร้องตั้งผู้จัดการมรดก ใช้เวลานานไหม ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่</strong></h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>ระยะเวลาดำเนินกระบวนการในศาล นับแต่มีการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเข้าไป&nbsp; เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว จะกำหนดวัน&nbsp; ไต่สวนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก โดยเฉลี่ยจะประมาณ 45 ถึง 60 วัน&nbsp; ซึ่งปัจจุบันการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก สามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกผ่านระบบ e-Filing ศาล และสามารถยื่นคำร้องขอไต่สวนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ผ่านการประชุมทางจอภาพ Video Conference โดยใช้ระบบ Zoom, Google Meet หรือ Line Meeting ได้&nbsp;</li>



<li>การคิดค่าฤชาธรรมเนียม(ค่าขึ้นศาล) ในกรณีร้องตั้งขอผู้จัดการมรดก เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เรื่องละ 200 บาท ค่ารับรองเอกสารฉบับละ 50 บาท&nbsp; และค่าใบสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด ฉบับละ 50 บาท</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>ไม่ร้องตั้งผู้จัดการมรดก ได้หรือไม่ มีผลเสียอย่างไร</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก หากทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกไม่เหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก(ผู้ตาย) เนื่องจากเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์สินที่ต้องจัดการ ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกก็ไม่จำเป็นต้องร้องตั้งผู้จัดการมรดก&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ถ้าทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก&nbsp; มีเหตุขัดข้องไม่สามารถจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก (ผู้ตาย) เช่น เจ้าพนักงานของกรมที่ดินไม่เปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินให้ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่อนุญาตให้ถอนเงินในบัญชี ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก จึงมีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องขอต่อศาล ให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน ผู้จัดการมรดกจึงจะเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกต่อไป ตาม(ป.พ.พ. มาตรา1713 (1))</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เขตอำนาจศาล</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ถือ เป็นคดีไม่ทุนทรัพย์ การยื่นคำร้องขอ จึงต้องยื่นที่ศาลจังหวัดเท่าน้้น เพราะศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาอรรถคดีในเขตอำนาจของตนได้ทั้งหมด ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 18</p>



<p class="wp-block-paragraph">คดีไม่มีข้อพิพาทโดยทั่วไปแล้วการยื่นคำร้องขอต่อศาล สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลมีอำนาจได้ 2 ศาล คือ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ศาลที่มูลคดีเกิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล&nbsp; ตาม(ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4(2)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2)</strong> “ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อยกเว้น เขตอำนาจศาล ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4 “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น” การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก จึงต้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ตามภูมิเลาเนาของเจ้ามรดกขณะถึงแก่ความตาย ตามบทบัญญัติเป็นการเฉพาะ ตามป.วิแพ่งมาตรา 4จัตวา&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา</strong> “ คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล”</p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาหลายแห่งสามารถเลือกแห่งใดแห่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายก็ได้ เพื่อสะดวกในการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 และฎ.5912/2539</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 37</strong> “ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5912/2539&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้ผู้ตายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่จังหวัดพิจิตรและผู้ตายถึงแก่ความตายที่จังหวัดพิจิตรแต่ผู้ตายก็ได้อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ร้องจนมีบุตรด้วยกันถึง4คนที่จังหวัดสมุทรปราการรวมทั้งผู้ตายได้ซื้อที่ดินไว้ที่จังหวัดสมุทรปราการแสดงว่าผู้ตายมีบ้านที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นสถานที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญอีกแห่งหนึ่งด้วยบ้านที่จังหวัดสมุทรปราการจึงเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา37ดังนั้นผู้ร้องจึงมีสิทธิเสนอคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4 จัตวา</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>อายุความ/กำหนดการยื่นคำร้อง</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก มีปัญหาหนึ่งที่ทายาทมักสงสัยคือ &#8220;ต้องใช้สิทธิในการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกภายในกำหนดกี่ปีนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลไว้ เพราะ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก &#8220;ไม่มีอายุความ&#8221; </strong>เพราะว่าไม่ใช้เรื่องของการต้องใช้สิทธิเรียกร้อง เหมือนคดีหนี้สินหรือคดีฟ้องแบ่งมรดก จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของอายุความ ตราบใดที่ยังมีทรัพย์มรดกเหลืออยู่ หรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องดำเนินการทางทะเบียน เช่น การโอนที่ดิน, การปิดบัญชีธนาคาร ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป 10 ปี หรือ 20 ปีก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ต้องยื่นคำร้อง &#8220;ก่อนการแบ่งมรดกจะเสร็จสิ้น&#8221;</strong> การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกจะทำได้ก็ต่อเมื่อ &#8220;ยังมีทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้จัดการหรือแบ่งปัน&#8221; เท่านั้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>หน้าที่ของผู้จัดการมรดก&nbsp;&nbsp;</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">หน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคือการสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตาย เพื่อนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทอย่างเป็นธรรมตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม โดยมีภารกิจสำคัญดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>รวบรวมทรัพย์มรดก:</strong> ออกไปตรวจสอบว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอะไรบ้าง (เช่น ที่ดิน, เงินในธนาคาร, หุ้น, รถยนต์) และนำมารวบรวมไว้เพื่อเตรียมการแบ่ง</li>



<li><strong>ชำระหนี้สินและค่าธรรมเนียม:</strong> หากผู้ตายมีหนี้สิน ผู้จัดการมรดกต้องนำทรัพย์มรดกมาชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน รวมถึงชำระค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าภาษีมรดก หรือค่าทำศพ</li>



<li><strong>จัดทำบัญชีเครือญาติและทรัพย์มรดก:</strong> ทำรายการทรัพย์สินและรายชื่อทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาท</li>



<li><strong>แบ่งปันทรัพย์มรดก:</strong> เมื่อชำระหนี้สินเรียบร้อยแล้ว จึงนำทรัพย์มรดกที่เหลือไปแบ่งให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน</li>



<li><strong>ดำเนินการทางทะเบียน:</strong> เป็นตัวแทนในการไปติดต่อหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานที่ดินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ หรือธนาคารเพื่อเบิกถอนเงิน</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading has-medium-font-size"><strong>เมื่อผู้จัดการมรดกบกพร่อง ผลทางกฎหมายและสิทธิที่ทายาทควรรู้</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิจัดการทรัพย์สินตามอำเภอใจได้ ผู้จัดการมรดกมีเพียง &#8220;หน้าที่&#8221; และ &#8220;ความรับผิดชอบ&#8221; ที่ต้องจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคน หากผู้จัดการมรดกเพิกเฉย ไม่โปร่งใส หรือทุจริต ทายาทสามารถถอน หรือเรียกให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกให้ถูกต้อง หรือดำเนินคดีอาญากับผู้จัดการมรดกได้ ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การถอนผู้จัดการมรดก (กรณีการจัดการยังไม่เสร็จสิ้น)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หากในระหว่างที่ดำเนินการอยู่นั้น ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำหน้าที่ ไม่ทำบัญชีทรัพย์สิน หรือมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต เช่น ปิดบังทรัพย์มรดก, ไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์สินตามกำหนด, หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกองมรดก ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่ต้องรอให้การแบ่งมรดกจบลง สามารถยื่นคำร้องต่อศาล (ศาลเดิมที่มีคำสั่งตั้ง) เพื่อขอให้ <strong>&#8220;ถอนผู้จัดการมรดก&#8221;</strong> คนเดิม และขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่แทนได้ทันที <strong>ตามป.พ.พ. มาตรา 1727</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การฟ้องคดีแพ่ง (กรณีจัดการไม่ถูกต้องหรือฝ่าฝืนกฎหมาย)&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีที่ผู้จัดการมรดก จัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทเสร็จสินแล้ว แต่ผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เช่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ,1722,1723 ,1724 วรรคสอง ทายาทมีสิทธิยื่นฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท (ฟ้องแพ่ง) ให้จัดการทรัพย์มรดกให้ถูกต้อง <strong>ภายในกำหนดอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการทรัพย์มรดกเสร็จสินลง ป.พ.พ. มาตรา 1733&nbsp;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. การดำเนินคดีอาญา (กรณีทุจริตหรือยักยอก)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพฤติกรรมของผู้จัดการมรดกเข้าข่ายการเบียดบังเอาทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเอง หรือโอนทรัพย์สินไปให้บุคคลอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทายาทสามารถดำเนินคดีอาญาได้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สิทธิตามกฎหมาย:</strong> ทายาทสามารถแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องร้องในความผิดฐาน <strong>&#8220;ยักยอกมรดก&#8221;</strong> ตาม <strong>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352</strong> หรือหากมีโทษหนักขึ้นในฐานะผู้มีอาชีพหรือวิชาชีพที่ได้รับความไว้วางใจตาม <strong>มาตรา 354</strong></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ข้อควรระวัง:</strong> ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องดำเนินการภายใน <strong>3 เดือน</strong> นับแต่วันที่รู้เรื่องการกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด (อายุความร้องทุกข์)</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="747" height="1043" src="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-7-ร้องตั้งผู้จัดการมรดก-1.png" alt="หน้าที่ของผู้จัดการมรดก" class="wp-image-551" srcset="https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-7-ร้องตั้งผู้จัดการมรดก-1.png 747w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-7-ร้องตั้งผู้จัดการมรดก-1-215x300.png 215w, https://tanyaounjai.com/wp-content/uploads/2026/01/ประกอบ-หัวข้อ-7-ร้องตั้งผู้จัดการมรดก-1-733x1024.png 733w" sizes="(max-width: 747px) 100vw, 747px" /></figure>



<div class="wp-block-buttons is-content-justification-center is-layout-flex wp-container-core-buttons-is-layout-fe0a7de2 wp-block-buttons-is-layout-flex">
<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-palette-color-2-background-color has-background has-border-color has-palette-color-1-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หน้าแรก</a></div>



<div class="wp-block-button"><a class="wp-block-button__link has-background has-border-color has-pale-pink-border-color has-medium-font-size has-custom-font-size wp-element-button" href="https://tanyaounjai.com/contact-us/" style="border-width:5px;border-top-left-radius:20px;border-top-right-radius:20px;border-bottom-left-radius:20px;border-bottom-right-radius:20px;background-color:#df181d;padding-top:10px;padding-right:50px;padding-bottom:10px;padding-left:50px" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ติดต่อเรา</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tanyaounjai.com/petition-to-appoint-an-executor-of-the-estate/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
